เรื่องเล่า: กุฏิอาจารย์ชา – สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพสองสำนัก
ใครที่ไปเยี่ยมชมสวนโมกขพลาราม อาจเคยเห็นอาคารเล็กๆ สูงๆ ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่กุฏิที่พัก แต่คือสัญลักษณ์แห่งสายใยธรรมะและความเป็นสหธรรมิก ระหว่างสองวัด — หนองป่าพงและสวนโมกข์ สายสัมพันธ์ที่ก่อขึ้นจากการเคารพซึ่งกันและกันในธรรมะ ที่ได้เชื่อมใจศิษย์ทั้งสองฝั่งให้ใกล้ชิด
กุฏินี้มีชื่อว่า “กุฏิอาจารย์ชา” ชื่อกุฏินี้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างสองพระมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่ของเมืองไทย คือ หลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง และ ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม
จุดเริ่มต้นจากเทปธรรมะ
ความผูกพันนี้เริ่มจากเทปบันทึกเสียงธรรมะของท่านพุทธทาส เรื่อง “สุญญตาปริทัศน์” ที่มีผู้ถวายให้หลวงพ่อชาฟัง แม้หลวงพ่อชาในเวลานั้นจะมีอายุมากและเป็นพระอาจารย์ใหญ่แล้ว แต่ท่านกลับชื่นชมธรรมะชุดนี้เป็นพิเศษ ฟังซ้ำแทบทุกคืนก่อนนอน และเอ่ยชมว่า
“ท่านพุทธทาสเทศน์ได้ไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด นุ่มนวลไพเราะจับใจ น้ำเสียงสงบถึงใจดีนัก”
ด้วยกิตติศัพท์นี้ พระลูกศิษย์หนองป่าพงจำนวนไม่น้อยจึงชักชวนกันเดินทางไปกราบนมัสการท่านพุทธทาสที่สวนโมกข์ ทำให้สองสำนักเริ่มมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกัน
อดีตพระเลขาหลวงพ่อชา ได้เล่าถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองสำนักนี้ว่า…
เดิมทีเดียวมีคนนำเทปธรรมะหลวงพ่อพุทธทาสเรื่อง “สุญญตาปริทัศน์” มาให้หลวงพ่อชาฟัง ซึ่งเวลานั้นหลวงพ่อชาท่านอายุมากพอสมควรจนเป็นพระอาจารย์ใหญ่แล้ว ท่านฟังแล้วก็ชอบอกชอบใจมาก รับรองว่านี่แหละธรรมะที่ถูกต้อง และท่านก็ชอบฟังซ้ำเกือบทุกคืนก่อนนอน ท่านชมว่า “ท่านพุทธทาสเทศน์ได้ไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และสุดท้าย นุ่มนวลไพเราะจับใจ น้ำเสียงสงบถึงใจดีนัก”
พระเลขาจึงได้เตรียมเทปให้ท่านฟังตอนกลางคืนแทบทุกคืนเพราะท่านชอบมากๆ
ด้วยกิตติศัพท์นี้ จึงทำให้พระที่หนองป่าพงชักชวนกันเดินทางไปนมัสการหลวงพ่อพุทธทาสและนับแต่นั้นมา ศิษย์สองสำนักนี้ก็สนิทสนมกันจนแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ส่วนหลวงพ่อพุทธทาสก็นิยมชมชื่นในธรรมะของหลวงพ่อชาไม่แพ้กันทีเดียว คือ ท่านมีความเคารนับถือ หลวงพ่อชา สุภัทโท เป็นอย่างยิ่ง และครั้งเมื่อทราบว่าหลวงพ่อชามีความประสงค์จะเดินทางมาสวนโมกข์พบกับท่าน (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลวงพ่อชาอายุพรรษามากแล้ว) ท่านพุทธทาสและศิษยานุศิษย์ทางสวนโมกข์ได้จัดเตรียมกุฎิอันเป็นสัปปายะ ไว้ต้อนรับพระอาคันตุกะที่เป็นที่น่าเคารพทั้งโดยวัตรปฏิบัติทั้งโดยการเป็นพระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสนาธุระเช่นหลวงพ่อชา แต่สุดท้าย หลวงปู่ชาก็ได้อาพาธหนักเสียก่อน จึงไม่ได้ไปเยือนสวนโมกข์ แต่กุฏิอันเป็นอนุสรณ์แห่งความระลึกถึงกันของท่านพระมหาเถระทั้งสองนั้น ก็ยังคงเรียกว่า “กุฎิหลวงพ่อชา” มาจนปัจจุบันนี้
ขอบคุณข้อมูลจากเพจ สาขาวัดหนองป่าพง
อ. พุทธทาสอธิบายถึงที่มาของ กุฏิอาจารย์ชา ในหนังสือเล่าไว้เมื่อวัยสนธยาว่า
ถาม : อาจารย์ครับ แล้วตึกเล็ก ๆ สูง ๆ ที่เรียกกุฏิอาจารย์ชา มีความเป็นมาอย่างไรครับ?
พุทธทาสภิกขุ : อ๋อ กุฏิที่อยู่หัวเรือ สร้างสำหรับแขกพิเศษ พระผู้ใหญ่ เป็นต้น ปรารภเรื่องอาจารย์ชา อาจารย์ชาเคยตั้งใจจะมาเยี่ยมที่นี่ ก็ทำกุฏิไว้ให้ท่านพัก แต่ท่านล้มป่วยเสียก่อน จนเดี๋ยวนี้ก็คงหมดหวังแล้วว่าจะมาได้ ก็เลยเรียกกุฏิอาจารย์ชามาตั้งแต่นั้น เพื่อเป็นที่ระลึก ไว้ใช้เป็นที่พักของแขกพิเศษต่อไป
ที่มา : เล่าไว้ในวัยสนธยา, บทที่ ๕ สร้างสวนโมกข์ที่มองเห็นได้ ตอน เบื้องหลังสิ่งก่อสร้างหลากหลายของสวนโมกข์
แม้การพบกันจะไม่เกิดขึ้น แต่ความผูกพันทางธรรมะและความเคารพนับถือยังคงอยู่ กุฏิที่สร้างขึ้นจึงถูกเรียกว่า “กุฏิอาจารย์ชา” มาจนถึงปัจจุบัน เป็นอนุสรณ์ที่บอกเล่ามิตรภาพอันงดงามของสองครูบาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่



