เป็นคนดีไม่พอ ต้องมีสติด้วย มิเช่นนั้นอาจกลายเป็นคนไม่ดี - พระไพศาล วิสาโล
สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเจอความไม่ถูกต้อง
บทบรรยายธรรมนี้ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ไวรัลกลุ่มนักเรียนอิตาลีแสดงกิริยาไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้า BTS จนสร้างความโกรธแค้นแก่สังคมไทย สะท้อนให้เห็นว่าในยุคดิจิทัล “ไม่มีเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป” การทำตามอำเภอใจสามารถแพร่กระจายและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างได้เสมอ
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจถึง “สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเจอความไม่ถูกต้อง” เมื่อเราพบเห็นคนทำผิด คิดร้าย หรือทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การมุ่งจัดการคนอื่น แต่คือ การระวังใจของตนเอง ไม่ให้ความโกรธและความเกลียดดึง “ด้านมืด” ในจิตใจออกมาครอบงำ จนทำให้เรากลายเป็นผู้กระทำความเลวร้ายเสียเอง หรือซึมซับเอาความชั่วร้ายของคนที่เราเกลียดมาไว้ในตัว โดยเน้นย้ำว่าความเป็นคนดีหรือการยึดมั่นในความถูกต้องเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมี “สติ” กำกับใจอยู่เสมอ
บทเรียนจากเหตุการณ์บนรถไฟฟ้า BTS
เมื่อ 5-6 วันก่อน มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในกรุงเทพ หลายคนที่ติดตามข่าวก็คงจะทราบ เพราะเป็นข่าวที่แพร่หลายไปทั่ว นั่นคือมีคณะนักเรียนชาวอิตาลีกลุ่มใหญ่สิบกว่าคนขึ้นรถไฟฟ้า BTS รถเที่ยวนั้นคนค่อนข้างเยอะ นักเรียนส่วนใหญ่ก็ยืน หลายคนยืนอยู่ใกล้ประตูและส่งเสียงเอะอะพูดคุยเสียงดัง
มีผู้หญิงไทยคนหนึ่งนั่งอยู่ห่างจากนักเรียนกลุ่มนี้สักสิบเมตรได้ ตะโกนบอกว่า ให้เงียบเสียงหน่อย ที่ตะโกนเพราะเสียงของนักเรียนดัง แต่ไม่มีผล นักเรียนยังคุยเฮฮาสนุกสนานเสียงดังไปทั่วขบวน สาวไทยคนนี้คงจะไม่พอใจ เลยเอามือถือถ่ายคลิปวิดิโอ ระหว่างนั้นก็พูดขอให้นักเรียนกลุ่มนี้งดใช้เสียง เพราะว่าดังมาก
นักเรียนหลายคนอาจจะเป็นเพราะว่าเห็นสาวไทยถ่ายวิดิโอ หรือว่าไม่พอใจคำพูดของสาวไทยที่ย้ำหลายครั้งว่าให้เงียบ พอไม่พอใจก็แสดงอาการ มีคนหนึ่งชูนิ้วกลางขึ้นซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่สุภาพ เป็นการด่าอย่างหนึ่ง และมีหนุ่มคนหนึ่งเอามือกุมเป้า เหมือนกับว่าอยากเจอไหม กุมตั้ง 2-3 ครั้ง เรียกว่าเป็นการล่วงละเมิดอย่างหนึ่ง เป็นการขู่ด้วยกิริยาอาการที่ไม่สุภาพ
