หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ หารือวัดบวรนิเวศวิหาร ต่อยอดงานจดหมายเหตุสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สู่ฐานข้อมูลดิจิทัล
เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 คณะทำงานหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ เข้ากราบนมัสการและหารือกับพระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนางานจดหมายเหตุสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครอบคลุมการจัดระบบเอกสาร การอนุรักษ์ และการพัฒนาฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการศึกษาและค้นคว้าในระยะยาว
การหารือครั้งนี้สืบเนื่องจากการที่หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ ได้ถวายงานสำรวจ คัดแยก จัดหมวดหมู่ และจัดทำบัญชีเอกสารเบื้องต้นเมื่อปี 2566 โดยพบเอกสารสำคัญหลากหลายประเภท ทั้งต้นฉบับพระนิพนธ์ เอกสารด้านการศึกษาคณะสงฆ์ การศึกษาหัวเมือง การปกครอง จดหมายโต้ตอบ เอกสารต่างประเทศ และเอกสารส่วนพระองค์ ซึ่งสะท้อนพระกรณียกิจและบริบททางสังคมในยุคนั้น
แนวทางที่นำเสนอในครั้งนี้มุ่งต่อยอดจากงานสำรวจเดิม สู่การตรวจสอบและจัดระบบเอกสารต้นฉบับ การจัดทำคำอธิบายจดหมายเหตุตามมาตรฐานสากล การอนุรักษ์และแปลงเอกสารเป็นดิจิทัล ตลอดจนการพัฒนาฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงข้อมูลบุคคล หน่วยงาน สถานที่ เหตุการณ์ หนังสือ และจดหมายเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถเข้าใจเอกสารแต่ละชิ้นควบคู่กับบริบทและความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง
เอกสารชุดนี้มีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงต้นรัชกาลที่ 6 ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงมีบทบาทสำคัญด้านการจัดระบบองค์ความรู้ การศึกษา และการปกครองคณะสงฆ์ รวมถึงการเชื่อมโยงองค์ความรู้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยกับวงวิชาการต่างประเทศ หลักฐานหนึ่งคือจดหมายจาก Royal Asiatic Society เมื่อปี ค.ศ. 1898 หรือ พ.ศ. 2441 ซึ่งเชิญพระองค์เข้าเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ (Honorary Member) โดยสมาชิกประเภทดังกล่าวในเวลานั้นมีจำนวนจำกัดเพียง 30 คน
อีกมิติหนึ่งที่ช่วยให้เห็นคุณค่าของเอกสาร คือความเชื่อมโยงทางความคิดระหว่างสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ กับพุทธทาสภิกขุ ประเด็นนี้ได้รับความสนใจเพิ่มเติมภายหลังคณะของสวนโมกข์กรุงเทพมีโอกาสเข้ากราบนมัสการสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งได้กล่าวถึงสมัยรัชกาลที่ 5 หนังสือ นวโกวาท และบทบาทของพุทธทาสภิกขุในการนำเสนอเรื่องที่ยากและลึกซึ้งให้ผู้คนเข้าถึงได้
เมื่อพิจารณาหลักฐานในงานของพุทธทาสภิกขุ พบว่าท่านศึกษางานของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ อย่างจริงจัง ทั้ง ธรรมจักษุ นวโกวาท ธรรมวิภาค และ ธรรมวิจารณ์ โดยเคยกล่าวว่าได้อ่านงานของพระองค์ “เท่าที่จะหามาอ่านได้” และในอีกวาระหนึ่งได้กล่าวถึงพระองค์ในฐานะ “เพื่อน” ทางความคิด ในบริบทของการอ่าน ศึกษา และพิจารณางานของคนรุ่นก่อนอย่างมีวิจารณญาณ ความเชื่อมโยงนี้สะท้อนให้เห็นว่าเอกสารจดหมายเหตุสามารถเป็นแหล่งศึกษาการสืบทอดและพัฒนาแนวคิดข้ามยุคสมัยได้ด้วย
ในปัจจุบัน แหล่งข้อมูลและงานวิจัยด้านพระพุทธศาสนากระจายอยู่ทั่วโลก การจัดระบบเอกสารและพัฒนาฐานข้อมูลดิจิทัลจึงเป็นแนวทางที่จะช่วยให้หลักฐานสำคัญเหล่านี้เข้าถึงได้สะดวกขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล องค์ความรู้ และเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน
หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ มุ่งหวังให้การพัฒนางานจดหมายเหตุสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ช่วยรักษาเอกสารต้นฉบับควบคู่กับการจัดระบบความรู้ เพื่อให้คลังปัญญาชุดนี้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักวิชาการ ผู้สนใจ และคนรุ่นต่อไป สามารถนำไปศึกษา ค้นคว้า และต่อยอดองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนาได้อย่างกว้างขวาง










