การเมือง

ธรรมะกับการเมือง ธรรมโฆษณ์
หนังสือ “ธรรมะกับการเมือง” ของพุทธทาสภิกขุ ชวนเรามองการเมืองใหม่ ไม่ใช่ในฐานะสนามของอำนาจและผลประโยชน์ แต่เป็นหน้าที่ของมนุษย์ในการจัดระเบียบสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เมื่อการเมืองมีธรรมะเป็นหัวใจ การเมืองจึงไม่ใช่เรื่องสกปรก แต่เป็นหนทางหนึ่งของการลดความเห็นแก่ตัว สร้างสันติภาพ และทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น
Gemini_Generated_Image_2kzo0g2kzo0g2kzo
หลายคนเชื่อว่า Identity Politics คือการเมืองใหม่ แต่พุทธทาสภิกขุชี้ว่า หากยังขับเคลื่อนด้วย “ตัวกู–ของกู” การเมืองก็เป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่—บทวิเคราะห์การเมืองตะวันตก ไทย และทางออกที่โลกยังไม่เคยเห็น
c01523_cr
คำว่า “ศาสนาต้องแยกจากการเมือง” อาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป พุทธทาสภิกขุเสนอว่า การเมืองและธรรมะแท้จริงคือเรื่องเดียวกัน มารื้อภาพจำเดิมและมองการเมืองเสียใหม่
อ.จ พุทธทาส (377)_cr
การเมืองในโลกนี้มีอยู่เพียงสองแบบเท่านั้น คือ การเมืองของสัตบุรุษ และ การเมืองของอสัตบุรุษ โดยไม่มีพื้นที่สีเทาและไม่มีข้ออ้างว่าความสกปรกเป็นสิ่งจำเป็น ชวนตั้งคำถามว่า การเมืองที่ถูกต้องตามกระบวนการแต่สร้างความแตกแยกและทำให้ขาดสันติในสังคมนั้นยังสมควรถูกเรียกว่าการเมืองตามความมุ่งหมายเดิมหรือไม่ และปัจจุบันยังหลงเหลือการเมืองของสัตบุรุษอยู่ไหมในโลกนี้?
อ.จ พุทธทาส (343)
ธรรมะกับการเมืองไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกัน แต่ยังเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ และเมื่อเข้าใจถึงแก่นแท้แล้ว ทั้งสองสิ่งคือเรื่องเดียวกัน
Gemini_Generated_Image_gufqyzgufqyzgufq
การเมืองในทรรศนะของพุทธทาสภิกขุไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเลือกตั้ง การแย่งชิงอำนาจ หรือการบริหารประเทศ แต่มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น แก่นแท้ของการเมือง คือ การจัดการส่วนรวมเพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขสันติไม่มีปัญหา
ChatGPT Image Aug 27, 2025, 03_39_50 PM
ศาสนาและการเมืองมิใช่สิ่งแยกจากกัน หากแท้จริงแล้วมีเป้าหมายร่วมคือสันติสุขของมนุษย์ การเมืองที่บริสุทธิ์ย่อมเป็นศีลธรรม และพระพุทธเจ้าคือยอดนักการเมืองผู้สร้างสันติภาพโดยไม่ใช้อาวุธ
picture20220727171544
พุทธทาสภิกขุชี้ “ธรรมะคือผู้ปกครองที่แท้จริง” ประชาธิปไตยแบบ “ของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน” จะกลายเป็นนรกหากขาดธรรมะ เพราะแท้จริงแล้วผู้ปกครองสูงสุดคือ “ธรรม” ไม่ว่าระบอบใด—แม้แต่เผด็จการ—ก็ใช้ได้ หากประกอบด้วยธรรมะ