หลังจากก้าวหันหลังให้ความจอมปลอมของระบบยศถาบรรดาศักดิ์ในเมืองหลวง พระภิกษุหนุ่มผู้เด็ดเดี่ยวได้เดินทางกลับคืนสู่บ้านเกิดที่อำเภอไชยา การตัดสินใจครั้งนั้นไม่ใช่การหนีปัญหาแพ้พ่าย แต่คือการเริ่มต้น “การรุกฆาต” ทางความคิดครั้งใหญ่ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของไทย
ทว่าการบุกเบิกเส้นทางอันยิ่งใหญ่นี้ ท่านไม่ได้เดินอย่างโดดเดี่ยว แต่มีขุนพลคนสำคัญที่เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมอุดมการณ์มาตั้งแต่ต้น นั่นคือ “นายยี่เกย” ผู้เป็นน้องชายร่วมสายโลหิต และ “โยมมารดา” ผู้เปี่ยมด้วยศรัทธาอันบริสุทธิ์
จากนักศึกษาแพทย์ สู่ผู้บุกเบิกการตื่นรู้แห่งไชยา
ในขณะที่พระพี่ชายกำลังแสวงหาความจริงในผ้าเหลือง นายยี่เกย (น้องชาย) ได้เดินทางไปเรียนเตรียมแพทย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ด้วยนิสัยที่ใฝ่รู้ เขาได้เข้าไปค้นคว้าหนังสือในหอสมุด และบังเอิญค้นพบวารสารพุทธศาสนาจากต่างประเทศ เช่น นิตยสารของสมาคมมหาโพธิ (Maha Bodhi) และเรื่องราวของ “อนาคาริก ธรรมปาละ” วีรบุรุษผู้ฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดีย
เรื่องราวเหล่านี้ได้จุดไฟในหัวใจของนักศึกษาแพทย์หนุ่มอย่างรุนแรง เขาตัดสินใจทิ้งเส้นทางสายการแพทย์ ทิ้งอนาคตที่เจริญรุ่งเรืองในพระนคร กลับมาช่วยสืบทอดกิจการค้าขายของครอบครัวที่ไชยา เพื่อให้พระพี่ชาย (พระเงื่อม) ได้บวชเรียนและทำงานในเพศบรรพชิตต่อไปโดยไม่ต้องสึกออกมาแบกรับภาระทางบ้าน
ความน่าทึ่งคือ ชายหนุ่มในหมู่บ้านเล็กๆ ทางภาคใต้คนนี้ ได้เปิดโลกทัศน์ของตนเองด้วยการติดต่อรับนิตยสารพุทธศาสนาภาษาอังกฤษจากทั่วโลก ทั้งจากลอนดอน ลังกา และญี่ปุ่น เขาเริ่มนำหนังสือธรรมะก้าวหน้ามาตั้งเป็น “หีบหนังสือ” ให้ชาวบ้านยืมอ่านที่หน้าร้านค้าของครอบครัว ก่อนจะค่อยๆ รวบรวมกลุ่มคนหนุ่มหัวก้าวหน้าในละแวกนั้น จัดตั้งเป็น “คณะธรรมทาน” ขึ้นมาในปี พ.ศ. 2475 เพื่อมุ่งฟื้นฟูและเผยแผ่แก่นแท้ของพุทธศาสนา
เบื้องหลังความขบถ: การยอมรับอย่างซื่อตรงถึง “ความอวดดี”
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้พระหนุ่มจากต่างจังหวัด กล้าลุกขึ้นมาตั้งสำนักปฏิบัติธรรมใหม่ วิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อเดิมๆ และตีความธรรมะอย่างแหวกแนว? ท่านได้รับอิทธิพลความคิดขบถนี้มาจากนักคิดหัวก้าวหน้าคนใดหรือไม่?
