ถอดบทเรียนโศกนาฏกรรมกราดยิง: อุทาหรณ์สอนใจ พฤติกรรมเลียนแบบ และบทบาทสื่อมวลชน – พระไพศาล วิสาโล

ถอดบทเรียนโศกนาฏกรรมกราดยิง: อุทาหรณ์สอนใจ พฤติกรรมเลียนแบบ และบทบาทสื่อมวลชน - พระไพศาล วิสาโล

bybia1

เหตุสะเทือนขวัญ: เมื่อเด็กเรียบร้อยกลายเป็นมือปืน

เมื่อเช้าเกิดเหตุที่สะเทือนขวัญแล้วก็น่าเศร้าสลด เพราะว่ามีการกราดยิงหมู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง แถวนนทบุรี มือปืนนี่ก็เป็นเด็กอายุแค่ 14 ปี กราดยิงครู ผู้บริหารโรงเรียน แล้วก็เจ้าหน้าที่โรงเรียน ตายไป 6 หรือ 7 คน บาดเจ็บอีก 20-30 คน

ที่ยิ่งกว่านั้นคือเมื่อตำรวจไปที่บ้านพักของเด็กคนนี้ พบว่าปู่และย่าของเด็กคนนี้ก็ถูกฆ่าตาย โดยเด็กคนนี้ฆ่าปู่ย่าก่อนที่จะไปกราดยิงใครต่อใครที่โรงเรียน ส่วนเจ้าตัวก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา อันนี้ก็เลยเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจมาก มีคำถามว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรทำให้เด็กคนนี้ ซึ่งครูคนอื่นบอกว่าเป็นเด็กที่เรียบร้อย เงียบ ไม่ค่อยมีเรื่องชกต่อยวิวาทกับใคร ทำไมเด็กคนนี้กลายเป็นฆาตกรกราดยิง จนทำให้มีคนตายเกือบ 10 คน (ตอนนี้ตัวเลขยังไม่นิ่ง)

ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวสะเทือนขวัญที่หลายคนก็คงได้ยิน ข่าวคนที่ชื่อป๋อง ไปฆ่าพี่น้องชาวรัสเซียฝังลงหลุม โดยที่ก่อนหน้านั้นก็ฆ่ายกครัวไป 3 คน ในเวลาใกล้ ๆ กัน แล้วก็ฝังอยู่ในหลุมใกล้ ๆ กัน หลายคนพูดถึงฆาตกรคนนี้ว่ามันมีสันดานชั่ว บางคนก็เรียกว่าเป็นสัตว์นรกที่ฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น แต่กรณีของเด็กคนนี้ คงไม่มีใครที่จะสรุปหรือตัดสินว่าเขาเป็นสัตว์นรก มีสันดานชั่วร้าย เพราะเป็นเด็กที่เรียบร้อย บางคนใช้คำว่าเป็นคนดี คนดีในสายตาของคนทั่วไปก็คงหมายถึงเด็กเรียบร้อย สุภาพ ไม่มีเรื่องมีราวกับใคร ไม่เกกมะเหรกเกเร ไม่สูบบุหรี่ ไม่ชกต่อยกับใคร ไม่รีดไถ ไม่บูลลี่ใคร แต่ทำไมเขาถึงทำเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญนี้ได้ นี่ยังดีที่มีการระงับเหตุอย่างรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นก็คงจะมีคนตายและบาดเจ็บมากกว่านี้

ฆาตกรที่ซ่อนอยู่ในคราบของ “คนธรรมดา”

จะว่าไปแล้ว ถ้าหากว่ามีแค่เหตุการณ์นี้แค่เหตุการณ์เดียว ก็คงจะไม่ทำให้มีคำถามมาก แต่ถ้าเราจำได้ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นหลายครั้งมาก ปี 2563 ก็มีการกราดยิงที่เทอร์มินอล 21 ที่โคราช ในตอนออกพรรษาเลยทีเดียว ตายไป 30 คน สองปีต่อมา ก็มีการฆ่าหมู่ที่ศูนย์เด็กเล็ก หนองบัวลำภู ตายไป 36 คน ในจำนวนนั้นเป็นเด็ก 20 กว่าคน หนึ่งปีต่อมา ก็มีการกราดยิงที่พารากอน เด็กอายุ 14 ก่อเหตุ แต่คนตายไม่มากเท่าที่เกิดขึ้นกับ 2 กรณี คือตาย 3 คน แต่ก็บาดเจ็บหลายคน แล้วนี่ก็เป็นกรณีล่าสุด

การกราดยิงจนคนตายหมู่ หรือว่าการสังหารหมู่นี่มันเกิดขึ้นค่อนข้างถี่ แล้วคนที่เป็นฆาตกรก็ไม่ใช่คนที่เรียกว่าชั่วร้าย กรณีเทอร์มินอล 21 ก็เป็นจ่า เป็นทหารคนหนึ่ง ส่วนกรณีหนองบัวลำภู ก็เป็นอดีตตำรวจ อาจจะมีคดีเล็กน้อย ไม่หนักหนา แต่อาจจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่กรณีที่พารากอน แล้วก็ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นี่ เป็นเด็กอายุ 14 ทั้ง 2 คน แล้วก็ไม่มีวี่แววเป็นฆาตกร

อันนี้มันเหมือนกับจะบอกว่า คนที่ลงมือปลิดชีวิตคนอื่น ไม่จำเป็นต้องเป็นคนพาลสันดานหยาบก็ได้ หรือที่บางคนเรียกว่าเป็นสัตว์นรก อาจจะเป็นคนที่อยู่รอบตัวเรา เป็นนักเรียน เป็นเด็กวัยรุ่นที่ดูไม่น่ามีพิษสงอะไร แต่ว่าถ้าเราย้อนกลับไปดูคดีฆาตกรรมอีกมากมายหลายคดี ก็จะพบว่าผู้ร้ายหรือฆาตกร หลายกรณีก็เป็นคนที่เรียบร้อย บางคนเป็นหมอ พูดจาสุภาพ ใจดี นุ่มนวล แต่สุดท้ายก็ลงมือฆ่าหั่นศพเมีย บางคนก็เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดัง รักเมียมาก หวงเมีย แต่อยู่มาวันดีคืนดีก็เอาร่มในถุงกอล์ฟกระหน่ำฟาดเมียจนตาย

ฉะนั้น คนเหล่านี้จะว่าไปก็ไม่ต่างจากคนที่อยู่รอบตัวเรา หรือตัวเราด้วยซ้ำ แต่วันดีคืนดีก็กลายเป็นฆาตกรไปเสียแล้ว ซึ่งถ้าเรามองให้ดี มันก็เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า เราเอง หรือคนที่เป็นเพื่อนเรา ใครจะไปรู้วันหนึ่งอาจจะกลายเป็นฆาตกรก็ได้ อาจจะเพราะความโกรธ ความเกลียด หรือความเคียดแค้นที่สะสม หรือว่าถูกกระทบ มันเป็นสิ่งที่เตือนใจเราว่า คนที่ดูเหมือนดี แต่วันดีคืนดีก็จะกลายเป็นอีกคนหนึ่งไปก็ได้

3 ปัจจัยผลักดัน: ถอดบทเรียนจากงานวิจัยต่างประเทศ

เรื่องนี้ก็ยังไม่มีบทสรุป เพราะว่าเหตุการณ์เพิ่งเกิด และเจ้าตัวก็เสียชีวิตไปแล้ว แต่จากข้อมูลที่มี ก็พอจะเตือนใจเราได้ นอกจากที่เราอยากจะรู้ หรือว่าอยากจะขุดคุ้ยว่าความจริงมันเป็นอย่างไร แต่อย่าให้เป็นเรื่องของคนอื่นอย่างเดียว ให้มันเป็นเรื่องของเราด้วย ในแง่ที่เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าเรานี้ ถึงแม้จะเป็นคนที่อาจจะคิดว่าตัวเองเป็นคนดี เป็นผู้ใฝ่ธรรม แต่ถ้าเราไม่ระวัง เราก็อาจจะกลายเป็นฆาตกรได้ วันดีคืนดีก็อาจจะบ้าคลั่ง กลายเป็นฆาตกรสังหารหมู่ กราดยิงหมู่ หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะทำร้ายคนใกล้ตัวจนตาย

อย่างที่เคยเล่า บางคนก็เป็นผู้ใฝ่ธรรม เป็นคนที่ให้เสียงสารคดี รายการธรรมะ แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการฆ่าลูกตาย แล้วก็ยิงตัวตาย บางคนก็ฆ่าพ่อ พวกนี้จะว่าไปแล้ว ก็เป็นคนธรรมดา ๆ ไม่ต่างจากเราแต่ละคน แต่แล้วเขาทำเหตุการณ์ที่รุนแรงอย่างนั้นได้อย่างไร ก็เพราะความโกรธ ความเกลียด ความลืมตัว

แต่ว่าในกรณีของเด็ก 14 ที่กราดยิงหมู่ครูและเพื่อนจนหลายคนตายนี้ เรายังไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ว่ามีคนที่เขาศึกษาเหตุการณ์กราดยิงหมู่ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในประเทศอเมริกา เคยมีคนศึกษาเหตุการณ์ยิงหมู่ในช่วง 30 ปี ตั้งแต่ปี 1990 มีกราดยิงหมู่เยอะมาก เกือบ 200 กรณี เขาพบว่า…

ประการที่ 1 คนที่เป็นฆาตกรหรือมือปืน แทบทั้งหมดเป็นผู้ที่เจอเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือถูกบีบคั้น อาจจะถูกพ่อแม่ใช้ความรุนแรงตั้งแต่เล็กจนถึงวัยรุ่น หรืออาจจะเกิดการบีบคั้นจากคนรอบข้าง หรืออาจจะเกิดความสูญเสียที่ทำให้เกิดความสะเทือนใจขึ้นมา

ประการที่ 2 คนเหล่านั้นมาถึงจุดที่เรียกว่า “จุดต่ำสุด” บางคนอาจเรียกว่าจุดสูงสุดของวิกฤต ก็คือว่า วิกฤตมันพุ่งสูง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตของชีวิต ของการทำงาน ของครอบครัว หรือการเรียน หรือความสัมพันธ์กับเพื่อน วิกฤตมันพุ่งจุดสูงสุด หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งคือ ชีวิตมันต่ำสุด คือถ้าเจอเหตุการณ์สะเทือนขวัญสะสมมาในวัยเด็ก แต่ว่าชีวิตมันไม่ถึงจุดต่ำสุด ก็คงจะไม่เกิดอาการคลุ้มคลั่งขนาดนั้น

ประการที่ 3 คนเหล่านี้เขาเคยได้ยินได้ฟัง เคยติดตาม เรียนรู้การกราดยิงหมู่ก่อนหน้านี้มาแล้ว จะพูดว่าเกิดเป็นพฤติกรรมเลียนแบบก็ได้ กรณีของเด็กไทยคนนี้ ตำรวจไปที่บ้านพบว่า เขามีการดูคลิปวิดีโอ หรือเปิดคลิปวิดีโอที่เกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่มาก่อนหน้านี้หลายกรณี ก็อาจจะเกิดการเลียนแบบก็ได้ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากว่าที่กราดยิงหมู่ ก็เลียนแบบเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ยิ่งคนเหล่านี้เขามีโอกาสที่จะเข้าถึงอาวุธ ก็ยิ่งทำให้เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ได้

อย่างเช่นเด็กคนนี้ ได้ปืนมาจากปู่ ปู่เป็นเจ้าของปืน ส่วนเหตุการณ์ที่เทอร์มินอล 21 ทหารนี่ก็รู้อยู่แล้วว่าเขาได้ปืนมาจากไหน สามารถจะเอาปืนจากคลังอาวุธก็ได้ ส่วนกรณีศูนย์เด็กที่หนองบัวลำภู ก็เป็นตำรวจ (แม้รายนี้ไม่ได้ใช้ปืน แต่ใช้มีดแทงเด็กตาย) ทั้งหมดนี้มีองค์ประกอบร่วมกันอย่างหนึ่งคือ เกิดความกดดัน ซึ่งเราก็ต้องรู้ต่อไปว่า เด็กคนนี้ถูกกดดันอะไรบ้าง ก็มีข่าวว่าเด็กคนนี้ถูกบูลลี่ ถูกเพื่อนร่วมห้องแกล้ง คนแล้วคนเล่าก็แกล้ง เด็กไม่รู้จะทำอย่างไร ก็บอกครู ครูก็ไม่สนใจ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เขาว่ากัน

จรรยาบรรณสื่อและโซเชียลมีเดียในภาวะวิกฤต

ตอนนี้มันยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุป แต่ก็สังเกตว่ามันมีหลายเพจ หลายคนมาก ที่พากันแสดงความเห็น แล้วก็พยายามไล่ล่าหาข้อมูล แข่งกันนำเสนอข้อมูล มีการพาดหัวให้น่าสนใจ เราก็เห็นพฤติกรรมอย่างนี้เกิดขึ้นตามสื่อโซเชียลมีเดีย เวลาเกิดเหตุการณ์แบบที่สะเทือนขวัญ สื่อต่าง ๆ หรือสื่อโซเชียลมีเดีย ก็เหมือนกับฉวยโอกาส หรือถือโอกาสดึงยอดไลก์ เพิ่มยอดเอนเกจเมนต์ ด้วยการพยายามเสนอข้อมูล ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถูกแค่ไหน แต่ว่าเสนอไว้ก่อนเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ติดตาม

การแสดงความเห็นบางทีก็ยังเป็นการด่วนสรุป ก่อนที่จะสรุปหรือหาคำตอบอะไรคงต้องตั้งคำถามกันเยอะ ๆ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และที่สำคัญคือ จะต้องคำนึงถึงความรู้สึกของผู้สูญเสีย ตอนนี้ถ้าคิดถึงแต่ว่าจะเพิ่มยอดไลก์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันก็ดูจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย สิ่งที่ควรนึกถึงคือ ผู้สูญเสีย ความรู้สึกของญาติของผู้ตาย

การแสดงความเห็น การโพสต์อะไรก็ตาม จะต้องคำนึงถึงความรู้สึกของผู้สูญเสีย บางอย่างเขียนไปแล้ว พูดไปแล้ว โพสต์ไปแล้ว อาจจะทำให้มีคอมเมนต์มากขึ้น มียอดไลก์มากขึ้น แต่มันอาจทำร้ายจิตใจ หรือซ้ำเติมผู้สูญเสียก็ได้ ในยามนี้สิ่งที่ต้องคำนึงมากกว่าก็คือ ไม่ไปซ้ำเติมผู้สูญเสีย ดังนั้นการที่จะด่วนสรุป ด่วนพูด ด่วนแสดงความเห็นอะไร ก็ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ก่อน มากกว่าที่จะทำให้ตัวเองเป็นที่สนใจ หรือได้รับการยอมรับ เด่นดัง หรือว่าเข้าหาแสง

