[ดูหนังหาแก่นธรรม] - Eternal Sunshine of the Spotless Mind: ใจเป็นสุขได้ไหม...โดยไม่ต้องลืมอดีต?
ทุกคนมีอดีตร้ายๆ ที่อยากลืม… อาจเป็นความรักที่จบลง คำพูดที่ยังเจ็บทุกครั้งเมื่อนึกถึง หรือความผิดพลาดที่อยากย้อนกลับไปแก้ไข เราจึงเผลอหวังว่า ถ้าลบเรื่องเหล่านี้ออกจากความทรงจำได้ ใจก็คงเป็นสุขเสียที ภาพยนตร์ Eternal Sunshine of the Spotless Mind พาเราไปลองทำให้ความหวังนี้เป็นจริง ก่อนจะชวนให้คิดว่า เราจำเป็นต้องลืมอดีตจริง ๆ หรือ จึงจะกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง
บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญและตอนจบของภาพยนตร์
Eternal Sunshine of the Spotless Mind ภาพยนตร์ปี 2004 กำกับโดยมิเชล กอนดรี จากบทของชาร์ลี คอฟแมน และได้รับรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม ชวนเราคิดถึงเรื่องนี้ผ่านความรักของคนสองคนที่อยากลืมกันให้ได้ หนังยังชวนให้มองต่อไปถึงเรื่องใกล้ตัวว่า เราต้องลืมอดีตเสียก่อนหรือ ใจจึงจะเป็นอิสระจากมัน
โจเอล รับบทโดยจิม แคร์รี เป็นชายเก็บตัว พูดน้อย และไม่ถนัดบอกความรู้สึก ส่วนเคลเมนไทน์ รับบทโดยเคต วินสเล็ต เป็นหญิงเปิดเผย หุนหัน และเปลี่ยนสีผมอยู่เสมอราวกับอยากลองเป็นคนใหม่ ความต่างทำให้ทั้งคู่สนใจกัน แต่เมื่ออยู่ด้วยกันนานเข้า สิ่งที่เคยมีเสน่ห์กลับเริ่มเป็นปัญหา ความเงียบของโจเอลทำให้เคลเมนไทน์อึดอัด ส่วนความคาดเดายากของเธอก็ทำให้เขาไม่มั่นใจ ความรักค่อย ๆ เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย ความระแวง และคำพูดที่ทำร้ายกัน
หลังเลิกรา โจเอลพบว่าเคลเมนไทน์ไปใช้บริการบริษัท Lacuna เพื่อลบความทรงจำเกี่ยวกับเขา เมื่อเขาไปหา เธอจึงมองเขาเหมือนคนแปลกหน้า
สำหรับโจเอล ทุกอย่างยังอยู่ ทั้งความรัก ความโกรธ และเรื่องราวที่เคยมีร่วมกัน แต่สำหรับเธอ เขาไม่เคยอยู่ในชีวิตเลย ความเจ็บปวดนี้ทำให้เขาตัดสินใจไปลบความทรงจำเกี่ยวกับเธอบ้าง
ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการอยู่ข้างเตียง หนังพาเราเข้าไปในความทรงจำของโจเอล เริ่มจากช่วงท้ายที่ทั้งคู่ทะเลาะกัน แล้วค่อย ๆ ย้อนกลับไปหาวันที่ยังรักกันดี ยิ่งเรื่องราวเลือนหาย เขายิ่งรู้สึกว่าไม่ได้อยากเสียเธอไปทั้งหมด ยังมีเสียงหัวเราะ ความใกล้ชิด และช่วงเวลาธรรมดาที่มีความหมายกับเขามาก
โจเอลเปลี่ยนใจ แต่กระบวนการลบยังดำเนินต่อไป เขาจึงพาเคลเมนไทน์ในความทรงจำหนีไปซ่อนตามมุมต่าง ๆ ของจิตใจ กระทั่งในความทรงจำวัยเด็กที่เธอไม่เคยอยู่ด้วย ขณะที่สถานที่และผู้คนรอบตัวค่อย ๆ หายไป
