ขยันทำบุญ…แต่ก็ยังทุกข์ใจ? ชวนปรับ mindset ใหม่เรื่องการทำบุญ เพื่อให้ทำแล้วพ้นทุกข์
ทำบุญทำไมยังทุกข์ แก่นแท้ของการทำบุญ พุทธทาสภิกขุ

ขยันทำบุญ...แต่ก็ยังทุกข์ใจ? ชวนปรับ mindset ใหม่เรื่องการทำบุญ เพื่อให้ทำแล้วพ้นทุกข์

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

เคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมครับว่า… เราก็เข้าวัดฟังธรรม บริจาคเงินทอง ทำบุญทำทานอยู่เป็นประจำ แต่ทำไมในใจลึก ๆ ก็ยังรู้สึกกระวนกระวาย วิตกกังวล และไม่ได้มีความสุขสงบอย่างที่ควรจะเป็น?

หลายคนยิ่งทำบุญกลับยิ่งเหนื่อย ยิ่งทำยิ่งเครียด นั่นอาจเป็นเพราะเรากำลัง “ทำบุญด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน” หรือเปล่า? วันนี้เราจะพาไปย้อนมองนิยามของคำว่า “บุญกุศล” ผ่านมุมมองอันเฉียบคมของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่จะช่วยปลดล็อกความทุกข์ใจของคนชอบทำบุญให้หมดไปครับ

เมื่อ “บุญ” กลายเป็นเหยื่อของความโลภ

คนส่วนใหญ่ในสังคมมักถูกหล่อหลอมให้ทำบุญในลักษณะของการ “แลกเปลี่ยน” ลงทุนทำทานเท่านี้ เพื่อหวังผลตอบแทนในชาตินี้หรือชาติหน้าให้ได้มากกว่าเดิม ซึ่งท่านพุทธทาสได้ชี้ให้เห็นว่า การทำบุญแบบนั้นไม่ได้ช่วยให้เราพ้นทุกข์เลย แต่อาจกำลังเพิ่มพูนกิเลสโดยไม่รู้ตัว ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า:

ยกตัวอย่างเช่นเราบริจาคทาน ทำบุญด้วยการบริจาคทาน ถ้าทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น ก็จะทำโดยคิดว่าลงทุนไปบาทหนึ่งนี้จะได้สวรรค์จะได้วิมานเท่านั้นเท่านี้ แล้วก็มีความยึดมั่นถือมั่นในการกระทำ ในสิ่งที่จะได้มาจากการกระทำ ว่าถ้าตายแล้วจึงจะได้วิมานจะได้สวรรค์อย่างนี้ก็เอาดี ขอให้มีความเชื่อมีความแน่ใจ อย่างนี้เรียกว่าทำไปเพื่อความยึดมั่นถือมั่น มันก็เพิ่มความโลภความหลงมากขึ้น แล้วจะเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ได้อย่างไรกัน”

อาการ “เมาบุญ” คุกที่สร้างขึ้นมาขังตัวเอง

เมื่อเราทำบุญด้วยความอยากได้ ความยึดมั่นถือมั่นว่า “นี่คือบุญของฉัน” ใจของเราก็จะเริ่มผูกติดอยู่กับมัน สุดท้ายก็จะเกิดความกลัว กลัวว่าบุญจะหมด กลัวคนอื่นจะได้บุญมากกว่า กลายเป็นความทุกข์รูปแบบใหม่ที่ท่านพุทธทาสเรียกว่าการ “เมาบุญ”:

“เป็นคนเมาบุญ อย่างที่เรียกกันว่าบ้าบุญ เมาบุญ ทำบุญจนหมดเนื้อหมดตัวก็ไม่ประสพบุญที่ตรงไหน นี่คือโทษของการยึดมั่นถือมั่นอย่างผิด ๆ ในเรื่องบุญเรื่องกุศล ทำบุญทำกุศลด้วยความสำคัญผิดคือทำบุญด้วยอวิชชา ทำบุญด้วยโมหะ จึงไม่เป็นบุญเป็นกุศลขึ้นมาได้”

