ปณิธาน 3 ประการของพุทธทาสภิกขุ: ทางกลับไปสู่สันติในใจของทุกคน
ในโลกที่ข้อมูลล้นมือ แต่ผู้คนกลับหลงทางมากขึ้นทุกวัน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “เราจะก้าวหน้าไปอีกแค่ไหน” แต่คือ “เรากำลังใช้ชีวิตอยู่บนอะไร”
ปณิธาน 3 ประการของพุทธทาสภิกขุ คือคำตอบที่ถูกส่งมาจากอดีต เพื่อเตือนสติโลกยุคปัจจุบันที่กำลังวิ่งเร็ว แต่ไม่รู้จะไปทางไหน
ท่านพุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์) ได้ประกาศปณิธาน 3 ประการ ในการแสดงธรรมเนื่องในโอกาสทำบุญ “ล้ออายุ” (วันคล้ายวันเกิด) ประจำปี พ.ศ. 2529 การทำบุญล้ออายุของท่านไม่ได้มุ่งเน้นการเฉลิมฉลองเพื่อความยินดีในอายุที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการ “ล้อเลียน” กิเลสและความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน เพื่อเตือนสติให้เห็นถึง ความไม่เที่ยงของสังขาร และในงานทำบุญล้ออายุจะมีกิจกรรมสำคัญ คือ การงดอาหาร และ การบรรยายธรรม 3 ช่วง คือ เช้า บ่าย และค่ำ ซึ่งในแต่ละครั้งท่านจะเลือกหัวข้อที่จะบรรยายมาอย่างพิถีพิถัน เพราะเป็นวันที่มีคนมารวมตัวกันมาก
ปณิธาน 3 ประการไม่ใช่เพียงหลักปรัชญาทางนามธรรม แต่เป็น “คู่มือปฏิบัติ” ที่มีความสำคัญเร่งด่วนเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้ง สงคราม การแย่งชิงทรัพยากร และกระแสวัตถุนิยมที่เชี่ยวกรากในโลกยุคปัจจุบัน
ปณิธาน 3 ประการ คืออะไร?
1. ให้ทุกคนเข้าถึง “หัวใจ” แห่งศาสนาของตน
ปณิธานข้อแรกมุ่งเน้นการเจาะลึกลงไปถึงแก่นแท้ ไม่ใช่เพียงแค่การยึดติดในพิธีกรรม รูปแบบ หรือเปลือกนอกของศาสนา ซึ่งมักเป็นสาเหตุของความงมงายและความขัดแย้ง แต่คือการเข้าถึงสัจธรรมสูงสุดที่ทุกศาสนามีร่วมกัน นั่นคือ “ความไม่เห็นแก่ตัว”
สำหรับชาวพุทธ: หัวใจสำคัญคือการรู้แจ้งเรื่อง “อนัตตา” (ความไม่มีตัวตน) และ “สุญญตา” (ความว่าง) การฝึกปฏิบัติเพื่อละวางความยึดมั่นถือมั่นใน “ตัวกู-ของกู” เมื่อจิตว่างจากกิเลส ตัณหา และความยึดถือว่าสิ่งนี้เป็นของฉัน จิตนั้นจะเข้าถึงสภาวะที่สงบเย็น หรือที่เรียกว่า “นิพพาน” ซึ่งไม่ได้หมายถึงความตาย แต่หมายถึงความเย็นใจที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อไฟกิเลสดับลง
สำหรับศาสนิกอื่น: ไม่ว่าจะนับถือศาสนาคริสต์ อิสลาม หรือศาสนาใด เป้าหมายสูงสุดล้วนนำไปสู่การทำลายความเห็นแก่ตัว การยอมจำนนต่อพระเจ้าหรือกฎธรรมชาติเพื่อลดละอัตตา เมื่อมนุษย์ไม่เห็นแก่ตัว ความเมตตากรุณาและความรักต่อผู้อื่นจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เป็นความรักที่บริสุทธิ์และไร้เงื่อนไข
2. การทำความเข้าใจระหว่างศาสนา
ในโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ศาสนาต่าง ๆ เปรียบเสมือน “น้ำ” ที่อาจมีแหล่งกำเนิด ชื่อเรียก และรสชาติต่างกันไปตามภูมิภาค (เช่น น้ำคลอง น้ำประปา น้ำฝน) แต่เมื่อเรานำมากลั่นเอาสิ่งเจือปนออกจนเหลือเพียง “น้ำบริสุทธิ์” (คือการทำลายความเห็นแก่ตัว) ธาตุแท้ของน้ำนั้นย่อมเหมือนกันทุกประการ