ฉากเหล่านี้จับความรู้สึกของคนที่อยากลืมใครสักคนได้อย่างน่าเจ็บปวด เราอยากให้ความทุกข์หยุดลง แต่ก็ยังหวงแหนบางอย่างที่มากับความสัมพันธ์นั้น คนที่ทำให้เราเสียใจในวันนี้ อาจเป็นคนเดียวกับที่เคยทำให้โลกของเราสดใสขึ้นในวันก่อน การลบเขาออกไปจึงเท่ากับต้องเสียชีวิตส่วนหนึ่งของเราไปด้วย
ชื่อหนังมาจากบทกวี Eloisa to Abelard ของอเล็กซานเดอร์ โปป ตีพิมพ์ในปี 1717 เขียนเป็นถ้อยคำของเอโลอีซาถึงคนรักที่ต้องแยกจากกัน แม้เธอจะเข้าสู่ชีวิตในอารามแล้ว ใจก็ยังไม่อาจลืมเขาได้ ความรัก ความศรัทธา และความรู้สึกผิดยังดึงเธอไปคนละทาง
เธอจินตนาการถึงความสงบของหญิงผู้ถือพรหมจรรย์ที่ไม่ถูกรบกวนด้วยความรักเช่นเธอ แล้วกล่าวว่า
“The world forgetting, by the world forgot.
Eternal sun-shine of the spotless mind!
Each pray’r accepted, and each wish resign’d;”
แปลโดยความหมายได้ว่า
“ลืมโลกแล้ว และโลกก็ลืมเธอ
แสงตะวันอันเป็นนิรันดร์แห่งจิตไร้รอยด่าง
ทุกคำภาวนาได้รับการตอบรับ ทุกความปรารถนาได้รับการสละวาง”
ถ้อยคำนี้ฟังสงบ แต่คนพูดยังไม่สงบ เอโลอีซากำลังมองไปยังชีวิตที่เธออยากมี ชีวิตที่ใจไม่ต้องถูกความรักและความปรารถนาดึงรั้งอยู่ตลอด คำว่า “จิตไร้รอยด่าง” ของเธอจึงมีทั้งความหวังว่าจะพ้นทุกข์ และความรู้สึกเรื่องความบริสุทธิ์กับบาปตามความเชื่อทางศาสนา
หลายร้อยปีต่อมา หนังนำถ้อยคำนี้มาตั้งเป็นชื่อเรื่อง พร้อมเสนอเครื่องมือที่ดูเหมือนจะทำให้ความหวังนั้นเป็นจริงได้ หากใจไม่ยอมลืม ก็ให้เทคโนโลยีช่วยลบให้ แต่เรื่องราวของโจเอลค่อย ๆ ทำให้เราเห็นว่า การเอาความทรงจำออกไป กับการเข้าใจความทุกข์ของตัวเอง อาจเป็นคนละเรื่องกัน
ภาพของ “จิตไร้รอยด่าง” ยังชวนให้นึกถึงเรื่องกระจกในพุทธศาสนานิกายฉาน หรือที่เราคุ้นเคยผ่านเซน
เรื่องเล่าในพระสูตรเวทีกล่าวถึงการแต่งโศลกแสดงความเข้าใจธรรมของศิษย์สองคน เสินซิ่วเปรียบจิตเหมือนกระจกที่ต้องหมั่นเช็ด ไม่ปล่อยให้ฝุ่นมาเกาะ ส่วนฮุ่ยเหนิง หรือเว่ยหล่าง ตอบกลับด้วยใจความว่า เมื่อไม่มีสิ่งให้ฝุ่นยึดเกาะ ฝุ่นจะตั้งอยู่ที่ใด แม้ถ้อยคำจะแตกต่างกันตามฉบับ แต่ภาพกระจกกับฝุ่นก็ชวนให้เราคิดถึงใจของตัวเองได้ดี
การหมั่นเช็ดกระจกเป็นภาพที่เข้าใจง่าย เวลาโกรธ เราอาจเห็นอีกฝ่ายผิดไปหมด เวลาหลงรัก เราก็อาจมองข้ามทุกอย่างที่ควรระวัง การฝึกสังเกตความโลภ ความโกรธ และความหลง จึงช่วยให้เรามองสิ่งต่าง ๆ ชัดขึ้น เหมือนเช็ดสิ่งที่บดบังผิวกระจกออก