ไล่ๆกันก็มีเสียงของผู้หญิงซึ่งเป็นครูที่พาคณะนักเรียนมา ครูยืนอยู่ไม่ไกลจากหญิงไทย ก็ด่าเธอด้วยคำไม่สุภาพ แปลเป็นไทยว่ากะหรี่ หนักกว่านั้นคือมีคำพูดของผู้หญิงคนนั้นที่ว่า ขอโทษนะที่เอาเงินมาให้แก่ประเทศของคุณ
เรื่องน่าจะจบเท่านั้น เพราะสักพักนักเรียนกลุ่มนี้ก็ลงจากขบวนรถไป แต่ว่าสาวไทยไม่พอใจพฤติกรรมนักเรียนกลุ่มนี้จึงโพสขึ้น facebook เล่าเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น และมีการแปลคำพูดของสาวอิตาเลียน
ปรากฏว่าคนที่เห็นคลิปนี้ไม่พอใจมาก หมายถึงคนไทย และมีการแชร์ต่อไปอย่างกว้างขวาง เป็นไวรัลเรียกว่าระบาดเลย นักเรียนกลุ่มนี้คงไม่คาดคิดว่า คำพูดและการแสดงอาการที่ไม่สุภาพต่อผู้หญิงไทยคนนั้น กลายเป็นการพูดจาดูถูกคนไทยทั้งประเทศเลย
เรื่องที่ควรจะเป็นเรื่องระหว่างนักเรียนกลุ่มหนึ่งกับคนไทยคนหนึ่ง ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะคนไทยจำนวนมากที่ได้อ่าน ดู และฟังทั้งภาพและเสียงก็ไม่พอใจ โดยเฉพาะข้อความที่ว่า ขอโทษนะที่เอาเงินมาให้แก่ประเทศของคุณ คำพูดนี้แทงใจคนไทยทั้งหลายเพราะเหมือนกับว่า ในเมื่อฉันเอาเงินมาเที่ยวที่เมืองไทยแล้วฉันจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม
คนไทยจำนวนมากไม่พอใจเลยตอบโต้ ไม่ใช่แค่เขียนคอมเมนท์ในโพสของผู้หญิงคนนั้นเท่านั้น แต่ไปเขียนข้อความด่าถึงสถานทูตอิตาลี มีบางคนไปตามว่าเด็กเหล่านี้เป็นใคร ชื่ออะไร มี TikTok หรือ Facebook หรือว่า Instagram อยู่ไหนบ้าง คนไทยเก่งดูจากหน้าตาก็ตามหาจนพบว่า Instagram หรือ Facebook ของเด็กเหล่านี้อยู่ที่ไหนบ้าง จึงส่งข้อความ ส่ง link ไปให้คนไทยทั้งหลาย พากันส่งข้อความรุมถล่มนักเรียนแต่ละคนๆ
เท่านั้นยังไม่พอ ยังตามไปถึงโรงเรียนของนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ที่ไหน มีชื่อโรงเรียนอะไร คนไทยก็เก่งตามจนเจอโดยอาศัยเบาะแสจากภาพในคลิปที่เห็น ดูจากรองเท้า กระเป๋า ก็เขียนข้อความไปด่า ไม่ใช่แค่ตำหนิ แต่ถึงกับด่าเสียๆหายๆ นักเรียนกลุ่มนี้ในที่สุดต้องปิดรับข้อความ ปิดรับคอมเมนท์ใน Instagram เพราะว่าคำรุมด่าเยอะแยะมากไปหมด คงจะเป็นหลายพัน
เท่านั้นยังไม่จบ มีคนตามหาจนพบว่า นักเรียนหลุ่มนี้พักที่โรงแรมอะไร และรู้แม้กระทั่งว่าจะไปเที่ยวที่ไหน หลายคนไปรอแถวพัทยา เพราะได้ข่าวว่านักเรียนกลุ่มนี้จะไปเที่ยวพัทยา ไปกันหลายคนจนกระทั่งตำรวจต้องมาระงับเหตุการณ์ ยังดีที่นักเรียนกลุ่มนี้ไหวตัวทันไม่ไปที่นั่น เพราะถ้าไปก็อาจเกิดการปะทะกัน คนไทยหลายคนหักห้ามใจไม่อยู่ อยากจะไปรุมประชาทัณฑ์ หรือถ้าพูดแบบประสาชาวบ้านคือไปรุมกระทืบ หาว่าดูถูกประเทศไทย พูดจากิริยามารยาทอุบาทว์มาก
