บันทึกโครงการพระแลกเปลี่ยนนานาชาติ บาลี-สันสกฤต รุ่น 3 - พระสิทธิพร นรุตฺตโม (วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม เชียงใหม่)
จุดเริ่มต้น
ราวปลายปี ๒๕๖๕ ข้าพเจ้าได้รับข้อความจากทางไลน์ ผ่านโยมแอนสวนโมกข์ กทม. แนะนำให้รู้จักพระมหาญาโณ (ท่านอั๋น) ชักชวนให้สมัครเข้าร่วมโครงการพระภิกษุแลกเปลี่ยนนานาชาติ บาลี-สันสกฤต ไทย ทิเบต และศรีลังกา ซึ่งกำลังจะเริ่มขึ้นในปีแรก ด้วยความที่ข้าพเจ้าซึ่งมีภาระที่ต้องช่วยดูแลพระนวกะบวชใหม่ในช่วงนั้น จึงกล่าวตอบปฏิเสธไป
จนโครงการล่วงเลยมาจนถึงปีที่ ๓ ท่านอั๋นซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นทั้งผู้ประสานและทำหน้าที่เป็นผู้แปลภาษาในฝั่งประเทศไทย ได้เดินทางขึ้นมาที่วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรมที่ข้าพเจ้าพำนักอยู่ ซึ่งนับว่าเป็นการพบหน้ากันเป็นครั้งแรก บทสนทนาระหว่างกันในคราวนั้น ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจและเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการพระภิกษุแลกเปลี่ยนนานาชาติ อันเป็นพระดำริขององค์ทะไลลามะที่ ๑๔ ซึ่งมีพระประสงค์ให้พระภิกษุจากสายธรรมบาลีและสายธรรมสันสกฤตได้มาใช้ชีวิตและเรียนรู้วิถีปฏิบัติของกันและกันตลอดระยะเวลา ๒ เดืิอนครึ่ง ข้าพเจ้าตอบรับคำเชิญชวนของท่านอั๋นด้วยความยินดี และสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อการสอบสัมภาษณ์เสร็จสิ้นลง ข้าพเจ้าก็ได้ทราบว่าตัวเองได้รับเลือกเป็น ๑ ใน ๑๕ พระภิกษุซึ่งมาจากหลายวัดทั่วทุกภาคของประเทศไทย
สวนโมกข์ กทม.
๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๗ เป็นวันที่พวกเรานัดพบกันที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์ฯ กทม.) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเดินทางไปประเทศอินเดีย นับเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้พบหน้าเพื่อนพระภิกษุทั้ง ๑๔ รูป ซึ่งจะต้องเป็นเพื่อนร่วมทางและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปอีกตลอด ๒ เดือนครึ่งนับจากนี้ นับเป็นความโชคดีของพวกเรา ซึ่งเมื่อไปถึงสวนโมกข์ฯ กทม. แล้ว ก็ได้พบพระครูธรรมรัช (พระครูปุ้ย) วัดญาณฯ ผู้ที่ทำหน้าที่จัดแจงเอกสาร บริขาร ยา และสิ่งของจำเป็นตลอดการเดินทางให้พวกเราอย่างแข็งขัน ประหนึ่งเป็นแม่บ้านประจำโครงการฯ ข้าพเจ้านึกขอบพระคุณในความเมตตาของท่าน ที่ทำให้การเดินทางและใช้ชีวิตในดินแดนพุทธภูมิของพวกเราหลังจากนั้นสะดวกสบายขึ้นเป็นอันมาก
๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๗ หลังการพบกันและจำวัดหนึ่งคืนที่สวนโมกข์ฯ กทม. เช้าวันนั้นเราเดินทางสู่เมืองคยา ประเทศอินเดีย แม้จะไม่ใช่การเดินทางมาอินเดียเป็นครั้งแรก แต่ข้าพเจ้าก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เมื่อล้อเครื่องบินแตะถึงรันเวย์ของสนามบินเมืองคยา คณะพระภิกษุไทยก็ได้รับการต้อนรับจากท่านอั๋นซึ่งเดินทางล่วงหน้ามาก่อนแล้ว พร้อมกับคณะญาติโยมคนไทยจากสวนโมกข์ฯ กทม. และวัดไทยพุทธคยา
