บวชอยู่ที่บ้าน ตอน 4 ดำเนินชีวิตให้ถูกจนได้ผลเป็นความสุข – พุทธทาสภิกขุ

บวชอยู่ที่บ้าน ตอน 4 ดำเนินชีวิตให้ถูกจนได้ผลเป็นความสุข - พุทธทาสภิกขุ

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายปาฐกถาธรรมชุดพุทธธรรมนำสุขในครั้งนี้ อาตมาจะขอกล่าวในหัวข้อว่า “บวชอยู่ที่บ้าน” ต่อไปอีกสักครั้งหนึ่ง ชื่อเดียวกันว่าบวชอยู่ที่บ้าน แต่ระเบียบการเป็นอยู่หรือการดำเนินชีวิตนั้นต่างกัน

ในครั้งแรก อยู่อย่างมีอินทรีย์ 5 พละ 5
ในครั้งที่ 2 อยู่อย่างมีฆราวาสธรรม 4 ประการ
ในครั้งที่ 3 อยู่อย่างมีสัปปุริสธรรม 7 ประการ

ในครั้งนี้จะอาศัยแนวธรรมชื่อว่า อปัณณกปฏิปทา 3 ประการ

อปัณณกะ แปลว่า ไม่ผิด
ปฏิปทา แปลว่า ข้อปฏิบัติ

อปัณณกปฏิปทา จึงแปลว่า ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ไม่ผิดไปจากการที่จะได้รับผลเป็นความสุข และเป็นหลักธรรมที่กว้างขวางทั่วไป ใช้ได้แก่คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกประเภท และอยู่ที่บ้านก็ทำได้ ทำได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น จึงนำมากล่าวในฐานะเป็นข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะบวชอยู่ที่บ้าน เพราะไม่มีโอกาสจะไปบวชอยู่ที่วัด ด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ก็ไม่ต้องท้อถอย ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องน้อยใจว่าไปบวชไม่ได้ สามารถที่จะบวชได้ในทุกหนทุกแห่ง ถ้าเป็นคนจริง เป็นคนที่ตั้งใจจริงในการที่จะช่วยตัวเอง

ถ้าประกอบอยู่ด้วยคุณธรรม ๓ ประการนี้แล้ว ก็จะเป็นการบวชอย่างละเอียด อย่างประณีต อย่างลึกซึ้ง อย่างสุขุม และอย่างสูงสุดทีเดียว

ข้อที่ 1 อินทรียสังวร

อินทรียสังวร แปลว่า การคุ้มครองอินทรีย์

คำว่าอินทรีย์ในที่นี้ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั้น เป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าทุกเรื่อง เพราะถ้าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจแล้ว อะไร ๆ มันก็ไม่มี โลกนี้มันก็ไม่มี ตัวเองมันก็ไม่มี ถ้าเราเกิดมาไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจแล้ว จะทำอะไรได้

ท่านจึงยกเอาตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการดำรงอัตภาพแห่งความเป็นมนุษย์

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่คุ้มครองไม่ได้ ปล่อยให้ปรุงแต่งไปตามอำนาจของกิเลส ก็เกิดกิเลสและเกิดความทุกข์ อย่าไปมองที่อื่นว่ากิเลสและความทุกข์จะมาจากที่อื่น กิเลสและความทุกข์มาจากการที่เราบังคับ คุ้มครอง ดูแล และปกป้องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไว้ไม่ได้

ถ้าเราสามารถดูแล คุ้มครอง ปกป้อง กำกับ และควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไว้ได้ กิเลสก็ไม่มี เพราะไม่อาจเกิดขึ้นได้

กิเลสไม่ได้มีอยู่เป็นการถาวร เพียงแต่มันจะเกิดขึ้นเมื่อมีความบกพร่องของสติสัมปชัญญะ ที่จะควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ดังนั้น ทุกคนจงเอาใจใส่สิ่งที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของตน เมื่อมีอะไรมากระทบแล้ว ก็ควบคุมไว้ให้ได้ อย่าให้มันไปปรุงจิตในลักษณะที่ผิดพลาด ให้มันเป็นการกระทำที่อยู่ในอำนาจของการคุ้มครองและการดูแล

ถ้าจะมากระทบจิต ก็ต้องจัดให้เป็นไปในทางที่ทำให้ฉลาด ทำให้รอบรู้ ทำให้ได้รับประโยชน์ อย่าให้มันไปสร้างกิเลสและความทุกข์ขึ้นมาในจิตใจ

อินทรียสังวรนี้ มีคนเอาใจใส่น้อยมาก คือไม่ค่อยเอาใจใส่กันนั่นเอง เป็นคนประมาท เป็นคนหลับตา เป็นคนอวดดี ปล่อยไปตามความรู้สึกพล่อย ๆ ของตน ทั้งที่ยังเป็นคนไม่รู้อะไร

ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมะ ก็ว่ายังเป็นอันธพาลอยู่ มันจึงมีความผิดพลาดทางอินทรีย์อยู่เป็นประจำ

