ธรรมโฆษณ์ เรื่อง ธรรมะกับการเมือง
Gemini_Generated_Image_gufqyzgufqyzgufq

ธรรมโฆษณ์ เรื่อง ธรรมะกับการเมือง

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

หนังสือ “ธรรมะกับการเมือง” ในชุดธรรมโฆษณ์ของพุทธทาสภิกขุ นำเสนอทรรศนะว่า ธรรมะและการเมืองคือสิ่งเดียวกันและไม่อาจแยกออกจากกันได้ การเมืองในความหมายที่แท้จริงคือหน้าที่ของมนุษย์ในการจัดการแก้ปัญหาของสังคมเพื่อให้เกิดสันติสุข ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของ “ธรรมะ” ในฐานะหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ

พุทธทาสภิกขุวิเคราะห์ว่า การเมืองในยุคปัจจุบันได้กลายเป็น “การเมืองสกปรก” เพราะถูกแยกออกจากธรรมะ ส่งผลให้ถูกขับเคลื่อนด้วยความเห็นแก่ตัว (กิเลส) และมุ่งหวังประโยชน์ส่วนตนหรือพรรคพวกมากกว่าประโยชน์ของสังคมโดยรวม ปัญหานี้เกิดจากการที่มนุษย์ขาดความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในเรื่องการเมืองและธรรมะ และขาด “อิสรภาพทางปัญญา” ซึ่งเป็นภาวะที่จิตใจไม่ตกเป็นทาสของความเชื่อที่งมงาย

แนวทางแก้ไขคือการสร้าง 
“การเมืองบริสุทธิ์” หรือ “ธรรมิกสังคมนิยม” ซึ่งเป็นระบบที่ทุกคนในสังคมร่วมมือกันเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม โดยมีหลักการสำคัญคือความไม่เห็นแก่ตัว ผู้นำในระบบนี้เปรียบได้กับ “นักการเมืองของพระเจ้า” โดยคำว่า “พระเจ้า” ในที่นี้มิได้หมายถึงเทพเจ้าตามความเชื่อทางศาสนา แต่หมายถึง “กฎของธรรมชาติ” ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดที่ควบคุมทุกสรรพสิ่ง ดังนั้น นักการเมืองในอุดมคติคือผู้ที่เข้าใจและปฏิบัติตนสอดคล้องกับกฎธรรมชาติ ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของมหาชนอย่างแท้จริง การจะบรรลุถึงสังคมอุดมคติดังกล่าวได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และการมีอิสรภาพทางปัญญาตามหลัก “กาลามสูตร” เพื่อให้สามารถเลือกผู้นำที่มีธรรมะและร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่สงบสุขได้อย่างยั่งยืน
2026 01 10 094022 1

1. นิยามใหม่ของ “การเมือง” และ “ธรรมะ”

พุทธทาสภิกขุเริ่มต้นด้วยการรื้อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับคำสองคำที่เป็นหัวใจสำคัญของหนังสือ คือ “การเมือง” และ “ธรรมะ” เพื่อวางรากฐานทางความคิดใหม่ ความหมายที่แท้จริงของ “การเมือง” การเมืองในทรรศนะของพุทธทาสภิกขุไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเลือกตั้ง การแย่งชิงอำนาจ หรือการบริหารประเทศ แต่มีความหมายที่กว้างและลึกซึ้งกว่านั้น

แก่นแท้ของการเมือง: คือการจัดการแก้ปัญหาของส่วนรวม ตั้งแต่ระดับครอบครัว หมู่บ้าน สังคม ประเทศชาติ ไปจนถึงระดับโลก เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ปราศจากปัญหา

การเมืองสองประเภท:
    1. การเมืองบริสุทธิ์ (หรือ การเมืองคือธรรมะ): การเมืองที่มุ่งแก้ปัญหาเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนโดยไม่เห็นแก่ตัว เป็นการทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ
    2. การเมืองสกปรก: การเมืองที่ถูกครอบงำด้วยกิเลส ความเห็นแก่ตัว มุ่งหาประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก กลายเป็นเครื่องมือของการเบียดเบียนและเอารัดเอาเปรียบ