บทบาทสื่อมวลชนกับการป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ

เวลาเราดูข่าวพวกนี้ เราก็เอามาใช้เตือนใจ หรือมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจเรา ควบคู่ไปกับการตั้งคำถามว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำอย่างไรถึงจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกกับบ้านเมืองของเรา ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เราสามารถเรียนรู้จากประเทศอื่นได้คือ บทบาทของสื่อมวลชน เพราะว่างานวิจัยของฝรั่งที่เขาศึกษาเรื่องการสังหารหมู่ เกือบ 200 กรณี เขาพบว่ามันเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เรียนรู้จากสื่อที่ลงเหตุการณ์ มีการยิงที่โน่นที่นี่ สื่อก็ถือเป็นโอกาสที่จะขายข่าว ก็กลายเป็นแบบอย่างให้กับคนที่เขาเกิดความคิดแบบนี้ขึ้นมา

การฆ่าตัวตายก็ดี การสังหารหมู่ก็ดี จำนวนมากเกิดจากการเลียนแบบ หรือการเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แล้วรู้ได้อย่างไร ก็รู้จากการที่สื่อลงข่าวอย่างละเอียด แถมบางทีใส่สีใส่ไข่เข้าไปด้วย แล้วบางคนก็อยากจะดัง มันก็มีประเภทที่อยากดัง อยากมีชื่อเสียง แล้วคิดว่าถ้าหากทำแบบนี้แล้วสื่อจะให้ความสนใจ ก็เลยทำใหญ่เลย อย่าง เดวิด แชปแมน ซึ่งฆ่า จอห์น เลนนอน เขาบอกว่าถ้าเขาไม่ฆ่าจอห์น เลนนอน เขาจะคงไม่ได้เป็นใคร (Somebody) ก็ยังคงเป็นไม่มีใครรู้จัก (Nobody) อยู่ แต่พอได้ฆ่าจอห์น เลนนอน เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว เขาดังเลย และเขาก็รู้ด้วยว่าถ้าเขาฆ่าจอห์น เลนนอน เขาจะดัง เพราะสื่อก็จะตีปี๊บลงข่าว

ดังนั้น จะว่าไปสื่อก็มีส่วนที่ส่งเสริมให้หลายคนตัดสินใจเป็นฆาตกร หรือกราดยิงหมู่ ไม่ว่าจะเพราะอยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากได้รับแสง หรือเพราะเห็นคนเขาเคยทำแล้วเขาทำได้ เราก็อยากจะทำอย่างนั้นบ้าง หรือถ้าเราจะทำ เราก็เลียนแบบวิธีการที่เขาเคยทำสำเร็จ บางทีไม่ได้อยากดังอะไร แต่อยากจะทำให้มันสำเร็จ ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แล้วการที่สื่อลงข่าวพวกนี้ ก็ทำให้เป็นการกระตุ้นหรือหนุนให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จึงมีคนเสนอว่า เวลาเกิดข่าวแบบนี้ สื่อไม่ควรจะเปิดเผยชื่อของคนที่กระทำการ ทำก็ทำไป แต่ว่าจะไม่มีการเอ่ยชื่อ คนที่อยากดังก็เลยไม่มีโอกาสที่จะดังได้ หรือว่าไม่ต้องลงรายละเอียด หรือว่างดการแชร์ งดการเผยแพร่เรื่องราวแบบนี้ ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะเดี๋ยวนี้เราแชร์กันมากเหลือเกิน ส่วนหนึ่งเพราะเราอยากจะประกาศให้ใครรู้ว่าเราก็รู้เรื่องนี้เหมือนกัน หรืออาจจะแชร์ด้วยความเป็นห่วง แต่บางทีเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำ แม้จะปรารถนาดี แต่มันอาจจะเกิดผลเสียก็ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่พึงสังวรเอาไว้