- ความจำเป็นของความหลากหลาย: โลกจำเป็นต้องมีหลายศาสนาเพื่อให้สอดคล้องกับจริต ภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรมของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น แต่ทุกศาสนาต้องร่วมมือกันในฐานะ “สหกรณ์ทางจิตวิญญาณ” เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างสันติภาพและการหลุดพ้นจากความทุกข์
- ยุติความขัดแย้งที่เปลือก: เราต้องเลิกทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องเปลือกนอก เช่น พิธีกรรม การแต่งกาย หรือภาษาที่ใช้ในคัมภีร์ แล้วหันมาร่วมมือกันในระดับแก่นแท้ ประสานมือกันเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์ มองศาสนาอื่นในฐานะ “มิตร” ที่ช่วยจรรโลงโลก ไม่ใช่ “ศัตรู” ที่ต้องทำลายล้าง
3. การนำโลกออกมาเสียจากอำนาจของ “วัตถุนิยม”
ปณิธานข้อสุดท้ายคือภารกิจที่ท้าทายที่สุด “วัตถุนิยม” คือศัตรูที่ร้ายกาจและแนบเนียนที่สุดในยุคปัจจุบัน มันล่อลวงให้มนุษย์บูชาความสุขทางเนื้อหนัง (กิน กาม เกียรติ) และยกย่องวัตถุสิ่งของเหนือคุณค่าทางจิตวิญญาณ จนมนุษย์ตกเป็นทาสของสิ่งที่ตนสร้างขึ้น
- กับดักความสุขจอมปลอม: มนุษย์หลงใหลในรสอร่อยของวัตถุ เปรียบเสมือนลูกหนูที่หลงรักแมวเพราะเห็นว่าสวยงามน่ากอด แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้ล่า ในขณะที่กลัวไก่เพราะเห็นว่าน่าเกลียด ทั้งที่ไก่ไม่มีพิษภัย วัตถุนิยมกระตุ้นให้เกิดกิเลส การแข่งขันชิงดีชิงเด่น แย่งชิงทรัพยากร และการเบียดเบียนกันอย่างไม่จบสิ้น
- ทางออกคือ “ธรรมนิยม”: เราต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตมาสู่ “ธรรมนิยม” หรือการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องตามครรลองธรรม (สัมมาทิฏฐิ) โดยให้ “จิตนำวัตถุ” ไม่ใช่วัตถุนำจิต การมีชีวิตที่เรียบง่าย รู้จักพอเพียง พึ่งพาวัตถุเพียงเพื่อเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตและทำหน้าที่ ไม่ใช่บูชาวัตถุเป็นเป้าหมายสูงสุด และให้ความสำคัญกับความสงบเย็นทางจิตวิญญาณเป็นหลักชัยของชีวิต
ความสำคัญของปณิธาน 3 ประการในยุคปัจจุบัน
ต่อปัจเจกบุคคล: เกราะคุ้มกันโรคทางวิญญาณ
ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีก้าวหน้าแต่จิตใจกลับเสื่อมถอย โรคซึมเศร้า ความเครียด และความรู้สึกว่างเปล่าไร้ความหมายกำลังกัดกินจิตใจคน ปณิธานทั้ง 3 ข้อคือกุญแจสู่สุขภาพจิตที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน:
- การดับทุกข์ที่ต้นเหตุ: เมื่อเราเข้าถึง “หัวใจศาสนา” (ข้อ 1) เราจะสามารถถอนความยึดมั่นใน “ตัวกู-ของกู” ทำให้ความทุกข์ เช่น ที่เกิดจากการเปรียบเทียบกับผู้อื่นในโซเชียลมีเดีย ความอิจฉาริษยา หรือความผิดหวังเมื่อไม่ได้ดั่งใจ เมื่อสิ่งเหล่านี้ลดน้อยถอยลง ชีวิตจะ “เย็น” สงบ และเบาสบายขึ้น