นักเรียนกลุ่มนี้คงจะนึกไม่ถึง กิริยามารยาทที่แสดงออกบนรถไฟฟ้า BTS เพียงแค่ไม่กี่นาที จะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ถึงกับมีการไปตามหาจนพบว่าชื่ออะไร มีบัญชี Facebook Instagram ใช้ชื่อว่าอะไร
ยุคสมัยที่ไม่มีเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป
นี่เป็นข้อเตือนใจว่า เดี๋ยวนี้ทำอะไรไป ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเสียแล้ว เพราะหูตาเยอะมาก ทั้งโทรศัพท์มือถือ ทั้งกล้องวงจรปิด บางคนลัดคิว บางคนจอดรถในที่จอดของคนพิการ สมัยก่อนทำได้เพราะคิดว่าคนไม่เห็น แต่สมัยนี้มีคนเห็น และบางคนก็ตามล่า บางทีตามไปถึงบริษัท ถึงที่ทำงาน ตามถึงบ้าน ถึงพ่อถึงแม่ เรื่องที่คิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต
เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจพวกเรารวมทั้งพระด้วย จะทำอะไรคิดว่ารู้กันแค่ไม่กี่คน ที่ไหนได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศทั่วโลก และข้อมูลที่ควรจะเป็นส่วนตัว เช่น พักที่โรงแรมไหน พักบ้านไหน เดี๋ยวนี้ไม่เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว
โลกนี้เปลี่ยนไปเยอะ ในแง่หนึ่งหมายว่าจะทำอะไรต้องระวัง จะทำตามอำเภอใจ หรือทำตามความคะนองอย่างใดแล้วคิดว่าคนไม่เห็น อันนี้เป็นความคิดที่ผิดเสียแล้ว
สำหรับเรื่องนี้ทำท่าจะบานปลาย เพราะคนไทยจำนวนมากไม่ยอม มีคนหนึ่งไปหานักเรียนกลุ่มนี้ที่โรงแรม ไปต่อว่าด้วยความไม่พอใจ ดีที่ไปคนเดียว เพราะถ้าไปเป็นกลุ่มสงสัยจะเกิดการปะทะกัน แล้วจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะว่าถ้าคนไทยไปทำอะไรนักเรียนกลุ่มนี้ ก็จะกลายเป็นข่าว ข่าวก็ต้องการจะเผยแพร่ให้ดังอยู่แล้ว ถ้าเรื่องไปถึงอิตาลี คนไทยในอิตาลีก็จะซวย เพราะคนอิตาลีก็จะเล่นงานคนไทยบ้าง
อันนี้เป็นเรื่องที่คนไทยในเมืองไทยไม่รู้นะว่า จะทำอะไรลงไปนึกว่าจบแค่นี้ ทีไหนได้ระบาดไปไกลถึงประเทศอิตาลี คนไทยที่นั่นก็ซวย คนไทยที่นั่นก็ขอร้องเลย ขอร้องคนไทยที่นี่ว่า อย่าทำอะไรนักเรียนอิตาลี เพราะไม่ใช่แค่เสียหายประเทศไทย จะเดือดร้อนถึงพวกเขาด้วย
แต่เรื่องนี้สุดท้ายจบลงด้วยดี หมายความว่า ทางนักเรียนคณะนี้รวมทั้งครู ทำคลิปขอขมาที่ทำอะไรล่วงเกินคนไทย แล้วมีการยอมรับผิด ยอมให้ตำรวจปรับ ตำรวจต้องปรับไปตามกฎหมาย เพราะว่าคำพูดของครูและนักเรียนบางคนถือเป็นการล่วงละเมิด เป็นการหมิ่น ก็ปรับกันไปพอเป็นพิธี