อุทาหรณ์สอนใจ: ความไม่แน่นอนของชีวิตและการมีสติ

สำหรับพวกเรา นอกจากการระมัดระวังเรื่องการแสดงความเห็นแล้ว สิ่งหนึ่งก็เอามาเป็นเครื่องเตือนใจได้คือ ครูที่เสียชีวิตไป เชื่อว่าคงไม่มีสักคนเลยที่ตอนออกจากบ้าน เขาจะรู้ว่าเขาจะไม่ได้กลับบ้าน จะไม่ได้กลับมาเจอสามี ไม่ได้กลับมาเจอลูก เพราะเขาไม่ได้ไปศึกสงครามที่ไหน เขาไปโรงเรียน ไปทำหน้าที่ ไม่มีใครรู้ว่าไปแล้วจะไม่ได้กลับ

อันนี้มันก็เตือนใจเราได้เหมือนกันว่า ความตายนี่มันจะมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ก็เหมือนกับคนที่ขึ้นรถไปทำงาน ขึ้นรถเมล์ แล้วบังเอิญรถเมล์มันเกิดไปติดอยู่ที่สี่แยกแถวอโศก-มักกะสัน วันนั้นก็ปรากฏว่ารถไฟไม่หยุด ไม่ชะลอ มันก็ชนรถเมล์ติดแอร์เสียด้วย คนที่อยู่บนรถเมล์ก็ตาย หลายคนก็ไม่คิดว่าออกจากบ้านไปแล้วจะไม่ได้กลับ ชีวิตนี่มันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้

แต่ก็มีครูคนหนึ่ง ก่อนจะออกจากบ้านแกก็กอดสามี แล้วร่ำลาบอกว่าไปก่อน อย่างน้อยก็ยังจากกันด้วยดี ดีกว่าทะเลาะกัน ซึ่งถ้าเกิดว่ามีคนที่ทะเลาะกับคู่รัก แล้วคู่รักไปโรงเรียนแล้วไม่กลับนี่ ก็คงจะเสียใจมาก อย่างน้อยแม้จะจากกัน คำพูดสุดท้ายก็ควรเป็นคำพูดที่ไม่ได้สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่กันและกัน คนเราถ้าจะจากกัน ก็ควรจะจากกันแบบนี้ ถึงแม้เราไม่รู้ว่าจะจากกันหรือเปล่า หรือว่าจากกันแล้วจะได้กลับมาไหม แต่อย่างน้อยก่อนที่จะจากกัน ก็ควรจะจากกันด้วยความรู้สึกที่ดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา ลูก หรือพ่อ

นั่นก็หมายความว่า ก่อนที่เราจะจากกัน ก็เผื่อใจไว้หน่อยว่าอาจจะไม่ได้เจอกันอีก ดังนั้นก็ให้เราทำดีต่อกัน จากกันด้วยดี หรือปฏิบัติต่อกันด้วยดี เสมือนว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา

แล้วเรื่องนี้ก็เตือนใจได้อีกอย่างหนึ่งว่า เด็กที่ดูไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร วันหนึ่งก็กลายเป็นฆาตกรกราดยิงสังหารหมู่ได้ เราเองก็อย่าประมาท วันดีคืนดีเราก็อาจจะทำอย่างนั้นก็ได้ เพราะเวลามีเหตุบีบคั้น มีเรื่องสะเทือนใจ มีอะไรสะสม หรือชีวิตเราตกอยู่ในช่วงต่ำสุดของชีวิต ตอนนั้นเราก็กลายเป็นอีกคนหนึ่งไปแล้ว คนเรานี่มันพร้อมจะกลายเป็นอีกคนหนึ่งได้เสมอ เมื่อมีอะไรมากระทบ หรือเมื่อเจอแรงบีบคั้น ถ้าไม่ทำร้ายคนอื่น ก็ทำร้ายตัวเอง ถึงแม้จะเป็นนักปฏิบัติธรรม ถึงแม้จะเป็นคนที่ใฝ่ธรรม แต่เราสามารถจะกลายเป็นอีกคนหนึ่งได้เสมอ ถ้าหากว่าเราไม่ระวังจิตระวังใจของตัวเอง

Share