ผี เดอะโกสท์ อุปาทาน

ผีร้ายในใจเรา

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

บางครั้ง…สิ่งที่ทำให้เราทุกข์ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงภายนอก แต่อยู่ที่ ‘ใจ’ ที่ยึดมั่นกับอดีต หรือคำพูดบางคำ จนกลายเป็นพันธนาการที่เราผูกมัดตัวเองโดยไม่รู้ตัว

จากจุดนี้เอง หลวงพ่อปัญญานันทะ ได้ใช้เรื่องราวจากนิทานเซนเรื่องหนึ่ง เพื่อชี้ให้เห็นว่า ผีที่ตามหลอกหลอนเรา อาจไม่ใช่วิญญาณของใคร แต่คือเงาของความยึดมั่นในใจเราเอง…ท่านอธิบายว่า

“มันมีบางสิ่งบางประการที่ทำคนไม่ก้าวหน้า แต่ไม่รู้ตัวว่ากำลังติดอยู่ในเรื่องนั้นคือความยึดถือในอะไรบางอย่างที่มันไม่ค่อยจะถูกจะตรง หรือว่ากิเลสบางอย่างมันหลอกให้เราเสียหายได้แต่เราไม่รู้ว่านั่นมันเป็นกิเลส…”
ท่านเล่านิทานให้ฟังว่า

“ได้อ่านหนังสือนิทานของพวกเซน มีเรื่องหนึ่งเข้าทีเหมือนกัน เขาเล่าว่านายคนนั้น ชื่อก็ญี่ปุ่นนั้นชื่ออะไรจำไม่ค่อยได้…มีภรรยาที่รักใคร่กันดี ต่อมาภรรยาเจ็บหนัก…ก็เรียกสามีเข้ามานั่งใกล้ๆ แล้วก็บอกว่า

   เธออย่าจากฉันไป แม้ว่าฉันจากเธอไปแล้วทางร่างกาย แต่วิญญาณของฉันจะไม่จากเธอไปเป็นอันขาด ฉันจะมาอยู่ใกล้ ๆ เธอ แล้วก็สัญญา และบอกว่าไม่สบายใจถ้าหากว่าเธอไปมีภรรยาใหม่ ฉันจะทำอะไรทุกอย่างให้เธอเกิดความทุกข์ความเดือดร้อนตลอดไป แล้วภรรยาก็ตาย

   เมื่อตายไปแล้วเขาก็รักษาคำมั่นสัญญาอยู่ได้สัก ๒-๓ เดือน เขาก็คิดว่ามันลำบากอยู่อย่างนี้ ไม่มีแม่บ้าน ไม่มีใครดูแลบ้าน ก็คิดว่าควรจะมีภรรยาใหม่ เลยไปชอบกับคน ๆ หนึ่ง ตกลงปลงใจกันว่าจะแต่งงานกันแล้ว

    แต่ว่าเมื่อไปตกลงอย่างนั้นกลางคืนก็มีอาการฝันไปว่า วิญญาณของภรรยาเก่ามาหา โกรธ ดุอย่างนั้นดุอย่างนี้ บอกว่าฉันรู้แล้วนะว่าเธอไม่ซื่อตรงต่อฉัน ไม่ซื่อตรงต่อสัญญา แต่ไปกอดกับแม่คนนั้นที่บ้านนั้นแล้วก็จะแต่งงานกัน ฉันจะไม่ละทิ้งความโกรธทั้งที่ได้สัญญากันไว้ ฉันจะทำให้เธอเป็นทุกข์เรื่อยไป

   เขาก็มีความทุกข์ ทุกคืนมีความทุกข์อย่างนี้เลยไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ไปบอกกับเพื่อนฝูงมิตรสหาย เพื่อนบอกว่าไปหาพระสิ พระท่านจะได้แนะแนวทางให้ว่าจะแก้ไขอย่างไร

ผี อุปาทาน ปัญญนันทภิกขุ

   เขาได้ไปเล่าเรื่องให้พระฟัง พระท่านก็บอกว่าวิญญาณของภรรยาเธอนี่ช่างรู้ไปเสียหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน…เอาใหม่ เธอจะต้องกำเมล็ดถั่วไว้สักกำมือหนึ่ง แล้วภรรยาเธอมาก็ถามว่า เธอทายได้ไหมว่าเมล็ดถั่วในกำมือฉันมันมีสักเท่าไร ถ้าหากว่าทายถูกแล้วล่ะก็ฉันจะไม่มีภรรยาใหม่ แต่ถ้าทายไม่ถูกฉันก็จะต้องผิดสัญญากับเธอสักทีนะ เธอมันทรมารฉันมานานแล้ว