พุทธคยา
แม้จะนับว่าเป็นการมาเยือนดินแดนพุทธภูมิเป็นครั้งที่ ๒ แต่พุทธคยาเมื่อเกือบ ๑๐ ปีก่อนก็ไม่ได้ต่างออกไปมากนักในความรู้สึกของข้าพเจ้า การได้พบเจอผู้แสวงบุญชาวพุทธจากทั่วโลก เดินทางมาเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเวลาล่วง ๒,๖๐๐ กว่าปีมาแล้ว ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกพบมิตรสหายที่มีเป้าหมายเดียวกัน ท้องถนนตลอดสายของเมืองคยาที่มุ่งหน้าไปสู่ต้นโพธิ์สถานที่ตรัสรู้ คราคร่ำไปด้วยผู้คน เสียงแตรจากรถมอเตอร์ริกชอร์ (Motorized Rickshaw) ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ควันจากธูปกำยานจากการจุดบูชา ผสมไปกับเสียงสวดมนต์ และเสียงร้องเรียกจากพ่อค้า-แม่ค้าที่ส่งเสียงแข่งกันเพื่อขายดอกบัวและดอกไม้บูชา นับเป็นความวุ่นวายที่ไม่เกินคาดเดา แต่กลับกลายเป็นเสน่ห์ของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไปโดยปริยาย
คณะพวกเราทั้ง ๑๕ รูป พักกันที่วัดไทยพุทธคยา ด้วยความเมตตาของพระเดชพระคุณ พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ซึ่งอนุเคราะห์คณะพระภิกษุในโครงการพระภิกษุแลกเปลี่ยนนานาชาติ บาลี-สันสกฤตตลอดทั้งโครงการเป็นอย่างดี ทันทีที่รถของคณะพระไทยถึงที่พัก ขณะนั้นกลุ่มคณะพระทิเบตได้เดินทางมาถึงก่อนคณะพวกเราแล้ว แม้จะยังไม่ได้ทักทายกัน แต่สังเกตเห็นความเป็นพระผู้ใหญ่พรรษาสูง ซึ่งแตกต่างจากคณะพระไทยซึ่งล้วนยังอยู่ในวัยหนุ่ม แม้จะมีอายุพรรษาเป็นพระเถระคือเกิน ๑๐ พรรษากันเกืิอบทุกรูปแล้วก็ตาม
ในช่วงแรกของการพำนักอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา คณะพระภิกษุในโครงการแลกเปลี่ยนฯ ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากพระอาจารย์มหานิพนธ์ (ปัจจุบันได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระโพธิวิเทศวัชรวิสุทธิ์) ผู้เป็นพระธรรมฑูตสายอินเดียมาแล้วกว่า ๒๐ ปี กิจกรรมในแต่ละวันคณะพระภิกษุจากทั้ง ๓ ประเทศ คือไทย ทิเบตและศรีลังกา ได้เดินทางร่วมกันไปในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นวัดเวฬุวัน วัดแรกในพุทธศาสนา ซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองราชคฤห์ในปัจจุบัน ที่นี่คณะพระภิกษุต่างสวดสาธยายโอวาทปาฏิโมกข์ พระไทยและศรีลังกาสวดสาธยายโอวาทปาฏิโมกข์เป็นภาษาบาลี ขณะที่พระทิเบตสวดสาธยายเป็นภาษาทิเบต เราต่างแลกเปลี่ยนเรื่องราวในคัมภีร์ทั้งจากฝั่งบาลีและสันสกฤตเกี่ยวกับวัดเวฬุวันในมิติต่าง ๆ เสร็จจากนั้นในช่วงบ่าย คณะพระภิกษุได้เดินทางต่อไปที่เขาคิชฌกูฏ ซึ่งในคัมภีร์ของฝั่งสันสกฤตเชื่อกันว่า ที่นี่เองเป็นสถานที่สำคัญซึ่งเป็นที่มาของพระสูตรสำคัญในฝ่ายมหายาน อาทิเช่น ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร, สัทธรรมปุณฑรีกสูตร เป็นต้น ขณะที่คณะพระภิกษุสวดมนต์สาธยายธรรมและนั่งภาวนาเพื่อเป็นพุทธบูชา ระลึกถึงเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเคยประทับอยู่ ณ ที่แห่งนี้
