อัตชีวประวัติพุทธทาส (ตอนที่ 4/8): ตาสว่าง - ความผิดหวังในพุทธศาสนา คืนข้อสอบ และการตัดสินใจ “ไม่เดินตามโลก”
หลังจากสอบไล่ได้นักธรรมโทสำเร็จในปี พ.ศ. 2470 พระหนุ่มดาวรุ่งแห่งไชยาอย่าง “พระเงื่อม” ก็ถึงคราวต้องก้าวออกจากบ้านเกิด มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2471
การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มาจากความมักใหญ่ใฝ่สูงส่วนตัว แต่เป็นไปตามธรรมเนียมและแรงสนับสนุนของญาติผู้ใหญ่ (โดยเฉพาะคุณอาที่ชุมพร) ซึ่งมุ่งหวังให้ท่านสอบเปรียญธรรมประโยคสูงๆ เพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล
สำหรับพระหนุ่มจากแดนใต้ในเวลานั้น เมืองหลวงเปรียบเสมือนศูนย์กลางแห่งความเจริญและความบริสุทธิ์ ท่านมีความเชื่ออย่างหมดใจว่า พระมหาเถระในกรุงเทพฯ คือผู้ตื่นรู้และเคร่งครัดในพระธรรมวินัยสูงสุด
ท่านเล่าถึงความหวังอันเปี่ยมล้นก่อนการเดินทางไว้ว่า:
“ก่อนไปถึงกรุงเทพฯ เราก็เคยคิดว่า พระที่กรุงเทพฯ มันไม่เหมือนที่บ้านเรา พระกรุงเทพฯ จะดี เคยคิดว่าคนที่ได้เปรียญ ๙ คือคนที่เป็นพระอรหันต์ด้วยซ้ำไป เคยคิดว่ากรุงเทพฯ ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด ควรจะถือเป็นตัวอย่าง”
เมื่อความจริงไม่ได้สวยงาม และกลิ่นเหม็นของเมืองหลวง
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่พรมแดนแห่งเมืองหลวง ท่านได้พำนักที่คณะ 1 วัดปทุมคงคา ภาพฝันอันงดงามเกี่ยวกับดินแดนแห่งพระอรหันต์ก็เริ่มสั่นคลอนตั้งแต่สภาพแวดล้อมทางกายภาพ กุฏิที่ท่านพักอาศัยนั้น ใต้ถุนเต็มไปด้วยฝูงหมูที่ชาวบ้านนำมาเลี้ยงไว้จนแออัด ส่งเสียงร้องและส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ท่านถึงกับได้เห็นสุภาษิต “ดินพอกหางหมู” ด้วยตาตัวเอง เพราะหมูเหล่านั้นเกลือกกลิ้งดินจนพอกหางเป็นก้อนใหญ่แกว่งไปมา
ยิ่งไปกว่านั้น คลองปทุมคงคาหน้าวัดก็เต็มไปด้วยขยะและน้ำเน่าดำคล้ำ ซึ่งบางครั้งเมื่อน้ำขึ้น พระเณรก็ต้องจำใจใช้น้ำที่มีกลิ่นเหม็นนั้นในการอาบและชำระล้างร่างกาย
ความหละหลวมทางวินัย และความมัวเมาในยศถาบรรดาศักดิ์ สภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ ยังไม่ทำร้ายจิตใจท่านเท่ากับ “สภาพความเสื่อมโทรมทางวินัยสงฆ์”
ท่านพบว่าพระเมืองหลวงหลายรูปไม่ได้มุ่งเน้นการดับทุกข์ แต่มุ่งแสวงหาเพียงยศถาบรรดาศักดิ์เพื่อเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จทางโลก (เช่น การหาเงิน หรือสึกออกไปแต่งงาน) ท่านพบความหละหลวมที่ชาวบ้านนอกอย่างท่านรับไม่ได้:
“พอไปเจอจริงๆ มันรู้ว่ามหาเปรียญมันไม่มีความหมายอะไรนัก มันก็เริ่มเบื่อ อยากสึก รู้สึกว่าเรียนที่กรุงเทพฯ มันไม่มีอะไรเป็นสาระ… พระเณรไม่ค่อยมีวินัย มันผิดกับบ้านนอก…เรื่องเกี่ยวกับการกินการฉันก็สรวลเสเฮฮาเหมือนกับคนเมา ฮาฮาตลอดเวลาฉัน ลักษณะนั้นเราเรียนไปตั้งแต่โรงเรียนนักธรรมว่ามันใช้ไม่ได้ นี่อย่างมาต่อยไข่สดต้มไข่หวานหรือทอดประเคนกันเดี๋ยวนั้นเลย มันผิดวินัย”
ท่านยังสะท้อนภาพความเจ็บปวดในยุคที่พระสงฆ์มัวเมาในลาภสักการะว่า พระที่มีหน้ามีตาต้องมีห้องรับแขก มีชุดบุุนวมใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนคหบดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนห่างไกลจากความเรียบง่ายของพระพุทธเจ้า