   แล้วเวลาจะนอนเขาก็เอาถั่วใส่ถุงไปวางไว้ใกล้ ๆ พอฝันก็นึกขึ้นได้ เอามือกำถั่วไว้แล้วก็พูดไปเหมือนกับฝันนั่นแหล่ะ พูดไปบอกว่า เธอมันเก่งนักหนานะรู้อะไรไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง วันนี้ฉันอยากจะท้ากันหน่อย เธอรู้ไหมว่าถั่วในถุงที่ฉันถืออยู่นี่มีจำนวนเท่าไร ถ้าเธอตอบได้ฉันจะไม่แต่งงาน แต่ถ้าตอบไม่ถูกนับกันดูแล้วไม่ถูกล่ะก้อ ฉันจะต้องรื้อสัญญากันเสียที ไม่ถือสัญญาต่อไป

   ไอ้เจ้าผีนั้นก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าถั่วมีเท่าไร…ก็เลยรื้อสัญญากัน

   พอไปหาอาจารย์อีกทีหนึ่ง อาจารย์ก็บอกว่ามันไม่ใช่ผีสางอะไรที่ไหนหรอก มันเป็นความรู้สึกอยู่ในใจของเธอเอง แล้วเธอเองก็ไม่รู้ว่าถั่วมันมีเท่าไรในถุงนั้น เธอผู้ถือถั่วเองยังไม่รู้เลย แล้วผีมันจะรู้ได้อย่างไร ตั้งแต่นี้ต่อไปมันก็หมดพันธะเลยก็นอนหลับสบาย ไม่มีความทุกข์มีปัญหาต่อไป

   นิทานเรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องชี้ให้เห็นว่า อะไร ๆ ที่เกิดขึ้นในใจของเรานั้น มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับว่าการผูกพันไว้ยึดมั่นถือมั่นไว้ในใจ เป็นอุปาทานนั่นเอง อุปาทานเรื่องยึดมั่นอย่างนี้บางทีก็หลอกคนได้เหมือนกัน”

สรุปข้อคิดตามแนวพุทธศาสนา

1. “ผี” ที่แท้ คือความคิดในใจเราเอง

   แม้ชายผู้นั้นจะเชื่อว่าโดนวิญญาณภรรยาเก่าตามหลอกหลอน แต่แท้จริงแล้ว ความรู้สึกผิดและความยึดมั่นในคำสัญญาเก่าเป็นตัวการที่สร้าง “ภาพผี” ขึ้นในใจ จิตที่ยังไม่ปล่อยวางก็สร้างทุกข์ให้ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

→ ทุกข์ในชีวิตหลายอย่าง ไม่ได้เกิดจากภายนอก แต่เกิดจาก “ใจที่ไม่ปล่อย”

2. ความรู้สึกผิดเป็นของจริง แต่ไม่จำเป็นต้องแบกตลอดไป

   ภรรยาอาจตายไปแล้ว แต่คำพูดของเธอกลายเป็น “เงา” ที่หลอกหลอนความรู้สึกของชายผู้นั้น เขายังผูกพันจนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นความรัก อะไรคือความกลัวการผิดคำสัญญา

→ การรู้เท่าทันตนเอง สำคัญกว่าการพยายามรักษาสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

3. การคลี่คลายปัญหา ต้องใช้สติและปัญญา ไม่ใช่การหนีหรือเชื่อไสยศาสตร์

   พระในเรื่องไม่ได้ใช้วิธีขับไล่ผี แต่ให้ชายคนนั้นกลับมาสังเกตใจตัวเองด้วยวิธีธรรมดาอย่าง “การกำถั่ว” เพื่อให้รู้ว่าแม้แต่ตนเองยังไม่รู้ แล้วจะมีผีไหนไปรู้ได้

→ ความเข้าใจตนเองและความไม่รู้ของตัวเอง เป็นกุญแจปลดล็อกอุปาทาน

4. อุปาทาน คือสิ่งที่เราสร้างเอง แล้วเชื่อว่ามันจริง

   เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนว่า ความทุกข์ที่เกิดจากใจ มักไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นเรื่องที่เรา ทำให้มันจริง ด้วยความเชื่อ ความกลัว หรือความผูกพัน

→ ปล่อยวางความเชื่อที่บีบรัดจิตใจ แล้วเราจะเป็นอิสระ

ใจที่ยังผูกพัน ย่อมถูกอดีตตามหลอกหลอน แต่ใจที่ปล่อยวางได้ ย่อมเป็นอิสระจากทุกผี หรือพูดได้ว่า ไม่มีผีไหนน่ากลัวเท่าผีที่เราสร้างขึ้นในใจ

Share