พฤติกรรมเมื่อเดินทางและไปอยู่ต่างถิ่น
นี่เป็นเรื่องราวที่สอนใจ ที่จริงไม่ใช่แค่เฉพาะนักเรียนจากอิตาลีเท่านั้น คนไทยเวลาไปเมืองนอกก็ต้องระวังเพราะขึ้นชื่อนัก เวลาไปคนเดียวไม่เท่าไหร่ก็เรียบร้อยสงบเสงี่ยม แต่พอไปเป็นฝูงจะคะนอง เป็นอย่างนี้ทุกประเทศ
อาตมาเคยไปอินเดีย ไปเนปาล มีนักศึกษาสิงคโปร์ไปด้วยหลายคน นักศึกษาสิงคโปร์เวลาอยู่ในประเทศตัวเองก็เรียบร้อย มีระเบียบ ไม่แซงคิว แต่พอออกไปนอกประเทศนี่คนละเรื่อง อาจารย์ส่ายหัวเลย เวลาเขาแจกของก็แย่งกันไปรับ ไม่ได้เรียงคิว อาจารย์บอกว่านักศึกษาสิงคโปร์เวลาอยู่ในประเทศเรียบร้อยเพราะประเทศเข้มงวดมาก แต่พอออกจากสิงคโปร์ก็ไม่มีระเบียบเลย เห็นแก่ตัวมาก นี่แสดงว่าเป็นอย่างนี้กันทั่วโลก
คนไทยยิ่งเป็นหนักเพราะเวลาไปญี่ปุ่นหรือไปไหน เอะอะโวยวาย ไม่รู้ธรรมเนียมเวลานั่งรถไฟฟ้าหรือรถไฟ เขาจะไม่ใช้เสียง มีโทรศัพท์ก็ปิดเสียง ใช้แต่สัญญาณ แม้แต่พูดคุยกันก็ไม่มี มีแต่ส่งข้อความ แต่คนไทยเราไปญี่ปุ่นก็ไม่รู้เรื่องเลย ว่างก็ใช้โทรศัพท์มือถือคุย ไม่ได้คุยเสียงดังแต่มันก็ไม่ถูก แล้วขยะซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก ขวดน้ำที่กินแล้ว พอใช้เสร็จแล้วก็เสียบไว้ตรงเบาะหลัง เมืองไทยทำแบบนั้นกัน แต่ที่ญี่ปุ่นทำไม่ได้ ต้องเก็บไปทิ้งที่ถังขยะ
ย้อนกลับมาที่นักเรียนอิตาลี เป็นคติสอนใจคนที่เดินทางไปตามที่ต่างๆ แต่ที่จริงแล้วสอนใจคนไทยด้วย เพราะว่าอาการของคนไทยจำนวนไม่น้อยน่าห่วงมาก เพราะทำท่าจะใช้ความรุนแรงกับคณะนักเรียนกลุ่มนี้ แต่ดีที่ไม่เกิดเหตุร้ายเสียก่อน เพราะว่าฝ่ายอิตาลีกลุ่มนี้ยอมขอขมา
ระวังใจตนเองเมื่อเจอความไม่ถูกต้อง
แต่เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อย เวลาเราเจอใครที่ทำอะไรไม่ถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องเป็นคนต่างประเทศ เป็นคนไทยด้วยกัน เช่น พวกติดยาไปล๊อคคอเด็ก พลเมืองดีช่วยเด็กเอาไว้ได้ พอช่วยเด็กได้แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคนติดยา ก็ไปรุมกระทืบเขา หรือเวลาเจอคนบ้าพูดอะไรไม่ถูกต้อง ลบหลู่สถาบันที่เรานับถือ คนจำนวนมากก็เข้าไปรุมกระทืบ มีบางรายถูกกระทืบถึงตาย
นี่สอนใจเราว่า เวลาเจอใครทำอะไรไม่ถูกต้อง สิ่งแรกที่เราควรทำคือดูแลใจของเรา มิฉะนั้นใจของเราจะเผลอจะผลักให้เราทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องยิ่งกว่า อย่างกลุ่มนักเรียนอิตาลีก็ไม่ได้ทำอะไรที่รุนแรงมาก แต่เพราะความคะนอง แต่คนไทยจำนวนหนึ่งเกือบทำอะไรแย่ไปกว่าที่เด็กๆกลุ่มนั้นทำ
เวลาเราเจออะไรหรือใครทำอะไรไม่ถูกต้อง สิ่งที่เราต้องระวังคือระวังว่าคนเหล่านั้นหรือความไม่ดีของคนเหล่านั้น จะดึงเอาด้านมืดของเราออกมา คนทุกคนมีด้านมืด ซึ่งถ้าหากว่าไม่ระมัดระวังเวลาเจอความไม่ถูกต้องของใครบางคน ด้านมืดนั้นจะถูกดึงออกมา และจะมาครอบงำเรา ทำให้เราทำสิ่งที่เลวร้าย และบางครั้งเลวร้ายกว่าคนที่เราเห็นว่าทำอะไรไม่ถูกต้อง
เมื่อความโกรธเปลี่ยนคนดีให้กลายเป็นผู้ร้าย
มีเยอะเลยนะ คนที่ดูสุภาพเรียร้อย หรือเรียกว่าเป็นคนดี แต่สุดท้ายกลายเป็นฆาตกร เพราะว่าเจอคนใกล้ตัวที่ทำอะไรที่ไม่ถูกต้องในสายตาของตัวเอง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ หมอวิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ ใครจะคิดว่าหมอที่สุภาพเรียบร้อย เป็นรองศาสตราจารย์ จะกลายเป็นฆาตกรฆ่าหั่นศพเมียตัวเอง แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว ทำไปแล้ว
หลายคนที่เรียนกับหมอวิสุทธิ์บอกว่า ไม่คิดเลยว่าหมอวิสุทธิ์จะทำแบบนี้ได้ แกสุภาพมาก ยังไม่พูดถึงอนาคตที่กำลังรุ่งโรจน์ เป็นหมอที่ทักษะในการทำเด็กหลอดแก้วเป็นอันดับต้นๆของเอเชีย เป็นรองศาสตราจารย์ที่สุภาพเรียบร้อย กลายเป็นฆาตกรได้อย่างไร แล้วคนที่ถูกฆ่าไม่ใช่ใครก็เป็นเมีย ถ้ามองในอีกแง่หนึ่งคือว่า แกเจอความไม่ถูกต้องบางอย่างของเมียจึงทนไม่ได้
มีนักบรรยายสารคดีคนหนึ่ง เป็นคนธรรมะธัมโมมาก บรรยายสารคดีธรรมะ เป็นหลักในการทำสารคดีธรรมะ เช่น มีรายการหนึ่งมาทำรายการของหลวงพ่อคำเขียนเมื่อ 30 ปีก่อน ก็ได้อาศัยคนนี้มาเป็นผู้บรรยายสารคดี เป็นผู้บรรยายที่ได้รับรางวัลระดับชาติ แต่ว่าวันดีคืนดีก็กลายเป็นฆาตกร ฆ่าลูกแล้วตกใจทำใจไม่ได้ เลยยิงตัวเองตายตาม
เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเพราะว่า ตอนตัวเองอายุมาก 75 ปี และรักลูกมาก มีมรดก มีเงินก็โอนให้ลูกเป็นล้านๆ ขายที่ได้ก็โอนเงินให้ลูก เพราะลูกต้องการเงิน และคงจะมอบเงินที่มีให้กับลูกเพื่อเป็นมรดก เพราะตัวเองก็อายุ 75 ปีแล้ว แต่ตัวเองไม่สบายเป็นเบาหวาน เป็นโรคคนแก่หลายโรค เงินที่เก็บไว้คงใช้ไปหมด
แล้ววันหนึ่งขอเงินลูก 5 หมื่นเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล ลูกบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงไม่ให้ คงจะเป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้งจนกระทั่งพ่อโกรธมาก อุตส่าห์ด้วยเงินของตัวเองมีเท่าไหร่ก็ให้ลูก แต่ลูกไม่มีความกตัญญูรู้คุณพ่อ ขอแค่ 5 หมื่นไม่ให้ โกรธมากเลยยิงลูกตาย ลูกอกตัญญู พอรู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปก็ตกใจ เลยฆ่าตัวตายตาม
