เวียนเทียนกันทำไม - ความหมายเบื้องหลังพิธีกรรม
เมื่อถึงวันอาสาฬหบูชา ภาพที่หลายคนคุ้นเคยคือการเข้าร่วมพิธี “เวียนเทียน” แต่บ่อยครั้งที่เราอาจปฏิบัติไปตามความเคยชิน จนหลงลืมแก่นแท้ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพิธีกรรมนั้น โดยทั่วไป เรามักเข้าใจว่าการเวียนเทียนคือการเดินวนขวารอบโบสถ์หรือเจดีย์ อ.พุทธทาสภิกขุได้ให้แง่คิดที่ลึกซึ้ง ชวนให้เราทบทวนและมองลึกลงไปถึงหัวใจของคำสอน เพื่อให้การระลึกถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนานี้มีความหมายและนำไปสู่การยกระดับจิตใจอย่างแท้จริง ท่านชี้ว่านั่นเป็นเพียงรูปแบบภายนอก หัวใจสำคัญอยู่ที่ความหมายของคำว่า “ประทักษิณ”
“ถ้าทำในภาษาธรรมะภาษาถูกต้องประทักษิณ ก็แปลว่าเวียนไปในทางที่สูงขึ้น ดีขึ้น เวียนขวานี่หมายความว่ามันจะสูงขึ้น ดีขึ้นจนเป็นยอดขึ้นไป” – พุทธทาสภิกขุ
การเวียนเทียนไม่ใช่แค่การเดินให้ครบสามรอบ แต่มันเป็นสัญลักษณ์ของการทำให้ใจเรา “เวียน” สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนลายก้นหอยที่วนขึ้นไปสู่ยอดแหลม
ดังนั้น เวลาที่เราเวียนเทียน ให้ลองนึกว่าเรากำลังตั้งใจพาตัวเองออกจากสิ่งไม่ดี เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วค่อย ๆ ขึ้นไปสู่ความสงบ ความดี ความเข้าใจ มากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนก้นหอยที่เวียนขึ้นสู่ยอด
จากคำอธิบายนี้ จะเห็นได้ว่าการเวียนเทียนที่แท้จริงไม่ใช่แค่การเดิน แต่เป็นสัญลักษณ์ของการ “เวียน” หรือการพัฒนาจิตใจให้ก้าวหน้าขึ้นไปเป็นลำดับ เป็นการมุ่งออกจากสภาวะของกิเลสที่อยู่เบื้องต่ำซึ่งเปรียบเสมือนการเดินวนอยู่ในที่เดิม ดังนั้น ขณะที่เราเดินเวียนเทียน จึงควรเป็นการปฏิบัติทางจิตควบคู่กันไป คือการทำจิตใจให้น้อมระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย และตั้งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้สูงขึ้นอย่างมีสติรู้ตัว การกระทำเช่นนี้จึงจะทำให้การเวียนเทียนมีความหมายสมบูรณ์และเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
“อตัมมยตา”: กลไกสู่ความก้าวหน้าทางจิต
“อตัมยตานั่นแหละเป็นตัวทำให้ทุกสิ่งมีวัฒนาการ คือสูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น ตัวหนังสือแปลว่าอันอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้ อันอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้ เรียกว่าไม่ติดอยู่กับอะไร ไม่สำเร็จอะไรอยู่กับอะไร”
“ธรรมดาจิตของเรามันติดอยู่กับสิ่งที่ปรุงแต่งแวดล้อม กำลังหลงรักอะไรมันก็สิ่งนั้นแหละเป็นที่หลงติดแล้วก็ติดอยู่ที่นั่น สูงขึ้นไปไม่ได้ ต้องละสิ่งนั้นจึงจะสูงขึ้นไปได้ คือ ละด้วยอะไร? ก็ละด้วยสิ่งที่เรียกว่าอตัมยตา สูงขึ้นไปเป็นลำดับๆ อตัมยตาอันสุดท้ายก็เป็นพระอรหันต์”
ท่านเปรียบเทียบให้ฟังง่าย ๆ คือ เราโตขึ้นแล้วก็ไม่กลับไปเล่นของเล่นเด็กอีก เพราะเรา “ถอนตัว” จากความเป็นเด็กมาแล้ว นี่คืออตัมมยตาเช่นกัน คือ การไม่กลับไปติดในสิ่งที่เราเคยผ่านมาแล้ว และจิตใจก็พัฒนาสูงขึ้นเรื่อย ๆ
“เช่นเราจะเป็นเด็กทารกอีกไม่ได้… เพราะมันได้ถอนเสียแล้ว ความรู้สึกอันนั้นเรียกว่าอตัมมยตา… มันจึงมีวิวัฒนาการ”
“ธรรมปฏิบัติชื่ออะไรหมวดไหนก็ตาม มันมีการที่ทำให้ละจากสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น เช่นว่าในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรก็สอนเรื่องอริยอัฏฐังคิมรรค มรรคมีองค์ ๘ นั่นไปเอามาเถิด มันมีอตัมมยตา คือ ถอนออกมาจากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาไม่ควรจะเกี่ยวข้องไม่ควรจะติดยึด สมชื่อมรรคแปลว่าเดินไป เดินไป เดินออกจากที่เดิม”
โดยสรุป “อตัมมยตา” คือภาวะที่จิตไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนา เพราะโดยปกติแล้ว จิตของเรามักจะผูกพันและเกาะเกี่ยวอยู่กับอารมณ์หรือความสุขต่างๆ เมื่อจิตไปยึดติดอยู่กับสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความล้มเหลว คำสรรเสริญ หรือคำนินทา ก็ยากที่จะก้าวต่อไปได้อย่างอิสระ “อตัมมยตา” จึงเปรียบเสมือนสติปัญญาที่ช่วยให้เรามองเห็นและถอนตัวออกจากสภาวะเดิมที่เคยยึดถือ เพื่อก้าวไปสู่สภาวะใหม่ที่ดีกว่า เหมือนกับการที่เราเติบโตจากวัยเด็กสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งไม่อาจหวนกลับไปเป็นเด็กได้อีก เพราะจิตได้เกิดวิวัฒนาการและถอนตัวออกมาแล้วโดยธรรมชาติ การนำหลักการนี้มาใช้ในทางธรรม คือการใช้สติปัญญาพิจารณาเพื่อ “จงใจ” ถอนตัวออกจากความยึดติดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง