ทัศนะของพุทธทาสภิกขุต่อสมณศักดิ์และราชาคณะ
พุทธทาส พัดยศ สมณศักดิ์

ทัศนะของพุทธทาสภิกขุต่อสมณศักดิ์และราชาคณะ

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์
ภาพนี้กำลังแพร่หลายในสื่อและได้รับความสนใจจากประชาชนโดยทั่วไป…เป็นที่ทราบกันดีว่า อาจารย์พุทธทาส ได้ถ่ายภาพไว้จำนวนมากเพื่อใช้ประกอบการเผยแผ่ธรรมะ และในบรรดาภาพเหล่านั้น บางภาพก็กลายเป็น “ภาพปริศนาธรรม” ที่ต้องอาศัยการตีความจากผู้ชม
สำหรับภาพนี้มีการตีความไปในหลากหลายแง่มุม บ้างก็ว่าพัดยศในมือเหมือนของเล่นเด็ก บ้างว่า เป็นการมอบให้แต่ไม่ได้รับไว้
แต่หากย้อนฟังคำอธิบายของท่านอาจารย์เอง จะพบว่าท่าน ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้แต่อย่างใด
เมื่อมีผู้ตั้งคำถามว่า อาจารย์พุทธทาสคัดค้านระบบสมณศักดิ์ แต่เหตุใดจึงยังรับสมณศักดิ์อยู่ (เป็นพระธรรมโกศาจารย์) ท่านได้ตอบไว้อย่างตรงไปตรงมา ในการแสดงธรรม “ล้ออายุ ปี 2526 กัณฑ์ 3” ว่า
“เอาอะไรมาพิสูจน์ว่าอาตมารับสมณศักดิ์ คัดค้านการแต่งตั้งสมณศักดิ์นี่ก็ไม่จริง ไม่ได้คัดค้าน แต่บางทีก็พูดเหมือนกันแหละว่ามันจะไม่ถูกเรื่อง บางทีการแต่งตั้งนั่นทำให้เสียหาย ทำให้ยุ่งยากลำบาก เขาแต่งตั้งมาโดยที่เขาไม่ได้ถาม เขาแต่งตั้งมาทั้งนั้นแล้วเราก็ไม่ได้ไปขอ เขาก็แต่งตั้งมาทั้งนั้น แล้วเราจะไปคัดค้านไปเวนคืนนี่เราก็เป็นคนบ้าเอง”
ในหนังสือเล่าไว้เมื่อวัยสนธยาท่านเล่าว่า
“…มันก็เริ่มเป็นพระเงื่อม แล้วก็เป็นมหาเงื่อม (๒๔๗๓) แล้วก็เป็นพระครูอินทปัญญาจารย์ (๒๔๘๙) ต่อมาก็เป็น พระอริยนันทมุนี (๒๔๙๓) เป็นพระราชชัยกวี (๒๕๐๐) แล้วครั้งหลังสุดก็เป็น พระเทพวิสุทธิเมธี (๒๕๑๔) (หัวเราะ) ตอนเป็นอุปัชฌาย์ (๒๔๙๐) เป็นเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุฯ (๒๔๙๒) และเป็นอริยนันทมุนีดูเหมือนจะในเวลาไล่ ๆ กัน”
” เขาอาจจะถือว่า งานสวนโมกข์เป็นงานที่มีประโยชน์ต่อสังคม เป็นความชอบในทางราชการบ้างก็ได้ อย่างนี้เขาถือว่าเอื้อเฟื้อให้เป็นพิเศษ”
แต่ อ.พุทธทาส ไม่ได้ยึดติดกับเรื่องเหล่านี้ ท่านเคยแต่งคำกลอน เมื่อได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชชัยกวี ว่าท่านมองเรื่องเหล่านี้เป็น ความว่าง คือว่างจากตัวตน ไม่ว่าใครจะแต่งตั้งท่านเป็นอะไรก็ตาม
พระ ราช- ชัย- กวี
บางคนว่า ชื่อนี้ เพราะนักหนา
เป็นกวี มีประจำ เมืองไชยา
ของราชา แคว้นเขต ประเทศไทย
เขาว่าเรา เป็นอะไร ตามใจเขา
ส่วนตัวเรา หาอาจเป็น อะไรไม่
เป็นความว่าง ต่างวาระ เทศะไป
จนเมื่อไร ว่างจริง หยุดวิ่งเอยฯ
325854485 1154867182087675 542376947532436866 n
พระไพศาล วิสาโล ได้ขยายความเพิ่มเติมถึงจุดยืนของท่านอาจารย์ว่า:
“….แม้ภายนอกอาจจะไม่ได้ปฏิเสธ แต่ภายในใจนั้นไม่รับอยู่แล้ว ท่านอาจารย์พุทธทาสทั้งพูดทั้งเขียนมาตลอดว่าสมณศักดิ์เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีความหมายสำหรับท่าน ท่านขอเป็นทาสของพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว แต่ว่าเมื่อท่านทำงานให้พระศาสนา จนเจริญในสมณศักดิ์เป็นลำดับ จากพระครู เลื่อนเป็นพระราชาคณะสามัญ แล้วก็เป็นชั้นราช ชั้นเทพ ชั้นธรรม สุดที่พระธรรมโกศาจารย์…”
“เคยมีลูกศิษย์มาแนะอาจารย์พุทธทาสว่า สมณศักดิ์เหล่านี้ท่านน่าจะคืนเขาไป ท่านอาจารย์พุทธทาสก็บอกว่า จะคืนได้อย่างไร ก็เรายังไม่ได้รับมาตั้งแต่แรกจะคืนได้อย่างไร คือแม้ทางราชการจะให้สมณศักดิ์และพัดยศมาแต่ใจท่านไม่ได้รับเลย จะเป็นชั้นไหนก็ไม่เคยรับมาตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปคืนเขา”
แม้ท่านอาจารย์จะไม่ได้ คัดค้าน ระบบสมณศักดิ์ แต่ท่านได้ย้ำถึง “หน้าที่” ของผู้ดำรงตำแหน่งนั้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบทบาทของ “ราชาคณะ” ที่ควรทำให้สมกับความหมายที่แท้จริง
“คำว่าราชาคณะนี่ดีมาก มันจะได้เกิดขึ้นตั้งแต่รัชกาลต้นๆ และเน้นมากในรัชกาลที่ 4 ว่าราชาคณะคือเป็นคณะของพระราชา ในการช่วยกันปราบ “อลัชชี” พระราชาคณะนี่เขาเพิ่งแต่งตั้งกันเมื่อพระราชาสู้ไม่ไหว พระราชาคนเดียวปราบอลัชชีในพุทธศาสนาไม่ไหว จึงตั้งระบบราชาคณะขึ้นมาช่วยพระราชาในการปราบอลัชชี
“อาตมายินดีถ้าได้ทำงานอย่างนี้ ทำหน้าที่อย่างนี้ยินดี ไม่เกลียดระบบการแต่งตั้งราชาคณะ อาตมาเป็นราชาคณะในความหมายที่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือ พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ต่อต้านสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่พุทธศาสนา นี่คือราชาคณะในความหมายที่ถูกต้อง”
“พระราชาคณะทั้งหลายจงทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้องสมกับคำว่าราชาคณะ คือช่วยพระราชาปราบอลัชชี เดี๋ยวนี้ใครทำกันกี่คน? ยังมีการถูกกล่าวหาว่าพระราชาคณะบางคนเป็นอลัชชี อลัชชีเสียเอง นี่ เรื่องมันก็เลยยุ่ง”
“เราไม่ต้องต่อต้านคัดค้านระบบสมณศักดิ์ เพราะเขามุ่งหมายอย่างนี้แหละ พระราชาคณะทุกองค์มีหน้าที่ช่วยพระราชาปราบอลัชชีหรือว่าทำกิจของพระศาสนา ร่วมมือกับพระราชาให้เกิดการก้าวหน้าในการทะนุบำรุงพระศาสนา”
หมายเหตุ อลัชชี แปลว่า “ผู้ไม่มีความละอาย” หรือ “ผู้หน้าด้าน” ใช้กับพระภิกษุที่จงใจประพฤติผิดศีล ละเมิดพระวินัย หรือฝ่าฝืนพุทธบัญญัติโดยไม่แก้ไข แม้ภายนอกจะดูเรียบร้อยหรือมีความรู้ แต่หากมีใจมุ่งหวังลาภยศ กล่าววาทะนอกธรรม ก็ล้วนเป็นเหตุให้พระศาสนาเสื่อมเสีย อาทิ การเสพเมถุน ดื่มสุราเมรัย ค้าสัตว์ผิดกฎหมาย หรือล่วงละเมิดพระวินัยอย่างโจ่งแจ้งโดยไม่กลัวบาป ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายให้ตนเอง หากยังอาจก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์ด้วย
Share