อนุสาวรีย์ที่ไม่มีตัวตน: เจตนารมณ์สุดท้ายของพุทธทาสภิกขุ
พุทธทาส

อนุสาวรีย์ที่ไม่มีตัวตน: เจตนารมณ์สุดท้ายของพุทธทาสภิกขุ

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

เมื่อกล่าวถึงความตาย คนส่วนใหญ่มักนึกถึงอนุสรณ์สถานหรือสิ่งของที่จะทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่สำหรับพุทธทาสภิกขุแล้ว เจตนารมณ์สุดท้ายของท่านกลับสวนทางกับค่านิยมเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง โดยปฏิเสธอนุสาวรีย์ทางวัตถุทุกรูปแบบ และร้องขอเพียงสิ่งเดียวที่จะเป็นเครื่องระลึกถึงท่านอย่างแท้จริง

ตลอดช่วงชีวิตของท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านได้มอบมรดกทางปัญญาไว้มากมาย แต่เมื่อใกล้ถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ท่านได้แสดงเจตนาอย่างชัดเจนและหนักแน่นว่าไม่ต้องการอนุสรณ์สถานทางวัตถุใดๆ ทั้งสิ้น ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ผมตายไม่ต้องสร้างเจดีย์ ไม่ต้องสร้างอนุสาวรีย์ ขอร้องว่าอย่าทำเลย ทำแล้วบ้า” ท่านมองว่าอนุสาวรีย์ทางวัตถุนั้นไม่พึงประสงค์ สิ่งที่ท่านปรารถนาให้เป็นเครื่องระลึกถึงอย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่รูปหล่อ, ไม่ใช่หนังสือ, หรือแม้กระทั่งสวนโมกขพลารามที่ท่านสร้างขึ้นมากับมือ

อนุสาวรีย์ที่ท่านพุทธทาสต้องการฝากไว้กับโลกใบนี้ คือ “ธรรมะที่ได้ใส่ไว้ในจิตใจของเพื่อนมนุษย์” ท่านขอร้องเพียงว่า หากจะระลึกถึงท่าน ก็ขอให้ช่วยกันเผยแผ่ธรรมะที่ยังประโยชน์สุขและนำไปสู่การดับทุกข์ให้กว้างไกลออกไป

“หนังสือที่ระลึกนั้น ไม่ ไม่ต้องช่วยทำ คนอื่น คนอื่นช่วยทำ ทำไม่ได้ ทำเอง หนังสือที่ระลึกอายุ ๘๔ ปีนั่น ขอทำเอง จะขอร้องก็คือว่า อะไรเรื่องอะไรมันดีมันดับทุกข์ได้ช่วยพิมพ์เผยแผ่ พิมพ์เผยแผ่โฆษณากันตลอดเวลาก็แล้วกัน นั่นเรียกว่าถ้าจะเป็นที่ระลึก ผมตาย ไม่ต้องสร้างเจดีย์ ไม่ต้องสร้างอนุสาวรีย์ ขอร้องว่าอย่าทำเลย ทำแล้วบ้า อนุสาวรีย์ทางวัตถุไม่พึงประสงค์ กับทางธรรมะที่ได้ใส่ไว้ในจิตใจของเพื่อนมนุษย์ทั่วๆ ไปทั้งโลกนี้ ขอเอาอันนี้เป็นอนุสาวรีย์ ขอให้ถือเป็นหลักไว้อย่างนี้เถิด

เมื่อมีผู้แสดงความกังวลว่าเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว สวนโมกข์จะแตกแยกหรือกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ร้าง ท่านกลับไม่เป็นห่วง โดยชี้ว่าหากเป็นศิษย์ที่แท้จริง ย่อมมีความคิดความเห็นตรงกันและทำหน้าที่ของตนต่อไปได้ สำหรับท่านแล้ว แม้สวนโมกข์จะเหลือเพียงพิพิธภัณฑ์ร้าง ก็ยังดีกว่าสูญสิ้นไปเสียทั้งหมด และท่านเชื่อมั่นว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่กลายเป็นซ่องโจรอย่างแน่นอน

หัวใจสำคัญของเจตนารมณ์ทั้งหมดถูกสรุปไว้ในคำตอบของท่าน เมื่อมีผู้ถามว่าจะให้ถือเอาสิ่งใดเป็นอนุสาวรีย์ ท่านตอบอย่างชัดเจนว่า

“ขอเอาประโยชน์ที่มหาชนกำลังได้รับอยู่จากคำสอนของอาตมาว่า นั่นแหละเป็นอนุสาวรีย์ ประโยชน์ใดๆ ที่ผู้ใดก็ตาม ได้รับจากคำสอนของอาตมาปรากฏอยู่แก่ใจ นั้นคืออนุสาวรีย์อันแท้จริงของอาตมา”

“…ข้อสุดท้ายแล้ว ถามว่าจะให้ถือเอาอะไรเป็นอนุสาวรีย์ของท่านอาจารย์ในอนาคต หลังจากที่อาจารย์ล่วงลับไปแล้ว เอารูปปั้น หรือเอาหนังสือ หรือเอาสวนโมกข์ คนพวกนี้ก็สงสัยว่า อะไรจะเป็นอนุสาวรีย์ของอาตมาเมื่อล่วงลับไปแล้ว รูปหล่อนั้นนะเป็นอนุสาวรีย์ หรือว่าหนังสือทั้งหลายที่มีอยู่นี้เป็นอนุสาวรีย์ หรือว่าสวนโมกข์เป็นอนุสาวรีย์ ขอตอบว่า ไม่เอาสิ่งเหล่านั้นเป็นอนุสาวรีย์ ขอเอาประโยชน์ที่มหาชนกำลังได้รับอยู่จากคำสอนของอาตมาว่า นั่นแหละเป็นอนุสาวรีย์ ประโยชน์ใดๆ ที่ผู้ใดก็ตาม ได้รับจากคำสอนของอาตมาปรากฏอยู่แก่ใจ นั้นคืออนุสาวรีย์อันแท้จริงของอาตมา ไม่ใช่รูปปั้น ไม่ใช่รูปหล่อ ไม่ใช่หนังสือเหล่านี้ ไม่ใช่สวนโมกข์ ไม่ใช่ตึกหลังนั้น”

ท้ายที่สุดแล้ว อนุสาวรีย์ของพุทธทาสภิกขุจึงไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา แต่เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยใจ คือประโยชน์สุขอันเกิดจากความเข้าใจในธรรมะ ซึ่งจะคงอยู่และสืบทอดต่อไปในจิตใจของผู้คนอย่างไม่มีวันเสื่อมสลาย ตราบใดที่ยังมีผู้แสวงหาหนทางแห่งการดับทุกข์

หมายเหตุ พุทธทาสภิกขุ มรณภาพ ณ สวนโมกขพลาราม 8 กรกฎาคม 2536 เวลา 11:20 น.  สิริรวมอายุได้ 87 ปี 1 เดือน 11 วัน, 67 พรรษา สรีระของท่านนอนสงบนิ่งรอการบรรจุอยู่ในกุฏิประจำองค์ ทางวัดจัดให้พุทธบริษัทได้กราบสักการะทางหน้าต่างของห้องตลอดทั้งวันจนกระทั่งเย็น สรีระของท่านจะไม่มีการฉีดยารักษาศพใดๆ ตามที่ท่านสั่งไว้ในพินัยกรรม

อ้างอิง

 

Share