คนก็นึกไม่ถึงว่าคนที่ธรรมะธัมโมจะทำแบบนั้นได้ แต่คนเราเวลาเจอใครที่ทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เจอลูกอกตัญญูจึงเกิดความแค้นขึ้นมา กลายเป็นคนละคนไปเลย บางทีลูกฆ่าพ่อ หลวงพ่อคำเขียนเคยเล่าถึงผู้ชายคนหนึ่งรักเมียมาก แต่เมียถูกพ่อของตัวเองตำหนิเป็นประจำ แล้วพ่อชอบมายุ่มย่ามคือชอบมาตำหนิ ชอบจับผิด
มีวันหนึ่งฝ่ายชายทำงานอยู่ในนา ปรากฏว่าเมียขี่จักรยานมาจากบ้าน ร้องห่มร้องไห้ บอกว่าถูกพ่อด่าแรงๆ ผัวก็เคยบอกพ่อแล้วว่า อย่ามายุ่งกับเมียผม แต่พ่อคงจะเป็นคนเจ้าอารมณ์ แล้วชอบยุ่มย่ามเจ้ากี้เจ้าการ ลูกรำคาญมากแต่คราวนี้ทนไม่ได้บอกพ่อหลายครั้งแล้วว่า อย่ามายุ่งกับเมียของผม คราวนี้เมียถูกพ่อด่าอีกก็โกรธ ขี่มอเตอร์ไซด์กลับไปที่บ้านเอาปืนมา เห็นพ่อกำลังสานกระบุ้งตะกร้าอยู่ ก็ปราดเข้าไป ไม่พูดไม่จา ยิงพ่อ พ่อตกใจเอามือป้องเอาไว้ แต่ไม่เป็นผล
ลูกฆ่าพ่อได้อย่างไร คนเหล่านี้ก็เป็นคนดี ไม่มีใครคิดว่าจะฆ่าได้ เหมือนกับพ่อที่เป็นนักบรรยายสารคดีธรรมะที่กลายเป็นคนละคน ทำไมถึงกลายเป็นคนละคน เพราะเจอความไม่ถูกต้อง บางคนเจอความไม่ถูกต้องของเมีย บางคนเจอความไม่ถูกต้องของลูก อีกคนเจอความไม่ถูกต้องของพ่อ
อำนาจทำลายล้างของความโกรธและความเกลียด
เวลาเจอความไม่ถูกต้องของใครจึงต้องระวัง เพราะมันสามารถดึงเอาความดำมืดของเราออกมา และทำให้เรากลายเป็นผู้ร้าย คนที่เกกมะเหรกเกเรหรือผู้ร้ายอย่างมากก็แค่เอาทรัพย์สมบัติของเราไป คนเหล่านี้เป็นคนที่นิสัยไม่ดีอยู่แล้ว ก็มาขโมย คนเหล่านี้ยังไม่ร้ายเท่ากับคนใกล้ตัวของเราที่ทำอะไรไม่ถูกต้อง หรือจะเป็นคนไกลตัวก็ตาม ความน่ากลัวอยู่ที่ว่า มันสามารถจะดึงเอาความชั่วร้ายของเราที่กบดานอยู่ในใจเราออกมา
ที่จริงคนเหล่านั้นทำอะไรเราไม่ได้ แต่สิ่งที่มันทำได้เพราะเราปล่อยให้เกิดความโกรธความเกลียดครองใจ ความโกรธความเกลียดนี้ที่เป็นตัวดึงเอาความดำมืดในใจของเราออกมา โกรธเกลียดเมื่อไหร่เราก็สามารถจะกลายเป็นคนละคน
แล้วคนดีเวลาจะโกรธเกลียด ก็โกรธเกลียดคนที่ทำอะไรไม่ถูกต้อง เห็นแก่ตัว อกตัญญู ไม่รักชาติ เหยียดหยามประเทศ หรือว่าดูถูกดูหมิ่นศาสนา เวลาเจอความไม่ถูกต้องแบบนี้ คนดีจะเกิดความโกรธความเกลียดขึ้นมา และความโกรธความเกลียดนี้ที่จะดึงเอาความดำมืดในใจของเราออกมา ทำให้พ่อฆ่าลูก ทำให้ลูกฆ่าพ่อ ทำให้ผัวฆ่าเมีย
