"ความผิดหวัง เกิดจาก การหวังไม่ถูกเรื่อง" - พุทธทาสภิกขุ
เคยรู้สึกไหมว่า… ยิ่งเราพยายามไขว่คว้ามากเท่าไหร่ โลกก็ยิ่งผลักไสเราออกไป? ยิ่งเราคาดหวังอย่างสุดหัวใจ ก็ยิ่งจบลงด้วยความว่างเปล่ามากเท่านั้น?
ความรู้สึก ‘ผิดหวัง’ ที่เราทุกคนคุ้นเคย อาจไม่ใช่ความผิดของโลกที่ไม่เป็นใจ แต่บางที… มันอาจเกิดจาก “แผนที่” ที่เราใช้เดินทางนั้น สวนทางกับความเป็นจริงของโลกมาตั้งแต่แรก
เราต่างมีความเชื่อลึกๆ ว่า ถ้าเราได้ A เราจะมีความสุข ถ้า B เกิดขึ้น ชีวิตเราจะสมบูรณ์ แต่ความจริงอาจเป็นอย่างที่ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวไว้ว่า:
“มันไม่มีอะไรที่จะเป็นไปตามที่ฉันต้องการหรอก มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ตามธรรมชาติ ก็เลยได้เป็นทุกข์กันเพราะเหตุนี้”
ความทุกข์ที่ชื่อว่า ‘ความผิดหวัง’ ไม่ได้มาจากโลกภายนอก แต่มาจากความพยายามที่จะ “ฝืน” กฎธรรมชาติพื้นฐานที่สุดที่ควบคุมทุกสรรพสิ่ง นั่นคือ กฎไตรลักษณ์ คุณสมบัติ 3 ประการที่ติดตัวมากับทุกอย่างในเอกภพ ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราเอง
อย่างไรคือการตั้งความหวังไว้ผิด
หัวใจของความผิดหวังทั้งหมด เกิดจากการที่เราไปคาดหวังในสิ่งที่ตรงข้ามกับกฎเหล่านี้
เราเจ็บปวด… เพราะเราปรารถนา “ความเที่ยงแท้” จากโลกที่ขับเคลื่อนด้วย ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) เราอยากให้คนที่เรักอยู่เหมือนเดิม อยากให้ความสุขคงอยู่ตลอดไป อยากให้ร่างกายไม่เสื่อมสลาย แต่ความเป็นจริงคือ ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลงในทุกเสี้ยววินาที การคาดหวังให้บางสิ่งหยุดนิ่ง ก็เหมือนกับการพยายามหยุดเข็มนาฬิกาด้วยมือเปล่า สุดท้ายมีแต่เราที่เจ็บเอง
เราเป็นทุกข์… เพราะเราพยายามจะ “ควบคุม” โลกที่โดยธรรมชาติแล้ว ไม่ใช่ตัวตนของเราที่จะบังคับได้ (อนัตตา) เราอยากให้คนอื่นคิดแบบที่เราคิด อยากให้สถานการณ์เป็นไปตามแผน อยากให้โลกยุติธรรมอย่างที่เราต้องการ แต่ทั้งหมดนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของเราโดยสิ้นเชิง ทุกครั้งที่เรายื่นมือไปจัดแจงโลกภายนอก ก็เหมือนกับการพยายามกำควันไฟ ยิ่งกำแน่นเท่าไหร่ ก็ยิ่งว่างเปล่าและเหนื่อยล้ามากขึ้นเท่านั้น
และการดิ้นรนเพื่อยึดถือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและควบคุมไม่ได้นี้เอง ที่นำมาสู่ สภาวะทนอยู่ได้ยาก (ทุกขัง) มันคือความเครียด ความอึดอัด และความเจ็บปวดที่เกิดจากการฝืนธรรมชาติ
เมื่อเราไม่เข้าใจกฎพื้นฐานข้อนี้ เราจึงต้องเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า โลกธรรม 8 อยู่ร่ำไป เราดีใจสุดขีดเมื่อมีคนสรรเสริญ แต่ก็ทุกข์แสนสาหัสเมื่อถูกนินทา เรามีความสุขเมื่อได้ของรักมา แต่ก็เจ็บปวดเมื่อต้องเสียมันไป… ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาจากการที่ทุกอย่างไม่เที่ยงและควบคุมไม่ได้
ความจริงคือ เราไม่ได้อยากพ้นทุกข์ แต่เราแค่อยาก “หนี” ความจริงที่เจ็บปวดตรงหน้า เราเรียกการวิ่งหนีนั้นอย่างสวยหรูว่า “การแสวงหา” แต่ตราบใดที่เรายังไม่หยุดและหันมายอมรับกฎของความจริง เราก็จะวนเวียนอยู่ในวงจรแห่งความผิดหวังนี้ไปเรื่อยๆ
แล้วเราจะใช้ชีวิตอย่างไรในโลกที่ไม่เคยเป็นใจ?
สุดท้ายแล้ว ทางออกจากความผิดหวัง ไม่ใช่การทำให้โลกเป็นอย่างใจเรา แต่คือการปรับ “ใจเรา” ให้เข้าใจโลกตามความเป็นจริง
เมื่อเราตระหนักว่าทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามเหตุปัจจัยของมัน หรือ ตถตา เราจะไม่ได้กลายเป็นคนสิ้นหวัง แต่เราจะกลายเป็นคนที่มี “ความหวังอย่างเท่าทัน”
เป้าหมายของชีวิตอาจไม่ใช่การสมหวังในทุกเรื่อง แต่คือการเปลี่ยนมุมมอง…จาก ‘ความหวังที่จะให้เป็นดังใจ’ สู่ ‘ความหวังที่จะได้เข้าใจ’
และเมื่อนั้นเอง เราจะพบกับความสงบสุขที่แท้จริง แม้ในวันที่โลกยังคงหมุนไป…โดยไม่เคยต้องเป็นดังใจเราเลยก็ตาม
จำไว้ว่า…เพราะทุกอย่างล้วนเป็น “เช่นนั้นเอง”