แต่เมื่อเอามาเทียบกับหนัง ต้องแยกให้ออกว่า ความทรงจำไม่ใช่ฝุ่นทั้งหมด การยังจำคนรักเก่าได้ หรือยังเสียใจเมื่อคิดถึงเขา ไม่ได้แปลว่าใจเราสกปรกและต้องรีบทำความสะอาด
ส่วนโศลกของฮุ่ยเหนิงก็ไม่ได้ชวนให้ทำลายกระจก หรือทำให้หัวว่างจนไม่เหลือความคิด หากชวนให้มองว่า สิ่งที่เรายึดไว้อย่างแน่นหนานั้น มีตัวตนตายตัวอย่างที่เราเชื่อจริงหรือ
ลองมองผ่านประสบการณ์ความรัก เหตุการณ์หนึ่งอาจเป็นเพียง “คนที่เรารักจากไป” แต่ใจเราเล่าต่อว่า “เพราะฉันไม่มีค่าพอให้ใครอยู่ด้วย” หรือเมื่อความสัมพันธ์ครั้งหนึ่งล้มเหลว เราอาจสรุปว่า “ฉันเป็นคนที่รักใครไม่เป็น” แล้วนำข้อสรุปนั้นติดตัวไปในทุกความสัมพันธ์หลังจากนั้น
เราไม่ได้จำแค่สิ่งที่เกิดขึ้น แต่ยังจำคำตัดสินที่เรามีต่อตัวเองด้วย และบางครั้งคำตัดสินนั้นก็ทำร้ายเราซ้ำอีกนาน
การปล่อยวางจึงอาจเริ่มจากการเห็นว่า เรื่องที่เกิดขึ้นกับเรา ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคำจำกัดความของเราทั้งชีวิต เราเคยผิดหวังได้ เคยทำผิดได้ และยังเรียนรู้ที่จะรักอย่างเข้าใจมากขึ้นได้เช่นกัน
แน่นอนว่า ความเสียใจไม่ได้หายไปเพียงเพราะเข้าใจประโยคนี้ ความสูญเสียต้องการเวลาและการดูแล การมองเห็นความยึดถือจึงควรช่วยให้เราอ่อนโยนกับตัวเองขึ้น ไม่ใช่เพิ่มคำตำหนิว่า “ทำไมยังปล่อยวางไม่ได้เสียที” เรายังเก็บบทเรียนจากอดีตไว้ได้ ทั้งสิ่งที่ควรปรับปรุงและขอบเขตที่ควรมี โดยไม่ต้องใช้มันตัดสินว่าเราไม่มีคุณค่า
หนังยังเล่าเรื่องของแมรี พนักงานบริษัท Lacuna ที่หลงรักหมอเจ้าของบริษัท ก่อนจะพบว่าตัวเองเคยมีความสัมพันธ์กับเขา และเคยลบความทรงจำเรื่องนี้ไปแล้ว เมื่อจำไม่ได้ เธอก็กลับมาหลงรักเขาอีก
เรื่องของแมรีทำให้เห็นว่า การลืมสิ่งที่เคยเกิดขึ้นไม่ได้รับประกันว่าเราจะไม่กลับไปเจ็บแบบเดิม หากเรายังไม่เข้าใจว่าอะไรดึงดูดเรา หรือเหตุใดความสัมพันธ์จึงลงเอยเช่นนั้น การลืมอาจทำให้เราสูญเสียโอกาสเรียนรู้จากมันด้วย เมื่อแมรีรู้ความจริง เธอจึงส่งเทปและข้อมูลกลับให้ลูกค้า รวมถึงโจเอลกับเคลเมนไทน์
ตอนนั้นทั้งคู่ได้พบกันใหม่หลังจากลืมกันไปแล้ว และกำลังเริ่มชอบกันอีกครั้ง แต่เทปที่ได้รับทำให้พวกเขาได้ยินเสียงของตัวเองในวันที่เกลียดอีกฝ่าย ได้ฟังข้อเสียและความอัดอั้นที่เคยทำให้ความรักพังลง
คนที่อยู่ตรงหน้าและดูน่ารักในวันนี้ คือคนเดียวกับที่ตัวเองเคยอยากลบออกจากชีวิต
