นิทรรศการบูชาคุณหลวงพ่อคำเขียน
อาจารย์สมภพ บุตราช ศิลปินจิตรกรรมไทยร่วมสมัย เข้ามาติดตั้งนิทรรศการ “บูชาคุณหลวงพ่อคำเขียน” เนื่องในวาระครบรอบ 11 ปีแห่งการมรณภาพ (23 สิงหาคม 2557) เพื่อรำลึกในพระคุณและถ่ายทอดคุณค่าของคำสอนจากหลวงพ่อคำเขียน
ภายในจัดแสดงงานศิลปะจาก “ดิน” ผ่านเทคนิคการระบายสีและงานปั้น ผลงานทั้งหมดมีรากฐานมาจาก “ธรรมะ” ในส่วนของภาพวาดโดยอาจารย์สมภพ บุตราช เล่าเชื่อมโยงผ่านข้อธรรม “อัตตา, เมตตา, ศรัทธา, อนัตตา และสุญญตา” งานปั้นของคุณวิชัย นาพัว มีทั้งผลงานปั้นการเจริญสติเเนวเคลื่อนไหว 14 จังหวะ และผลงานปั้นพระจากค่ายสามเณรและศีลจาริณี วัดสุคะโต
ณ ห้องสโมสรธรรมทาน ชั้น 1 สวนโมกข์กรุงเทพ
หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ แห่งวัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ เป็นหนึ่งในพระผู้ได้รับความเคารพอย่างสูง ด้วยแนวทางปฏิบัติที่เรียบง่าย เข้มข้น และเปี่ยมด้วยเมตตา ท่านเป็นที่รู้จักทั้งในฐานะครูทางธรรมและผู้ขับเคลื่อนชุมชนอย่างมีสติและปัญญา
หลวงพ่อคำเขียนคือแบบอย่างของความพอดีระหว่างการปฏิบัติธรรมกับการทำงานเพื่อส่วนรวม ท่านแสดงให้เห็นว่า “การรู้สึกตัว” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในทางธรรม แต่สามารถขยายไปสู่การพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน คำสอนของท่านเกี่ยวกับสติยังคงใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ประวัติชีวิตและแนวทางปฏิบัติ
ชาติกำเนิด & วัยเยาว์
หลวงพ่อคำเขียนเกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2479 ที่บ้านหนองเรือ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น โยมบิดาชื่อ นายสมาน และโยมมารดาชื่อ นางเฮียน แอมปัชฌาย์ เมื่ออายุประมาณ 10 ปี ครอบครัวย้ายไปอยู่บ้านหนองแก อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ท่านต้องรับภาระดูแลครอบครัวหลังการสูญเสียบิดา และเริ่มต้นชีวิตด้วยความเรียบง่ายในชนบท
เมื่ออายุ 15 ปี หลวงพ่อคำเขียนได้บวชเป็นสามเณรที่วัดหนองแก และได้เรียนรู้ธรรมะอย่างลึกซึ้ง ท่านมีความสามารถในการจดจำและเข้าใจคำสอนอย่างแม่นยำ หลังจากนั้น ท่านลาสิกขาเพื่อกลับไปช่วยครอบครัว ท่านยังได้รับการยอมรับในชุมชนในฐานะ “หมอธรรม” ผู้ทำหน้าที่เยียวยาทั้งกายและใจของผู้คนด้วยเมตตาและความรู้ในพิธีกรรมท้องถิ่น
จุดเปลี่ยนสำคัญ: หลวงพ่อเทียน & การเข้าถึงธรรม
เมื่อปี พ.ศ. 2509 ชีวิตของท่านเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งเมื่อได้พบกับหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ แห่งวัดป่าพุทธยาน จังหวัดเลย ซึ่งเป็นผู้จุดประกายแนวทางการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวให้แก่ท่าน หลวงพ่อคำเขียนได้ฝึกฝนอย่างจริงจังและละทิ้งแนวปฏิบัติเดิม เช่น การใช้เครื่องรางของขลัง หันมาเน้นการฝึกสติรู้กายรู้ใจในทุกขณะ ท่านกล่าวว่าความทุกข์ที่เคยแบกไว้นั้นลดลงไปกว่า 60% เมื่อหันมาเดินในเส้นทางของสติ
ในปี พ.ศ. 2518 ท่านได้อุปสมบทอย่างเป็นทางการ และเริ่มต้นบทบาทใหม่ในการพัฒนาทั้งทางธรรมและทางโลก ท่านได้สร้างวัดป่าสุคะโตให้เป็นศูนย์กลางของการฝึกเจริญสติ พร้อมทั้งดูแลวัดภูเขาทองและวัดป่ามหาวันในพื้นที่ใกล้เคียง ท่านยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชน ด้วยการจัดตั้งศูนย์เด็ก สหกรณ์ข้าว และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน
ละสังขารด้วยสติสมาธิ
หลวงพ่อคำเขียนละสังขารอย่างสงบในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 04.59 น. ณ วัดป่าสุคะโต หลังจากป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นเวลาราว 7 เดือน ท่านเผชิญความตายด้วยความสงบเย็น สมกับคำสอนที่ว่า “ธาตุขันธ์ไม่อยู่ แต่ความเป็นกัลยาณมิตรยังคงอยู่” คำสอนสุดท้ายของท่านยังคงเน้นถึงความสำคัญของสติและปัญญาเหนือสิ่งอื่นใด
แนวคิด ธรรมะ & มรดกที่ยั่งยืน
แนวทางธรรมของหลวงพ่อคำเขียนเน้นการสร้างสติสัมปชัญญะในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็นขณะเดิน นั่ง นอน หรือแม้แต่ในเวลาที่เจ็บปวด ท่านลดทอนพิธีกรรมที่ไม่จำเป็น และชี้ให้เห็นถึงความจริงของกายและใจ การสอนของท่านช่วยให้ผู้คนตระหนักรู้ในธรรมชาติของตนเองและสามารถเข้าถึงปัญญาญาณได้ในชาติปัจจุบัน นอกจากการเป็นครูทางธรรมแล้ว ท่านยังเป็นผู้ผลักดันการอนุรักษ์ป่าไม้ในพื้นที่รอบวัด และส่งเสริมการศึกษาให้กับชุมชนด้วยการพัฒนาโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง
สรุปส่งท้าย
หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ เป็นหนึ่งในพระสายกรรมฐานที่สืบทอดแนวทางของหลวงพ่อเทียนอย่างมั่นคงและมีพลัง ท่านได้เปลี่ยนชีวิตของผู้คนมากมายด้วยคำสอนอันเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ท่านแสดงให้เห็นว่า การเจริญสติไม่ได้เป็นเพียงแนวทางทางจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังเป็นหนทางแห่งการอยู่ร่วมกับโลกอย่างรู้เท่าทันและมีความหมาย แม้ท่านจะจากไปแล้ว แต่คำสอนและแรงบันดาลใจจากชีวิตของท่านยังคงงอกงามอยู่ในใจของผู้คนมากมาย