ทุกคนเกี่ยวข้องกับการเมือง: เมื่อการเมืองคือการจัดการให้สังคมสงบสุข มนุษย์ทุกคนในฐานะสมาชิกของสังคมจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง “เราทุกคนต้องสนใจ ‘การเมือง’ เพราะเราเป็นมนุษย์และเป็นเรื่องของโลก”
ความหมาย 4 ระดับของ “ธรรมะ”

คำว่า “ธรรมะ” ถูกอธิบายอย่างเป็นระบบใน 4 ความหมายที่สัมพันธ์กัน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงธรรมะเข้ากับการเมือง
ระดับที่
ชื่อเรียก
คำอธิบาย
1
สภาวธรรม
ธรรมชาติ หรือ สรรพสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมด ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
2
กฎของธรรมชาติ
กฎเกณฑ์ที่ควบคุมความเป็นไปของสรรพสิ่ง (สภาวธรรม)
3
หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ
หน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตจะต้องปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับกฎของธรรมชาติ
4
ผลที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติอย่างถูกต้อง

เมื่อนำนิยามนี้มาพิจารณา จะเห็นได้ว่า 
“การเมืองคือธรรมะ” ในความหมายที่ 3 กล่าวคือ การเมืองคือหน้าที่ของมนุษย์ที่ต้องกระทำเพื่อแก้ปัญหาและสร้างสันติสุขให้แก่โลก ซึ่งเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ

2. “พระเจ้า” ในฐานะอุดมคติทางการเมือง

พุทธทาสภิกขุได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง “พระเจ้า” ในมุมมองที่แตกต่างออกไป เพื่อใช้เป็นอุปมาสำหรับอุดมคติทางการเมืองสูงสุด

นิยามของพระเจ้า: “พระเจ้า” ไม่ใช่ตัวตนหรือบุคคล แต่คือ “กฎของธรรมชาติ” หรือ “กฎอิทัปปัจจยตา” ซึ่งเป็นสภาวะสูงสุดที่ควบคุมทุกสิ่งอย่างเที่ยงตรงและเป็นธรรม พระเจ้าในความหมายนี้คือธรรมะนั่นเอง

พระเจ้าคือยอดสุดของนักการเมือง: เนื่องจากกฎของธรรมชาติบริหารจัดการโลกและจักรวาลได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีข้อบกพร่อง จึงถือได้ว่าพระเจ้า (กฎธรรมชาติ) คือ “นักการเมืองในอุดมคติสูงสุด”

นักการเมืองของพระเจ้า: คือบุคคลที่เข้าใจและปฏิบัติตามกฎของพระเจ้า (กฎธรรมชาติ) อย่างเคร่งครัด เป็นผู้ที่ทำงานเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน มีความเสียสละ และปราศจากความเห็นแก่ตัว พวกเขาคือผู้สร้างสันติสุขที่แท้จริงให้แก่โลก

หน้าที่ของมนุษย์ต่อพระเจ้า: มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎของพระเจ้า คือการทำความดี ละเว้นความชั่ว และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การ “อ่อนน้อมต่อพระเจ้า” คือการปฏิบัติตามกฎธรรมชาตินั่นเอง

3. ระบบการเมืองในอุดมคติ: “ธรรมิกสังคมนิยม”

จากรากฐานแนวคิดข้างต้น พุทธทาสภิกขุได้เสนอระบบการเมืองในอุดมคติที่เรียกว่า “ธรรมิกสังคมนิยม” ซึ่งเป็นการเมืองที่ประกอบด้วยธรรมะอย่างสมบูรณ์