เคลเมนไทน์บอกโจเอลว่า สุดท้ายเธออาจเบื่ออีก และเขาก็อาจพบข้อเสียของเธอที่รับไม่ได้ โจเอลตอบเพียงว่า “Okay.” แล้วทั้งสองก็เลือกลองอีกครั้ง
คำตอบนี้มีทั้งความหวังและความเสี่ยง เราอยากเชื่อว่าครั้งนี้พวกเขาจะเข้าใจกันมากขึ้น แต่หนังก็ไม่ได้บอกว่าทั้งคู่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ หรือจะไม่กลับไปทำร้ายกันอีก การรู้ว่าปัญหามีอยู่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยังต้องดูต่อไปว่าจะอยู่กับปัญหานั้นอย่างไร
ถึงอย่างนั้น “Okay” ของโจเอลก็ชวนให้นึกถึง “ตถตา” หรือ “ความเป็นเช่นนั้นเอง” ในทางพุทธศาสนา คือการเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง โดยไม่บังคับให้มันเป็นไปตามภาพที่เราอยากให้เป็น
ในความรัก เราอาจเริ่มจากการยอมรับว่า คนตรงหน้าไม่ได้มีแต่ด้านที่เราชอบ และตัวเราเองก็เช่นกัน ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงได้ ความสัมพันธ์ต้องอาศัยการดูแล ความเข้าใจนี้ช่วยให้เรามองกันอย่างตรงไปตรงมาขึ้น และเลือกได้ว่าจะปรับตัว เดินต่อ หรือยุติความสัมพันธ์
การเห็นความเป็นจริงไม่ได้หมายความว่าต้องทนกับทุกอย่าง หากมีการทำร้ายกัน เราก็ยังปกป้องตัวเองและเดินออกมาได้ ตถตาจึงไม่ได้ตัดสินแทนเราว่าควรกลับไปหาใคร แต่ชวนให้ตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นจริง มากกว่าจากภาพฝันว่าเขาจะต้องเป็นอย่างที่เราต้องการ
เมื่อมองกลับไปยังบทกวี หนัง และเรื่องกระจก เราจะพบคนที่ต่างก็อยากให้ใจสงบ เอโลอีซาอยากพ้นจากความปรารถนาที่ดึงรั้งเธอ โจเอลอยากลบความทรงจำที่ทำให้เจ็บ ส่วนเรื่องเล่าของเซนชวนให้เรามองว่า ใจกำลังเกาะอะไรไว้ และเราจำเป็นต้องกำมันแน่นเช่นนั้นตลอดไปหรือไม่
สำหรับชีวิตของเรา การปล่อยวางอาจไม่ได้มาถึงในวันที่จำชื่อเขาไม่ได้ แต่อยู่ในวันที่ยังจำได้ ยังรู้สึกเมื่อได้ยินเพลงเดิม แล้วค่อย ๆ อยู่กับความรู้สึกนั้นได้ โดยไม่สรุปว่าต้องกลับไปหาเขา หรือชีวิตจะไม่มีวันมีความสุขอีก
เราอาจเริ่มใหม่กับคนเดิม หรือเดินต่อไปในทางของตัวเอง สิ่งที่ช่วยให้ชีวิตเปลี่ยนไปคือความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น และการกระทำที่ต่างจากเดิม
ใจที่เป็นอิสระอาจยังจำเรื่องราวได้ครบ ทั้งวันที่รัก วันที่ผิดหวัง และวันที่เคยทำร้ายกัน เพียงแต่ความทรงจำเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเขียนชีวิตที่เหลือแทนเราอีกต่อไป