ท่านยังอุปมาไว้อย่างเห็นภาพชัดเจนว่า บุญนั้นไม่ได้ต่างอะไรจากทรัพย์สินทางโลกเลย ถ้ายึดไว้เมื่อไหร่… ทุกข์เมื่อนั้น:

“บุญก็เหมือนเงิน พอยึดมั่นว่าของตนก็เท่าไหร่ เมื่อไร ก็เป็นทุกข์เท่านั้นและเมื่อนั้น”

ท่าอธิบายต่อว่า

เราจะมีเงิน มีของ คือมีทรัพย์สมบัติโดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นได้หรือไม่ และมันต่างกันอย่างไร ในขณะที่เราไม่มีความรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของเรานั้นเรียกว่า เราไม่ยึดมั่นถือมั่นและเงินนั้นก็ไม่ได้ไปไหนเสีย ยังอยู่ที่บ้าน ยังอยู่ในธนาคาร ในหีบในห่ออยู่นั่นเอง เงินนั้นก็ยังเรียกว่าเป็นของผู้นั้นโดยกฎหมาย โดยขนบธรรมเนียมประเพณีอยู่อย่างนั้นเอง ขณะนั้นเรียกว่ามีเงินนั้นโดยไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่มีความทุกข์เลย เมื่อใดมีความยึดมั่นถือมั่นว่าเงินของกู เงินทั้งหมดก็มาสุมอยู่บนศีรษะของคนนั้นทันที มีความหนักอย่างไร มีความร้อนเท่าไร ก็ลองคิดดู มีความวิตกกังวลจนนอนไม่หลับ อย่างนี้เรียกว่ามีเงินหรือมีทรัพย์สมบัติด้วยความยึดมั่นถือมั่น”

เปลี่ยน Mindset ใหม่: ทำบุญเพื่อ “ละ” ไม่ใช่เพื่อ “เอา”

แล้วหลักการที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาคืออะไร? แก่นแท้ของการทำบุญกุศลที่แท้จริง ไม่ใช่การโกยสิ่งดี ๆ เข้ามาหาตัว แต่คือการ “สละออก” เพื่อทลายความเห็นแก่ตัวและล้างความยึดติดในใจ

หากเราอยากให้การทำบุญส่งผลให้เราใจสงบและเป็นสุขอย่างแท้จริง ต้องเปลี่ยนวัตถุประสงค์ในการทำใหม่ ดังข้อคิดที่ท่านพุทธทาสทิ้งท้ายไว้ให้เราได้ตระหนัก:

“ทีนี้อีกคนหนึ่งทำบุญให้ทานโดยคิดว่า ความขี้เหนียวนี้เป็นข้าศึกศัตรู ความยึดมั่นถือมั่นนี้เป็นข้าศึกศัตรู เราจะทำลายความขี้เหนียวหรือความยึดมั่นถือมั่นเหล่านี้เสีย จึงให้ทาน เพราะฉะนั้น คนพวกนี้ให้ทานไปเท่าไหร่ ก็ทำลายความขี้เหนียวหรือความยึดมั่นถือมั่นได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นเขาจึงเป็นคนมีกิเลสเบาบางลงทุกทีตามลำดับ ตามลำดับของการที่ให้ทาน การทำบุญให้ทานของบุคคลผู้นั้น จึงได้ผลสมตามความปรารถนา คือเป็นไปเพื่อความดับทุกข์”

สรุปส่งท้าย ครั้งต่อไปก่อนที่คุณจะควักเงินบริจาค หรือลงแรงทำบุญใด ๆ ลองหยุดนิ่งและถามตัวเองสักนิดว่า “เรากำลังทำเพื่อเอามาเป็นของเรา หรือกำลังทำเพื่อตัดความขี้เหนียวออกจากใจ?”

ถ้าเราเริ่มทำบุญเพื่อลดละความยึดมั่นถือมั่นได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละครับ… ความทุกข์ในใจจะค่อย ๆ เบาบางลง โดยที่ไม่ต้องรอไปเสวยสุขบนสวรรค์วิมานที่ไหนเลย

ที่มา เลิกยึดมั่นใน “ชีวิต” คือทางพ้นทุกข์

Share