เมื่อการสวดมนต์เสร็จสิ้นลง ทันใดนั้นคณะพระทิเบตก็ได้ทำการล้อมวง เกิดเป็นวงโต้วาทีธรรมกันขึ้นอย่างฉับพลัน สร้างความงุงงงและตกตะลึงให้กับพระภิกษุชาวไทยอยู่ไม่น้อย ในขณะที่ยังไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ต่อหน้าในช่วงเวลานั้น ข้าพเจ้าก็พบว่าตัวเองได้กลายเป็นผู้ชมอยู่ท่ามกลางวงล้อมของการโต้วาทีธรรมไปเสียแล้ว แม้ไม่อาจเข้าใจภาษาทิเบตซึ่งพระเถระผู้ใหญ่ทั้งสองกำลังประลองวาทะธรรมะกันอยู่นั้น พร้อมการออกท่าทางอย่างออกรสออกชาติ แต่เมื่อพอจับประเด็นที่โต้วาทีกันอยู่นั้นผ่านผู้แปล ทันใดนั้นน้ำตาของข้าพเจ้าก็ค่อย ๆ เอ่อล้นออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง พลันเกิดความปิติขึ้นมาภายในใจ พร้อมความซาบซึ้งที่เกิดขึ้นอันเนื่องเมื่อได้ตระหนักว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้มาแล้วกว่า ๒,๖๐๐ ปี ได้ถูกส่งต่อไปในแต่ละสายธรรม สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน และปรากฏให้เห็นว่าพระเถระชาวทิเบตทั้ง ๒ รูปที่กำลังโต้วาทีธรรมกันอยู่นี้ กำลังนำคำสอนเหล่านั้นมาตรวจทานกันในรูปแบบของการโต้วาทีธรรม ให้คำสอนเหล่านั้นยังมีชีวิตและถูกส่งต่อไปอีกนานเท่านาน นับว่าเหตุการณ์ในวันนั้น เป็นการตอกบัตรของข้าพเจ้าเพื่อเข้าไปเรียนรู้ในสายธรรมสันสกฤต (วัชรยาน) อย่างแท้จริง
วันต่อมา พวกเราได้เดินทางไปที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งสำหรับพระภิกษุชาวทิเบตแล้ว ถือได้ว่าที่นี้เป็นต้นทางของพระพุทธศาสนาของทิเบต เพราะเมื่อในยุคสมัยของพระเจ้าซองเซนกัมโป (Songtsen Gampo) เมื่อ พ.ศ. ๑๑๗๓ ได้นิมนต์และเชิญพระภิกษุและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยนาลันทาไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในทิเบต เช่น ท่านปัทมสัมภวะ (Padmasambhava) และท่านศานติรักษิตะ (Shantarakshita) หลังจากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปที่ถ้ำสุวรรณคูหา อันเป็นสถานที่ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑, บ้านของนาสุชาดา ผู้ถวายข้าวมธุปายาส, ดงคสิริ สถานที่บำเพ็ญทุกรกิริยาเมื่อครั้งก่อนการตรัสรู้, ตลอดถึงภูเขากุกกุฏสัมปาตบรรพต สถานที่นิพพานของพระมหากัสสปะ และยังเป็นที่บำเพ็ญเพียรตลอดระยะเวลา ๑๒ ปี ของท่านอสังคะ คณาจารย์คนสำคัญของนิกายโยคาจาร ก่อนที่จะได้พบพระพระไมเตรย