ลักษณะสำคัญ: เป็นระบบที่มุ่งประโยชน์สุขของคนทั้งโลก ไม่ใช่เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทุกคนในสังคมมีความสัมพันธ์แบบช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
หลักการพื้นฐาน: ตั้งอยู่บนความไม่เห็นแก่ตัว ไม่เบียดเบียน ไม่เอารัดเอาเปรียบ ซึ่งตรงกันข้ามกับระบบทุนนิยมที่ส่งเสริมการแข่งขันและการสะสมเพื่อตนเอง
เป้าหมายสูงสุด: เพื่อให้โลกอยู่กันอย่างผาสุก ปราศจากปัญหา โดยไม่ต้องใช้อาวุธหรืออำนาจบังคับ เพราะทุกคนปฏิบัติตาม “ธรรมะ” ซึ่งเป็นหน้าที่ของตนเองโดยสมบูรณ์
พุทธบริษัทเป็นต้นแบบ: สังคมแบบ “พุทธบริษัท” คือตัวอย่างขององค์กรที่สมาชิกทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีธรรมะ มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นโมเดลสำหรับรัฐหรือโลกได้

4. ปัญหาของการเมืองยุคปัจจุบันและแนวทางการแก้ไข

พุทธทาสภิกขุได้ชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาการเมืองร่วมสมัยและเสนอทางออกที่ตั้งอยู่บนหลักการทางธรรมะ

รากเหง้าของปัญหา:
    1. ความเห็นแก่ตัว: การที่นักการเมืองและประชาชนถูกครอบงำด้วยกิเลส ทำให้การเมืองกลายเป็นการแก่งแย่งผลประโยชน์

    2. การขาดอิสรภาพทางปัญญา: การที่ผู้คนไม่ใช้สติปัญญาไตร่ตรอง แต่ตกเป็นทาสของความเชื่อ คำโฆษณาชวนเชื่อ หรืออุดมการณ์ต่างๆ อย่างงมงาย ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างถูกต้อง

แนวทางแก้ไข:
    1. การศึกษาที่ถูกต้อง: ต้องให้การศึกษาแก่ประชาชนเพื่อให้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของ “การเมือง” และ “ธรรมะ” เพื่อให้ตระหนักถึงหน้าที่ของตนเองต่อสังคม
    2. สร้างอิสรภาพทางปัญญา: ส่งเสริมให้คนใช้หลัก “กาลามสูตร” คือ ไม่เชื่อสิ่งใดง่ายๆ จนกว่าจะได้พิสูจน์ด้วยปัญญาของตนเอง เมื่อมีอิสรภาพทางปัญญาแล้ว จะไม่ถูกชักจูงไปในทางที่ผิด และสามารถเลือกผู้นำที่ดีได้
    3. การเลือกผู้นำที่มีธรรมะ: ประชาชนต้องเลือกผู้แทนที่ประกอบด้วยธรรมะ คือเป็นผู้มีความเสียสละและมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง การเมืองที่ดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี “นักการเมืองที่ดี”
    4. ทุกคนต้องร่วมมือกัน: การสร้างสังคมการเมืองที่ดีไม่ใช่หน้าที่ของนักการเมืองเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องนำธรรมะมาใช้ในการดำเนินชีวิตและมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างถูกต้อง

เกี่ยวกับหนังสือ “ธรรมะกับการเมือง”

รายการ
ข้อมูล
หัวข้อบรรยาย
ธรรมะกับการเมือง
ผู้บรรยาย
พุทธทาสภิกขุ
สถานที่
สวนโมกขพลาราม ไชยา
จัดพิมพ์โดย
ธรรมทานมูลนิธิ
ฉบับที่อ้างอิง
พิมพ์ครั้งที่ ๒ (๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗) จำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม
รายละเอียดเพิ่มเติม
เป็นหนังสือธรรมโฆษณ์ หมวดที่ ๒ ชุดปกิณกะพิเศษ หมายเลข ๙๘.จ จัดพิมพ์ด้วยดอกผลทุน “ธรรมทานปริวรรตน์” ในวาระฉลองครบ ๑๐๐ ปี พุทธทาสภิกขุ
Share