ก็เป็นเรื่องเดียวกับที่คนไทยจำนวนไม่น้อยอยากไปรุมกระทืบนักเรียนอิตาลี หรือว่าคนจำนวนไม่น้อยที่เคยลงมือรุมกระทืบพวกติดยาที่ไปรังแกเด็ก หรือพวกที่พูดจาดูหมิ่นศาสนา
การดูดซับความไม่ดี และสำคัญที่การมีสติ
ฉะนั้นเวลาเราเจอความไม่ถูกต้องของใครต้องระวัง ไม่ใช่ระวังคนเหล่านั้นแต่ระวังใจของเรา ระวังใจของเราว่าความโกรธความเกลียดที่เกิดขึ้น จะดึงเอาความชั่วร้ายในตัวเราออกมา แล้วทำให้เรากลายเป็นอีกคนหนึ่งไป
เป็นคนดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีสติด้วย เพราะถ้าไม่มีสติจะปล่อยให้ความโกรธความเกลียดครอบงำใจ ยิ่งยึดติดในความถูกต้องมากเท่าไหร่ยิ่งต้องระวัง เพราะพอยึดติดในความถูกต้องเมื่อเห็นความไม่ถูกต้องก็จะเกิดความโกรธความเกลียดขึ้นมา
ความโกรธความเกลียดนอกจากจะดึงเอาความชั่วร้ายออกมาจากใจเราแล้ว ยังน่ากลัวอีกอย่างเพราะจะเป็นตัวคอยดูดซับความไม่ดีของคนอื่นมาไว้ที่ตัวเรา ลูกที่เกลียดพ่อที่เจ้าชู้ เล่นการพนัน ชอบทำร้ายแม่ หลายคนสุดท้ายก็มีพฤติกรรม มีนิสัยเหมือนพ่อเลย เจ้าชู้ เล่นการพนัน ทำร้ายเมีย หรือว่าใช้ความรุนแรงกับลูก
แปลกนะ โกรธพ่อเกลียดพ่อที่มีพฤติกรรมไม่ดี แต่ตัวเองกลับซึมซับรับเอาพฤติกรรมของพ่อมา เพราะความโกรธความเกลียดนี้ที่เป็นเหมือนประตูใจ ที่จะดูดซับเอาความไม่ดี
ตำรวจที่สู้กับผู้ร้าย เห็นความไม่ดีของผู้ร้าย พยายามเอาชนะผู้ร้ายทุกวิถีทาง สุดท้ายก็ดูดซับเอานิสัยของผู้ร้ายมาไว้ในตัว ตำรวจจำนวนมากจึงมีพฤติกรรมเหมือนโจร ยัดยา เรียกค่าไถ่ หรือว่าเรียกสินบนสารพัด จนเรามีคำว่า โจรในเครื่องแบบ นี่เป็นเพราะว่าความโกรธความเกลียดต้องการเอาชนะโจร ความโกรธความเกลียดถ้าไม่ระวังมันจะเป็นตัวดูดซับความไม่ดีของคนที่เราโกรธเกลียดมาไว้ในใจเราเอง
ฉะนั้นผู้ที่ใฝ่ธรรมเวลาเจอคนไม่ดีจึงต้องระวัง ไม่ใช่ระวังอะไรแต่ระวังใจเราว่า ความโกรธความเกลียดที่เกิดขึ้นจะดึงเอาความชั่วร้ายในใจเราออกมา ทำให้เรากลายเป็นอีกคนเหมือนกับถูกผีเข้าสิง หรือมิฉะนั้นมันก็จะคอยเป็นตัวดูดซับเอาความไม่ดีของคนอื่นมาไว้ในตัวเรา เราเกลียดเขาอย่างไรเราก็เป็นอย่างนั้น
อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กรณีนักเรียนอิตาลีบอกอะไรมากเกี่ยวกับพฤติกรรมของคน ทั้งฝ่ายผู้กระทำและผู้ที่รู้สึกว่าถูกดูถูกเหยียดหยามซึ่งก็คือคนไทย
…
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมเย็นวันที่ 27 กรกฎาคม 2569
บันทึกเสียง PhraTu / ถอดเสียง Not / เรียบเรียง Nok