ท่านพุทธทาสได้ตอบคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นมนุษย์ที่สุดว่า แท้จริงแล้วธรรมชาติสร้างให้ท่านมีความคิดอิสระ ท่านไม่ได้ตั้งใจเลียนแบบใคร แต่มันเกิดจากธรรมชาตินิสัยส่วนตัวที่อยากจะทำให้ดีกว่าที่คนอื่นเขามีกันอยู่ก่อน ท่านยอมรับอย่างซื่อตรงเจืออารมณ์ขันว่า สิ่งนี้แท้จริงแล้วก็คือความ “อวดดี” ชนิดหนึ่ง:
“เรามันเกิดในตระกูลคนค้าขาย ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องทางนี้มากนัก แต่ถ้าเอาเรื่องเกิดอย่างไร ตระกูลไหนออกไปแล้ว มันก็จะเหลืออยู่แต่นิสัยนี้ที่อยากจะทำอะไรให้มันดีกว่าที่เขาทำๆ กัน เรียกว่าอวดดีโดยไม่เจตนา ฉะนั้นมันจึงขยัน ขยันในการฝึกฝนตนเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องนอกรีตของคนค้าขาย”
ความ “อวดดีโดยไม่เจตนา” หรือความทะเยอทะยานที่จะใช้ปัญญาทำให้เหนือกว่ามาตรฐานเดิมนี้เอง ที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้ท่านขยันฝึกฝนตนเอง และกล้าที่จะบุกเบิกสร้างเส้นทางใหม่โดยไม่ยอมเดินตามรอยใคร
กองหนุนที่แข็งแกร่งที่สุด: มรดกแห่งศรัทธาจากมารดา
การบุกเบิกงานจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดการสนับสนุนจาก “โยมมารดา” (นางเคลื่อน) ผู้มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล โยมมารดาไม่ได้มองว่าสิ่งที่ลูกๆ ทำเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า “ธรรมทานนั้นเลิศกว่าทานทุกชนิด” ท่านจึงอนุญาตให้ใช้บ้านเป็นสำนักงานคณะธรรมทานในระยะแรก และถึงขั้นเด็ดเดี่ยวทำพินัยกรรมมอบเงินกว่า 6,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนมหาศาลในยุคนั้น เพื่อตั้งเป็นกองทุนสนับสนุนกิจการเผยแผ่พระศาสนานี้โดยเฉพาะ ทุนรอนก้อนนี้เองที่กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญในการผลิตหนังสือและสร้างสื่อสอนธรรมะในยุคเริ่มต้น
ความหมายอันยิ่งใหญ่ของนาม “พุทธทาส” และตลกร้ายของระบบราชการ
ในระหว่างที่คณะธรรมทานเริ่มขับเคลื่อน น้องชายได้เริ่มเขียนบทความเผยแผ่พุทธศาสนาโดยใช้นามปากกาว่า “ธรรมทาส” (ผู้เป็นทาสรับใช้พระธรรม) เมื่อพระพี่ชายเห็นดังนั้น จึงเกิดความคิดอันคมคายขึ้นมา ท่านได้เลือกใช้นามปากกาให้สอดคล้องกันว่า “พุทธทาส”
การตั้งชื่อนี้ไม่ใช่เพียงการรังสรรค์นามปากกาเท่ๆ แต่มันคือ “การประกาศปณิธานสูงสุด” ของชีวิต ท่านได้จารึกถ้อยคำอันทรงพลังเพื่อใช้เป็นเครื่องเตือนสติตนเองไว้ว่า:
“ข้าพเจ้ามอบชีวิตและร่างกายนี้ ถวายแด่พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนายของข้าพเจ้า เพราะเหตุดังว่ามานี้ ข้าพเจ้าจึงชื่อว่า ‘พุทธทาส'”
แต่เรื่องราวก็มีตลกร้ายซ่อนอยู่ เมื่อท่านพยายามจะนำชื่อนี้ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย กลับต้องเผชิญกับกำแพงของระบบราชการสมัยนั้น เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้เปลี่ยน โดยให้เหตุผลว่ามีคำว่า “พุทธ” เป็นการลบหลู่เอาคำว่าพระพุทธเจ้ามาใช้
ในที่สุด แม้กระดาษของทางราชการประเทศตนเองจะไม่อนุมัติ แต่นาม “พุทธทาสภิกขุ” ก็ได้ถูกสลักลึกลงในหัวใจของชาวพุทธทั่วโลก ในฐานะของพระมหาเถระผู้มอบกายถวายชีวิตเป็นทาสรับใช้ เพื่อทวงคืนแก่นแท้แห่งคำสอนของพระพุทธองค์ให้กลับมาสว่างไสวอีกครั้ง
เมื่อขุนพลพร้อม อุดมการณ์แน่ชัด และมีกองหนุนที่เข้มแข็ง ขั้นตอนต่อไปของพี่น้องคู่นี้คือการแสวงหาสถานที่อันสงัดเงียบ เพื่อก่อร่างสร้างมหาวิทยาลัยทางจิตวิญญาณ ที่จะกลายเป็นตำนานในชื่อ… “สวนโมกขพลาราม”