หนึ่งจุดหมายหลายหนทาง – การสนทนาธรรมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างคณะสงฆ์และฆราวาสชาวไทยกับองค์ทะไลลามะ (VDO + ภาพ)
ดาไล ลามะ

หนึ่งจุดหมายหลายหนทาง - การสนทนาธรรมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างคณะสงฆ์และฆราวาสชาวไทยกับองค์ทะไลลามะ (VDO + ภาพ)

บทนำ

การสนทนาธรรมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างคณะสงฆ์และฆราวาสชาวไทยกับองค์ทะไลลามะ ประมุขทางจิตวิญญาณของชาวทิเบต ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15-16 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ครอบคลุมมุมมองอันลึกซึ้งของพระองค์ในหลากหลายประเด็น ตั้งแต่แนวทางการเผยแผ่ศาสนาไปจนถึงบทบาทของผู้หญิงในสังคมยุคใหม่ โดยมีวิทยากรผู้ร่วมคณะ

– พระราชญาณกวี (ปิยโสภณภิกขุ) วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร
– พระไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต ชัยภูมิ
– พระอนิลมาน ธมฺมสากิโย (ศากยะ) วัดบวรนิเวศวิหาร
– พระอาจารย์สิริปัญโญ วัดป่านานาชาติ อุบลราชธานี
– อาจารย์ ดร.กฤษณพงษ์ กีรติกร อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ
– อาจารย์ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
– ดร.วิรไท สันติประภพ

แนวทางการเผยแผ่พุทธศาสนาที่ถูกต้อง

องค์ทะไลลามะตรัสว่า พระองค์ไม่เคยพยายามเผยแผ่ศาสนาพุทธ เนื่องจากพระองค์เชื่อว่าการยึดติดกับศาสนาของตนเองจะทำให้ไม่อาจมองเห็นคุณค่าในศาสนาอื่นได้ พระองค์ทรงมองว่าความท้าทายที่แท้จริงคือการให้แต่ละคนรักษาและยึดถือศาสนาของตนเองไว้ ท่านมักจะแนะนำชาวตะวันตกที่นับถือศาสนาคริสต์หรือศาสนายิวให้คงความศรัทธาเดิมไว้ เพราะการเปลี่ยนศาสนาอาจทำให้เกิดความสับสนมากขึ้นหากไม่ได้ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ยกเว้นในกรณีที่บุคคลนั้นได้ศึกษาศาสนาใหม่อย่างถ่องแท้และพิจารณาแล้วว่าเหมาะสมกับจริตและทัศนคติของเขาหรือเธอมากกว่า ท่านยังชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างพุทธศาสนาซึ่งเป็นอเทวนิยม (ไม่เชื่อในพระเจ้าผู้สร้างโลก) และศาสนาเทวนิยม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนจะเปลี่ยนความเชื่อ แม้จะมีความแตกต่าง แต่ท่านย้ำว่าทุกคนก็สามารถเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนา

ความท้าทายของศาสนาในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด

องค์ทะไลลามะทรงเน้นว่าถึงเวลาแล้วที่มนุษยชาติจะต้องคิดถึงส่วนรวม ไม่ว่าใครจะนับถือศาสนาใดหรือไม่ก็ตาม ทุกคนเป็นพี่น้องที่ต้องอาศัยอยู่ร่วมโลกเดียวกัน หากโลกมีความสุขและสันติมากขึ้น ทุกคนก็จะได้รับประโยชน์ ท่านจึงใช้หลัก จริยธรรมทางโลก (secular ethics) ซึ่งเป็นหลักที่ไม่อิงกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่มาจากสามัญสำนึกและประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อเน้นการปฏิบัติเรื่องเมตตาและกรุณา งานวิจัยยืนยันว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยลดความกลัวและความวิตกกังวล ทำให้จิตใจสงบ เพราะเมื่อเราคิดถึงสวัสดิภาพของผู้อื่น ความกลัวและข้อสงสัยก็จะไม่มีที่ยืนในใจของเราอีกต่อไป

นอกจากความรุนแรงในศตวรรษที่ 20 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปนับร้อยล้านคนแล้ว ท่านยังได้กล่าวถึงปัญหาอื่นๆ ที่โลกเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน ประชากรเพิ่มขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และที่น่ากังวลที่สุดคือ ปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งท่านเปรียบว่าเป็น “มะเร็งร้ายชนิดใหม่ของโลก” ท่านทรงแสดงความตกใจที่ผู้คนบางกลุ่มในอินเดียมองว่าการคอร์รัปชันเป็นเรื่องปกติและจำเป็นต่อความสำเร็จ ท่านจึงเน้นย้ำว่าเราต้องปฏิเสธพฤติกรรมนี้อย่างหนักแน่น และปลูกฝังวินัยในตนเองให้เกิดขึ้นผ่านการศึกษาจริยธรรมที่ไม่ต้องอิงกับศาสนา