ตัวอย่างเช่น ถ้ามีอะไรมากระทบตา ก็ให้มีสติสัมปชัญญะรู้ว่ามีอะไรมากระทบ สิ่งนั้นเป็นไปตามธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมดา และอยู่ในลักษณะอย่างไร มันจะก่อให้เกิดอะไรขึ้น

ไม่ต้องไปยินดียินร้ายกับสิ่งที่มากระทบ และรู้จักว่าควรจะทำอย่างไรกับสิ่งที่มากระทบ แล้วก็กระทำให้ถูกต้อง การกระทบนั้นก็จะกลายเป็นประโยชน์ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นโอกาสให้ได้รู้เรื่องนั้น ๆ ว่ามันเป็นอย่างไร กลายเป็นการศึกษาไปเสีย

ถ้าปล่อยให้กระทบด้วยความโง่ มันก็เป็นที่ตั้งแห่งความยินดียินร้าย เกิดโลภะเมื่อยินดี เกิดโทสะเมื่อยินร้าย และเกิดโมหะเมื่อยังไม่แน่นอน

ดังนี้ ขอให้สนใจสิ่งที่เรียกว่าการคุ้มครองอินทรีย์ ให้ชีวิตในแต่ละวันอย่าได้เกิดความผิดพลาดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจเลย

มองดูแล้วขอให้มีแต่ความถูกต้องไปเสียทั้งหมดทั้งสิ้น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ล้วนแต่ดำรงไว้ในลักษณะที่ถูกต้องทั้งนั้น

อย่างนี้เรียกว่า อินทรียสังวร คือควบคุมส่วนที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ไว้ให้อยู่ในความถูกต้องได้ ชีวิตนี้ก็จะมีแต่ความถูกต้อง ไม่มีความผิดพลาด และไม่เกิดความทุกข์ นี่เป็นการประพฤติธรรมะขั้นสูงสุดข้อหนึ่ง

ข้อที่ 2 โภชเนมัตตัญญุตา

โภชเนมัตตัญญุตา แปลว่า รู้จักประมาณในการบริโภค

คำว่าบริโภคในภาษาบาลีนี้ หมายได้ถึงทุกอย่าง จะกิน จะใช้ จะใช้สอย หรือจะเกี่ยวข้องกับสิ่งใด ก็เรียกว่าบริโภคได้ทั้งนั้น

ตามปกติคนเราก็มีเรื่องที่จะต้องบริโภคมากมายหลายทาง จึงต้องระมัดระวังให้การบริโภคนั้นมีความพอดี

เดี๋ยวนี้เขาถือกันง่าย ๆ ว่า ต้องกินดีอยู่ดี แต่ไม่มีขอบเขตกำหนดไว้ว่าควรเพียงเท่าไร ความกินดีอยู่ดีก็เลื่อนไป เลื่อนไป เลื่อนไปตามอำนาจของกิเลส เกินพอดีจนยิ่งกว่าเกินก็ยังไม่รู้

มันจึงเกิดปัญหาขึ้นมา แปลว่าตกลงไปในบ่อของกิเลส ถูกท่วมทับจนมิดหัวมิดหูแล้วก็ยังไม่รู้ ยังจะส่งเสริมกิเลสอยู่นั่นเอง ทำอะไรก็เป็นไปเพื่อการส่งเสริมกิเลส เพราะไม่รู้จักประมาณในการบริโภค

ในการหาทรัพย์สมบัติเงินทอง ก็ต้องรู้ความพอดี คือให้ถูกต้องกับความสามารถและสติปัญญาของตน

ในการได้ผล ก็ต้องได้มาอย่างถูกต้องและพอดี
ในการมีไว้ เก็บไว้ และรักษาไว้ ก็ต้องถูกต้องและพอดี
ในการใช้จ่าย ก็ต้องถูกต้องและพอดี
ในการนำมาทำบุญทำทานให้เกิดกุศล ก็ต้องถูกต้องและพอดี

ไม่ใช่ทำอย่างบ้าบุญ บ้าสวรรค์ หรือทำจนเกินพอดี

แม้ที่สุดแต่จะเอื้อเฟื้อเจือจาน เผื่อแผ่ญาติมิตรสหาย หรือบ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อผูกพันไมตรีไว้ ก็ต้องทำอย่างถูกต้องและพอดี

ขอให้นึกถึงให้รอบคอบ ให้ครบถ้วนทุกอย่าง ให้มีความถูกต้องและพอดีในการหามา ในการมีไว้และเก็บไว้ ในการใช้สอยกินอยู่ แม้แต่จะทำบุญทำทานก็ต้องถูกต้องและพอดี

นี่เป็นสิ่งที่ฆราวาสจะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องและพอดีอย่างนี้ ก็จะไม่มีโทษอันใดเกิดขึ้น

ถ้าไปบูชาการกินดีอยู่ดีอย่างไม่มีขอบเขต ไม่เท่าไรก็จะต้องตกลงไปในปลักแห่งความยุ่งยาก ลำบาก ทรมาน เป็นหนี้เป็นสิน จนเป็นสิ่งที่เหลือจะทนได้

ดังนั้น อย่าได้เห่อตามคนที่ไม่รู้จักความถูกต้องและความพอดี พยายามที่จะมีความถูกต้องและพอดีอยู่อย่างนี้

ข้อที่ 3 ชาคริยานุโยค

ชาคริยานุโยคคงจะเป็นคำที่แปลกหูสำหรับท่านทั้งหลายส่วนมากก็ได้ แต่เป็นคำที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ ต้องเข้าใจ และต้องประพฤติปฏิบัติ

ชาคริยานุโยค แปลว่า การประกอบความเพียรของบุคคลผู้ตื่นอยู่

คำว่า “ตื่นอยู่” ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าแตกตื่นหรือตื่นตูม ไม่แตกตื่น ไม่ตื่นตูม แต่ว่าตื่นอยู่อย่างคนที่ไม่หลับ

ขอให้เปรียบดูระหว่างคนที่หลับกับคนที่ตื่น คนที่หลับนั้นไม่รู้อะไร ส่วนคนที่ตื่นอยู่ย่อมรู้ว่าอะไรเป็นอะไร มันต่างกันตรงกันข้ามอย่างนี้

จงประกอบความเพียรของบุคคลผู้ตื่นอยู่ ก็คือการเป็นอยู่โดยไม่ปราศจากสติ มีสติระลึกได้ว่าอะไรเป็นอะไรอยู่เสมอ นั่นแหละเรียกว่าความตื่นอยู่

ที่สำคัญที่สุด ขอให้มีความตื่นอยู่ในความเป็นมนุษย์ของตน อย่าได้โง่ หลง หรืองมงาย ไม่มีความรู้ในความเป็นมนุษย์ของตน และเป็นอยู่เหมือนกับคนหลับ

คนที่ไม่รู้จักความเป็นมนุษย์ของตน ก็เป็นอยู่เหมือนคนหลับหรือคนละเมอ ทำอะไรไปอย่างละเมอ ๆ

จะต้องรู้จักความถูกต้องของความเป็นมนุษย์ ดำรงตนให้ตื่นอยู่ในความถูกต้องของความเป็นมนุษย์ รู้เท่าทันเหตุการณ์ทุกอย่าง ทุกชนิด ที่กำลังจะเกิดขึ้น กำลังเกิดอยู่ หรือเกิดขึ้นแล้ว

รู้จักใช้สติปัญญาในทุกสถาน ให้มีอุปมาเสมือนหนึ่งว่าคนที่ตื่นอยู่ มิได้หลับ

คนที่หลับเป็นคนที่เหมือนกับโชคร้าย มันโง่ มันงมงาย มันหลงใหล เป็นปัญญาอ่อนไปเสียทุกกรณี

ถ้าเป็นคนตื่นอยู่ ก็รู้จริง รู้ถูกต้อง รู้จักวิถีทางที่จะดำเนินประโยชน์ และดำเนินชีวิตให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เหมือนกับคนตื่นอยู่ย่อมเดินไปได้ ส่วนคนหลับอยู่จะเดินไปได้อย่างไร

นี่เป็นคุณธรรมสำคัญที่ว่า จงประกอบความเพียรของบุคคลผู้ตื่นอยู่

ขอย้ำว่า ตื่นอยู่ในความเป็นมนุษย์ของตน จงมีความตื่นอยู่ รู้สึกอยู่ในความเป็นมนุษย์ของตน อย่าให้เป็นมนุษย์หลับ มนุษย์โง่เขลา มนุษย์มีอวิชชา มีกิเลสครอบงำอย่างมืดมิด

นั่นแหละเป็นมนุษย์ที่ไม่มีความตื่นแห่งความเป็นมนุษย์ของตน

ขอย้ำข้อที่ว่า จงมีความตื่นอยู่ในความเป็นมนุษย์ของตนทุกเวลา ทุกประการเถิด ก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองในความเป็นมนุษย์

ธรรมะ 3 ประการนี้ คือ

2. ระวังและสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
2. รู้จักประมาณในการบริโภคอย่างพอดี
3. ประกอบความเพียร โดยมีความรู้สึกเสมือนหนึ่งว่าเป็นคนตื่นอยู่เสมอ

แม้อยู่ที่บ้านก็จะเป็นเสมือนการบวชอย่างยิ่ง คือจะไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ใด ๆ ไม่มีบาป ไม่มีอกุศล ไม่มีความผิดพลาดใด ๆ มีแต่ความถูกต้อง และได้รับผลเป็นความถูกต้อง

ขอให้ท่านทั้งหลายได้ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติ ดำเนินชีวิตอยู่ในร่องรอยแห่งความถูกต้อง ไม่มีความผิดพลาดใด ๆ หันเหออกไปจากร่องรอยแห่งความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง

ทำอย่างนี้ได้ แม้บวชอยู่ที่บ้าน ก็ไม่แพ้พวกที่บวชอยู่ที่วัด หรือบางทีจะดีกว่าพวกที่บวชอยู่ที่วัดบางคน บางจำพวกด้วยซ้ำไป

หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ประสบความสำเร็จในการดำรงชีวิตเป็นมนุษย์ ทั้ง ๆ ที่บวชอยู่ที่บ้าน และอยู่เป็นสุขทุกทิพาราตรีกาลเทอญ

Share