กบฏในห้องสอบ
ฟางเส้นสุดท้ายของระบบท่องจำ แม้จะผิดหวัง แต่ด้วยความฉลาดไหวพริบ ท่านก็สอบไล่ได้ “เปรียญธรรม 3 ประโยค” มาได้อย่างไม่ยากเย็น
ทว่าเมื่อต้องเรียนสูงขึ้นในระดับเปรียญธรรม 4 ประโยค ท่านเริ่มทนไม่ได้กับระบบการศึกษาที่มุ่งเน้นแต่ “การท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง” มากกว่าการทำความเข้าใจแก่นแท้
จุดแตกหักเกิดขึ้นในห้องสอบ เมื่อท่านแปลความหมายของพระคัมภีร์ด้วยความคิดอิสระ ไม่ยอมแปลแบบ “ยกศัพท์” ตามกรอบเดิมๆ
เช่น คำว่า “โสสานโคปิกา” กรรมการคุมสอบบังคับให้แปลว่า “หญิงผู้เฝ้าซึ่งป่าช้า” แต่ท่านเห็นว่าไม่สละสลวยและคนฟังไม่เข้าใจ จึงแปลเสนอไปใหม่ทั้ง “หญิงผู้รักษาป่าช้า” และ “หญิงผู้คุ้มครองซึ่งป่าช้า” แต่กรรมการก็ปฏิเสธทั้งหมด
เมื่อระบบไม่ยอมรับอิสระทางปัญญา พระเงื่อมจึงตัดสินใจทำสิ่งที่เด็ดเดี่ยวที่สุด นั่นคือ “การถวายหนังสือคืน” (คืนข้อสอบ) และเดินออกจากระบบการสอบเปรียญธรรมตลอดกาล
ท่านยอมรับสภาพการสอบตกเปรียญ 4 ด้วยความโล่งใจ เพราะไฟในการแสวงหายศศักดิ์ได้ดับมอดลงแล้ว:
“ทีนี้พอมาถึงครึ่งปีหลังของการเรียน ป.ธ.๔ มันก็เริ่มไม่สนุก มันเรียนแบบซังกะตาย เรียนด้วยความประมาทแล้วมันเบื่อ รสนิยมมันเริ่มเปลี่ยน…”
จดหมายประวัติศาสตร์ และการเกิดใหม่ในนาม “พุทธทาส” ความผิดหวังซ้ำซากนี้ ไม่ได้ทำให้ท่านทิ้งศาสนา แต่กลับกลายเป็น “แรงผลักดันขั้นรุนแรง” ให้ท่านตาสว่าง
ท่านรู้แล้วว่าปริญญาบัตรแห่งเมืองหลวงไม่อาจนำพาใครไปสู่นิพพานได้
ในที่สุด ท่านจึงตัดสินใจจับปากกาเขียนจดหมายประวัติศาสตร์ถึง “นายธรรมทาส” ผู้เป็นน้องชาย เพื่อประกาศการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต
ถ้อยคำในจดหมายฉบับนั้นเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความหลุดพ้นและวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำ:
“เราตกลงใจกันแน่นอนแล้วว่า กรุงเทพฯ มิใช่เป็นที่จะพบความบริสุทธิ์ เราถลำเข้าเรียนปริยัติธรรมทางเจือด้วยยศศักดิ์ เป็นผลดีให้เรารู้สึกตัวว่าเป็นการก้าวผิดไปก้าวหนึ่ง หากรู้ไม่ทันก็จะต้องก้าวผิดไปอีกหลายก้าว…”
และนี่คือประโยคทองอันทรงพลัง ที่กลายเป็นปฐมบทของการทิ้งยศถาบรรดาศักดิ์ และเตรียมก้าวสู่การเกิดใหม่:
“เราเดินตามโลก ตั้งแต่นาทีแรกที่เกิดมา จนถึงนาทีที่มีความรู้สึกนี้ ต่อไปเราจะไม่เดินตามโลก และลาโลกไปค้นหาสิ่งที่บริสุทธิ์ ตามรอยพระอริยะ”
จากพระภิกษุหนุ่มที่กำลังจะมีอนาคตไกลในวงการคณะสงฆ์เมืองหลวง ท่านเลือกที่จะหันหลังให้กับความสำเร็จจอมปลอมเหล่านั้น เก็บจีวรและคัมภีร์ มุ่งหน้ากลับคืนสู่ธรรมชาติที่บ้านเกิด เพื่อแสวงหาความจริงที่ซ่อนอยู่ในพระไตรปิฎกด้วยตนเอง…
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการถือกำเนิด “สวนโมกขพลาราม” อย่างแท้จริง
เรียบเรียงจากหนังสือ เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา : อัตชีวประวัติของพุทธทาสภิกขุ บทสัมภาษณ์โดย พระประชา ปสนฺนธมฺโม (ประชา หุตานุวัตร)