ความสัมพันธ์กับนักวิทยาศาสตร์และหลักจริยธรรมสากล

องค์ทะไลลามะทรงเล่าถึงการสนทนากับนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ท่านได้พบว่าแนวคิดทางพุทธศาสนาหลายอย่างสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ เช่น ด้านจักรวาลวิทยา ประสาทชีววิทยา ควอนตัมฟิสิกส์ และจิตวิทยา ท่านได้แบ่งพุทธศาสนาออกเป็น 3 ส่วน คือ พุทธศาสตร์ (Buddhist Science) พุทธปรัชญา (Buddhist Philosophy) และพุทธศาสนา (Buddhist Religion) โดยสองส่วนแรกเป็นหลักสากล ส่วนส่วนสุดท้ายเป็นเรื่องเฉพาะของชาวพุทธ

การสร้างสันติในโลกต้องเริ่มต้นจาก สันติภายใน ท่านเห็นว่าการศึกษาเป็นเรื่องสากลและควรใช้เป็นเครื่องมือในการสอนผู้คนให้บ่มเพาะสันติภายใน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ท่านเชิญชวนให้ทุกคนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติ ร่วมกันรับผิดชอบในการปลูกฝังจิตสำนึกความรับผิดชอบร่วมกันบนพื้นฐานที่ว่า มนุษยชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความแตกต่างทางศาสนา เชื้อชาติ และวัฒนธรรมเป็นเรื่องรองลงมา ท่านย้ำว่าหลักคำสอนของพระพุทธองค์นั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เพื่อมนุษยชาติและสรรพชีวิตทั้งมวล

ความแตกต่างระหว่างความต้องการและความโลภ

องค์ทะไลลามะทรงอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างความต้องการ (desire) และความโลภ (greed) ท่านชี้ให้เห็นว่าความต้องการในสิ่งที่ดีนั้นเป็นเรื่องปกติ แม้แต่ชาวพุทธเองก็ยังมีความต้องการที่จะบรรลุธรรม ความเข้าใจผิดที่ว่าพุทธศาสนามุ่งกำจัดความต้องการให้หมดไปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ความต้องการที่ถูกต้องและมีเหตุผลไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ความต้องการที่เกิดจากแรงจูงใจที่ไม่ดีจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ดี

ท่านยังทรงยกตัวอย่างความโกรธว่า ถ้าเกิดจากความเมตตาหรือความห่วงใยผู้อื่นก็อาจเป็นสิ่งที่ดีได้ ท่านไม่เห็นความขัดแย้งระหว่างการบ่มเพาะสันติภายในกับการพัฒนาทางวัตถุ เพราะสำหรับผู้ที่ยังขาดแคลนและหิวโหย การพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น ท่านจึงยกหลัก สังคหวัตถุ 4 ข้อแรกคือ ทาน (การให้เพื่อบรรเทาความลำบากทางกาย) และ ปิยวาจา (การพูดจาไพเราะและชี้แนะหนทางที่ถูกต้อง) เพื่อเป็นแนวทางในการช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่ว่าสภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติธรรม

บทบาทของผู้หญิงในการปลูกฝังศีลธรรมและเมตตาธรรม

องค์ทะไลลามะทรงกล่าวว่าในยุคแรกเริ่ม สังคมของผู้ชายเป็นใหญ่เพราะความแข็งแรงทางกายคือปัจจัยสำคัญของความเป็นผู้นำ แต่เมื่อการศึกษาพัฒนาขึ้น ความเท่าเทียมระหว่างชายหญิงจึงตามมา และในปัจจุบันที่ต้องเน้นการบ่มเพาะเมตตาธรรม ท่านเชื่อว่าผู้หญิงควรมีบทบาทมากขึ้น เพราะโดยธรรมชาติแล้วผู้หญิงมีความละเอียดอ่อนต่อความทุกข์ยากของผู้อื่นมากกว่า ท่านทรงยกตัวอย่างมารดาของพระองค์เองซึ่งเป็นหญิงชาวบ้านที่ไม่ได้รับการศึกษา แต่มีจิตใจอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรัก ซึ่งส่งผลให้ท่านได้รับการเลี้ยงดูมาในบรรยากาศเช่นนั้น องค์ทะไลลามะทรงย้ำว่า ความรักนั้นสำคัญยิ่งกว่าการศึกษาเสียอีก เพราะจิตใจที่อ่อนโยนดีงามต่างหากที่ส่งเสริมให้เรามีสุขภาพที่ดีและเป็นสุขในชีวิต

บทสรุป

โดยสรุปแล้ว องค์ทะไลลามะทรงเน้นย้ำถึงแนวคิดเรื่อง จริยธรรมทางโลก ที่เป็นสากลและไม่ยึดติดกับศาสนาใด เพื่อเป็นพื้นฐานในการสร้าง สันติภายใน ซึ่งจะนำไปสู่สันติสุขของโลกโดยรวม ทั้งยังทรงชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความรักและความเมตตาเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าการศึกษา และผู้หญิงควรมีบทบาทมากขึ้นในการปลูกฝังคุณธรรมเหล่านี้ในสังคม

 

 

 

Share