ในระหว่างนั้น คณะของพวกเรายังได้ไปเยี่ยมชมวัดจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งได้ตั้งอยู่โดยรอบบริเวณพุทธคยา ไม่ว่าจะเป็นวัดญี่ปุ่น วัดทิเบต วัดเกาหลี วัดเนปาล วัดภูฏาน วัดบังคลาเทศ วัดพม่า ฯลฯ นอกจากนั้นในเวลาว่าง ข้าพเจ้ายังได้ชักชวนเพื่อนพระไทยและพระทิเบต ไปนั่งภาวนาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในช่วงเวลาเช้าตรู่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาตี ๕ ที่มีจำนวนคนน้อย ซึ่งเป็นเวลาที่เจ้าหน้าที่เปิดให้คนเข้าไปสักการะยังบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ การพำนักอยู่ที่คยาตลอด ๒ อาทิตย์นั้น ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวอินเดียนานกว่าครั้งไหน ๆ และค้นพบว่าอินเดียมีเสน่ห์ชวนหลงไหลอย่างบอกไม่ถูก
อินเดียใต้
คณะพระภิกษุโครงการแลกเปลี่ยนฯ ใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ที่คยาตลอด ๒ อาทิตย์ หลังผ่านปีใหม่ไปได้ ๒ วัน พวกเราก็เดินทางด้วยรถไฟขึ้นไปที่นิวเดลี เพื่อเปลี่ยนเครื่องบินลงไปที่เมืองคาร์นาตากา อันเป็นที่ตั้งของวัดใหญ่ของทิเบต คือวัด Gaden Monastery นับเป็นประสบการณ์การนั่งรถไฟอินเดียอันเลื่องชื่อเป็นครั้งแรกของข้าพเจ้า นับเป็นการเดินทางด้วยรถไฟเป็นเวลา ๑๕ ชั่วโมง อันล้ำค่า
พวกเราถึงวัด Gaden Monastery ในเวลาค่ำของวันที่ ๓ ม.ค. ๒๕๖๘ มีผู้ช่วยเจ้าอาวาสมาต้อนรับคณะพวกเราที่สนามบิน พร้อมคล้องผ้าคาตะตามธรรมเนียมแบบทิเบต วัด Gaden Monastery แห่งนี้ เดิมเคยตั้งอยู่ที่เมืองลาซาในทิเบต ก่อตั้งโดยท่านเจซองกัปปะ ผู้ก่อตั้งนิกายเกลุกปะ ในปี พ.ศ.๑๙๕๒ ก่อนที่จะถูกทำลายโดยกองทัพปลดปล่อยประชาชน ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในปี พ.ศ.๒๕๐๒ วัด Gaden ที่อินเดียใต้แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๙ ปัจจุบันมีพระภิกษุ สามเณรอยู่รวมกันกว่า ๓,๕๐๐ รูป เปิดการเรียนการสอนในระบบการศึกษาพุทธศาสนาแบบทิเบตที่เรียกว่า “เชดร้า” (Shedra) เป็นระยะเวลา ๒๒ ปี ก่อนที่จะมีการสอบเป็นตำแหน่ง “เกเช” (Geshe) ซึ่งนับเป็นการจบการศึกษาขั้นสูงสุดของสายธรรมเกลุกปะ
ในวันแรก ๆ ของการพำนักอยู่ที่วัด Gaden เป็นช่วงเวลาของการจัดงานโต้วาทีธรรมประจำฤดูหนาว (Winter Debate) ซึ่งพระภิกษุ-สามเณรจากวัดต่าง ๆ ของทิเบตทั่วทั้งอินเดียจะส่งตัวแทนของวัดมาโต้วาทีธรรมกันตลอดระยะเวลา ๑ เดือน และในเวลาค่ำของทุกวันจะมีการจัดชุมนุมโต้วาทีขึ้นที่ลานโต้วาทีของวัด มีพระภิกษุ-สามเณรเข้าร่วมกิจกรรมกว่า ๓,๐๐๐ รูป การโต้วาทีธรรมนั้น จะมีผู้ตอบนั่งประจำอยู่ฝั่งหนึ่ง ในขณะที่จะมีผู้ถามยืนถามอยู่อีกฝั่งหนึ่ง เนื้อหาในการโต้วาทีนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นหัวข้อธรรมที่ได้ร่ำเรียนกันในช่วงกลางวันของวันนั้น ๆ การโต้วาทีธรรมจึงเป็นกุศโลบายที่ทำให้ผู้เรียนจดจำเนื้อหาได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการขจัดความเข้าใจผิดที่จะเกิดขึ้น ลักษณะการเรียนธรรมะแบบโต้วาทีนี้เองแพร่หลายมาตั้งแต่ในยุคสมัยของมหาวิทยาลัยนาลันทา และถูกส่งต่อไปในสายธรรมของพุทธศาสนาแบบทิเบต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนิกายเกลุกปะ ซึ่งเน้นการเรียนการสอนแบบวิชาการกว่านิกายอื่น ๆ ของทิเบต ดังเช่นในวัด Gaden Monastery ซึ่งจัดเป็น ๑ ใน ๔ ของสำนักเรียนใหญ่ของนิกายเกลุกปะ ที่ประกอบไปด้วยอีก ๓ วัด คือ Drepung Monastery, Sera Monastery, และ Tashi Lhunpo Monastery
คณะพระภิกษุได้เยี่ยมชมวัด Gaden Monastery ซึ่งประกอบไปด้วยคณะต่าง ๆ ที่เรียกว่า “คัมเซ่” (Kamse) โดยในแต่ละคัมเซ่จะมีพระภิกษุ-สามเณรอยู่รวมกันกว่า ๓๐๐-๕๐๐ รูป อายุตั้งแต่ ๕-๙๐ ปี โดยวัด Gaden ยังแบ่งการปกครองออกเป็น ๒ วัด คือ Gaden Shartse Monastery, และ Gaden Jangtse Monastery ซึ่งทั้ง ๒ วัดมีเจ้าอาวาสดำรงตำแหน่งปกครองคนละคนกันอีกด้วย ในวัด Gaden ยังมีโรงเรียนในระดับประถม-มัธยมซึ่งจัดหลักสูตรการศึกษาพุทธศาสนาควบคู่ไปกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศอินเดีย ส่วนในระดับมหาวิทยาลัยพระนิสิตจะไปได้ศึกษาพุทธศาสนาโดยอาศัยหลักสูตรที่ท่านเจซองกัปปะวางเอาไว้ โดยจะเรียนกันใน ๕ คัมภีร์หลัก คือ พระวินัย, พระอภิธรรม, มาธยามิกะ, ปรัชญาปารมิตา และพรหมนะ (ตรรกศาสตร์) นอกจากนี้ภายในวัดยังมีสถานพยาบาลซึ่งมีหมอและมีผู้ช่วยเป็นพระภิกษุ มีโรงครัวขนาดใหญ่ซึ่งต้องทำอาหารเลี้ยงพระเป็นจำนวน ๓,๕๐๐ รูป ซึ่งมีเวรทำอาหารวันละ ๑๐๐ รูป ทุกวันเป็นอย่างน้อย
ในส่วนของวงวิชาการ พวกเราได้แลกเปลี่ยนกันในหลากหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาแบบทิเบต ซึ่งประกอบด้วยนิกายใหญ่ ๆ ทั้งหมด ๔ นิกายหลัก คือ นิกายนิงม่า, นิกายกาจู, นิกายซาเจีย และนิกายเกลุกปะ, การปฏิบัติภาวนาแบบทิเบต, ชีวิตความเป็นอยู่ ข้อวัตร-วินัยของพระภิกษุ, การสั่งสมบารมี, การรับไตรสรณคมน์, การสมาทานโพธิจิต, มาธยามิกะและความว่าง, การหมุนกงล้อแห่งธรรมครั้งที่ ๑ – ๓, การปฏิบัติตันตระเบื้องต้น และการสาธิตการโต้วาทีธรรมเบื้องต้น ด้วยเวลาที่จำกัดทำให้เนื้อหาเหล่านี้เราพูดคุยกันในเบื้องต้นเพื่อให้ทราบความแตกต่างและความเหมือนกันของแต่ละสายธรรม ซึ่งทำให้ทราบว่าทั้งสองสายธรรมมีความเหมือนกันมากกว่าที่จะแตกต่างกัน
ระหว่างการพำนักอยู่ที่วัด Gaden ในหมู่พระภิกษุไทยและทิเบตเอง ในวงน้ำชาพวกเราต่างมีบทสนทนาถึงหัวข้อธรรมต่าง ๆ ในทุก ๆ เย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวข้อธรรมในเรื่องอนัตตาและสุญญตา ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำความเข้าใจเรื่ิองตัวตนหรือการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งในธรรมชาติ นอกจากนั้น ประเด็นเรื่องพระวินัยก็ได้รับการพูดคุยเป็นพิเศษ พระไทยและพระทิเบตมีการตั้งวงเฉพาะกิจขึ้นเพื่อเทียบเคียงพระวินัยในข้อเสขิยวัตร ซึ่งได้สร้างความเข้าใจระหว่างสายธรรมทั้งสองสายธรรมอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
องค์ทะไลลามะที่ ๑๔
ระหว่างที่เราพำนักอยู่ที่วัด Gaden ก็ได้ทราบข่าวว่าองค์ทะไลลามะที่ ๑๔ ได้เสด็จมาประทับรักษาอาการประชวรอยู่ที่วัด Tashi Lhunpo Monastery ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดที่เราพักอยู่ คณะพระภิกษุในโครงการฯ จึงได้ประชุมกันและลงความเห็นว่าจะเดินทางไปเข้าเฝ้าพระองค์ท่านก่อนเดินทางกลับล่วงหน้าหนึ่งวัน คณะพระออกเดินทางด้วยรถทัวร์ข้ามคืนมาพักจำวัดใกล้ ๆ กับวัด Sera Monastery ที่นี่เองคณะเราได้เห็นวิถีชีวิตของพระภิกษุ-สามเณรทิเบตที่อยู่รวมกันกว่า ๕,๕๐๐ รูป รอบ ๆ พื้นที่วัดมีชุมชนชาวทิเบตอพยพอยู่อาศัย ซึ่งประกอบไปด้้วยร้านอาหารทิเบต ร้านขายของที่ระลึก ตลอดถึงตลาดทิเบตอยู่บริเวณโดยรอบ ในพื้นที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของวัด Namdroling Monastery ซึ่งเป็นวัดสำคัญของสายธรรมนิงม่า และตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัด Sera Monastery
ในวันเข้าเฝ้าองค์ทะไลลามะ พวกเราตื่นจำวัดกันตั้งแต่ตี ๔ เพื่อออกเดินทางไปที่วัด Tashi Lhunpo Monastery ตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อถึงประตูวัดมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยื่นบัตรให้เราคล้อง และเดินเรียงแถวเข้าไปยังบริเวณศาลาที่ประทับ เมื่อไปถึงบริเวณลานหน้าที่ประทับก็พบกับผู้คนจำนวนมากที่มารอเข้าเฝ้าซึ่งมาถึงก่อนพวกเราแล้ว นั่งรอในส่วนบริเวณเก้าอี้ที่จัดไว้ให้ประมาณ ๑ ชั่วโมง คณะพระภิกษุโครงการแลกเปลี่ยนฯ ก็ได้เข้าเฝ้าเป็นกลุ่มสุดท้าย เมื่อแถวคณะพวกเราเริ่มเดินเรียงแถวเข้าไปเข้าเฝ้า ทันใดนั้นความตื่นเต้นก็ปรากฏขึ้นในใจของข้าพเจ้า เพราะนี่คือการได้เข้าเฝ้าพระองค์ท่านเป็นครั้งแรก เมื่อแถวเริ่มสั้นลง ๆ เรื่อย ความตื่นเต้นก็ยิ่งเพิ่มทวี เมื่อถึงคิวของข้าพเจ้าที่พระองค์ปรากฏอยู่ต่อหน้า พระพักตร์ผ่องใสเต็มไปด้วยความเมตตา และพระหัตถ์ที่โน้มมาจับมือข้าพเจ้า แม้เพียงไม่กี่วินาที แต่ข้าพเจ้าก็รู้สึกได้รับพลังแห่งความเมตตากรุณา ที่ส่งผ่านไปทุกอณูในร่างกายของข้าพเจ้า คณะพระภิกษุไทยสวดสาธยายสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยเพื่อน้อมถวายองค์ทะไลลามะเป็นการปิดท้าย
เดินทางกลับมาตุภูมิ
เป็นอีกวันที่คณะพระต้องตื่นจำวัดกันแต่เช้าตรู่ เพราะต้องออกเดินทางไปขึ้นเครื่องที่สนามบินเมืองบังคาลอร์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากที่พักราว ๖ ชั่วโมง เราพักฉันเพลกันระหว่างเดินทาง ตลอดเส้นทางที่เรานั่งรถผ่าน ทั้งสองข้างทางก็สังเกตเห็นความเจริญของเมืองบังคาลอร์ซึ่งไม่ต่างจากกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะสนามบินเมืองบังคาลอร์ที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม คณะพวกเราเดินทางกลับประเทศไทยโดยสวัสดิภาพด้วยสายการบินไทยในคืนวันนั้น