- ชีวิตที่มีอิสระและเป็นไท: การถอนตัวจากอำนาจ “วัตถุนิยม” (ข้อ 3) ทำให้เราไม่ตกเป็นทาสของการบริโภค ไม่ต้องวิ่งตามกระแสสังคมจนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว หรือสูญเสียความเป็นตัวเองเพื่อแลกกับการยอมรับจอมปลอม เราจะค้นพบความสุขที่แท้จริง (นิรามิสสุข) ซึ่งเป็นความสุขที่อิสระ ไม่ต้องพึ่งพาเงินทองหรือสิ่งของภายนอกมาเติมเต็ม
- การมีมิตรภาพที่แท้จริง: เมื่อเราเปิดใจเข้าใจศาสนาอื่นและมองเห็นเพื่อนมนุษย์เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย (ข้อ 2) จิตใจเราจะกว้างขวาง เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่มีความเชื่อแตกต่างได้อย่างมีความสุข ปราศจากกำแพงแห่งอคติ
ต่อสังคมและโลก: ทางรอดจากวิกฤตการณ์
โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับพายุแห่งวิกฤตการณ์ ทั้งสงคราม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม ปณิธานของท่านพุทธทาสเสนอทางออกระดับโครงสร้างที่แก้ปัญหาที่รากเหง้า:
- ยุติความขัดแย้งระดับโลก: สงครามและความรุนแรงหลายครั้งในประวัติศาสตร์และปัจจุบันเกิดจากการอ้างความเชื่อทางศาสนาและลัทธิ หากมนุษย์เข้าถึงแก่นแท้และทำความเข้าใจระหว่างศาสนาอย่างถ่องแท้ (ข้อ 2) สงครามศาสนาจะหมดไป เปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นพันธมิตรในการสร้างสันติภาพร่วมกัน
- แก้ปัญหาคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ: ต้นตอของปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองคือ “ความเห็นแก่ตัว” และการบูชาเงินเป็นพระเจ้า (วัตถุนิยม – ข้อ 3) หากสังคมหันมายึดถือหลัก “ธรรมิกสังคมนิยม” (สังคมนิยมที่ประกอบด้วยธรรม) ซึ่งเน้นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว การเอารัดเอาเปรียบจะลดลง ผู้มีมากจะเกื้อกูลผู้มีน้อยโดยอัตโนมัติด้วยจิตสำนึก ไม่ใช่ด้วยการบังคับ
- รักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน: วัตถุนิยมกระตุ้นให้มนุษย์บริโภคเกินความจำเป็น ใช้ทรัพยากรอย่างล้างผลาญจนทำลายสมดุลธรรมชาติ การนำโลกออกจากวัตถุนิยมและหันมาสู่ความพอเพียงทางจิตวิญญาณ จะทำให้การบริโภคทรัพยากรลดลงสู่ระดับที่จำเป็น ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะรักษาโลกใบนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้อย่างแท้จริง
บทสรุป
ปณิธาน 3 ประการของท่านพุทธทาสภิกขุ ไม่ใช่เรื่องล้าสมัยหรือจำกัดอยู่แค่รั้ววัด แต่เป็น “ศาสตร์แห่งการอยู่รอด” ของมนุษยชาติ ท่ามกลางโลกที่ร้อนระอุด้วยไฟกิเลสและความขัดแย้ง การหันกลับมาสำรวจใจตนเอง ทำความเข้าใจผู้อื่น และลดละการเป็นทาสวัตถุ คือหนทางเดียวที่จะนำมาซึ่งสันติภาพที่ถาวรและยั่งยืน