การเมืองของสัตบุรุษ กับ การเมืองของอสัตบุรุษ
อ. พุทธทาสได้เคยวิพากษ์สภาและการเมืองไว้ในหนังสือ ธรรมะกับการเมือง โดยยกพุทธภาษิตที่ว่า
ที่ประชุมใดไม่มีสัตบุรุษ ที่ประชุมนั้นไม่ชื่อว่าสภา
(น สา สภา ยตฺถ น สนฺติ สนฺโต)
หมายความว่าต่อให้มีชื่อ มีโครงสร้าง และมีกฎหมายรองรับ หากที่ประชุมไม่มีสัตบุรุษ เต็มไปด้วยการปกป้องผลประโยชน์ และการทำลายฝ่ายตรงข้าม การเมืองเช่นนั้นย่อมเป็นเพียงการแย่งชิงอำนาจที่สวมชื่อการเมืองไว้เท่านั้น ตามกรอบคิดของ อ.พุทธทาส สภาอันทรงเกียรติเกิดขึ้นจาก “คุณภาพของมนุษย์” ที่อยู่ข้างใน หากที่ประชุมใดเต็มไปด้วยการโอ้อวด ถือดี และมุ่งทำลายล้าง ที่นั่นย่อมเป็นเพียงสังเวียนชิงอำนาจที่แอบอ้างชื่อของการเมือง
สำหรับท่านพุทธทาส การเมืองไม่มีนิยามตรงกลาง มีเพียงเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง “การเมืองของสัตบุรุษ” ที่มุ่งสันติสุขกับความถูกต้อง และ “การเมืองของอสัตบุรุษ” ที่ขับเคลื่อนด้วยอัตตาและผลประโยชน์ ซึ่งท่านเรียกว่าเป็นการเมืองที่ “โกง” มิใช่เพียงโกงทรัพย์สิน แต่คือการโกงเจตนารมณ์อันศักดิ์สิทธิ์ของการเมือง คือ เพื่อสร้างสันติภาพในสังคม ไปเป็นเครื่องมือสนองตัณหาของบางคนหรือบางกลุ่ม
โลกยุคปัจจุบันที่เราต่างหมกมุ่นกับ ‘การเมืองเชิงอัตลักษณ์’ ที่ปลุกเร้าความยึดมั่นในพวกพ้อง และขีดเส้นแบ่ง ‘พวกเรา-พวกเขา’ อย่างสุดโต่ง จนนำไปสู่การสาดซัดวาทกรรมสร้างความเกลียดชังใส่กัน และทำให้สังคมแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆนั้น ชวนให้เรากลับมาขบคิดอย่างหนักว่า… หากชัยชนะตามแบบอสัตบุรุษนั้นต้องแลกมาด้วยการสูญเสียภราดรภาพและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ชัยชนะนั้นยังจะมีความหมายอะไรหลงเหลือให้กับสังคมอยู่หรือ?
การเมืองคือเรื่องของ “คน”: มองทะลุเปลือกนอกสู่เนื้อใน
เมื่อพูดถึง “การเมือง” คนจำนวนมากมักนึกถึงภาพของพรรคการเมือง การเลือกตั้ง รัฐสภา หรือเกมแห่งอำนาจที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่ในสายตาของ ท่านพุทธทาสภิกขุ สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง “เปลือก” หรือรูปแบบภายนอกเท่านั้น
เนื้อแท้ของการเมืองไม่ได้อยู่ที่ตัวระบบ แต่อยู่ที่ “คุณภาพของมนุษย์” ที่เข้าไปขับเคลื่อนระบบนั้น ท่านพุทธทาสจึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า การเมืองในโลกนี้มีอยู่เพียง 2 แบบเท่านั้น ไม่มีทางเลือกที่ 3 ไม่มีพื้นที่สีเทา และไม่มีข้ออ้างว่า “เลวเล็กน้อยแต่จำเป็น” นั่นคือ:
-
การเมืองของสัตบุรุษ (การเมืองที่ยึดความถูกต้องหรือยึดธรรม)
-
การเมืองของอสัตบุรุษ (การเมืองของคนพาล)
แต่ก่อนที่เราจะไปสำรวจความแตกต่างของคนสองกลุ่มนี้ เราจำเป็นต้องถอดรหัสและล้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า “การเมือง” เสียก่อน เพราะความสับสนวุ่นวายในปัจจุบัน ล้วนเริ่มมาจากการติดกระดุมเม็ดแรกผิดทั้งสิ้น
คั่นความเข้าใจ: ล้างภาพจำ “การเมืองสกปรก”
ในความรับรู้ทั่วไป เรามักมองว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรก เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีและรักษาผลประโยชน์ของตนหรือกลุ่มของตน จึงมักแยกเรื่องการเมืองออกจาก “ธรรมะ” หรือ “ศาสนา” อย่างเด็ดขาด โดยมองว่าธรรมะเป็นของสูง ส่วนการเมืองเป็นเรื่องทางโลกที่แปดเปื้อน แต่พุทธทาสภิกขุมองสวนทางอย่างสิ้นเชิง ท่านยืนยันว่า “ธรรมะกับการเมืองคือเรื่องเดียวกัน”
ธรรมะในความหมายของพุทธทาสเริ่มจากความจริงง่าย ๆ ว่า ธรรมชาติของสรรพสิ่งต่างๆ (ทั้งรูปธรรม นามธรรม, เล็ก หรือ ใหญ่) มีกฎของมัน, เมื่อปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับกฎหรือทำหน้าที่ถูกต้อง ก็จะได้รับผลที่เกิดขึ้นคือความสุข สันติ และความไม่เป็นปัญหา ตัวอย่างเช่น
- โลกของเราอยู่ภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงที่ดึงทุกสิ่งลงสู่พื้นโลก หน้าที่ของเรามิใช่ไปโต้เถียงกฎนั้น แต่คือการรู้และปฏิบัติให้สอดคล้อง เช่น เดินอย่างระมัดระวัง ไม่ก้าวพลาด ผลที่เกิดขึ้นคือไม่ล้ม ไม่เจ็บ ไม่เป็นปัญหา แต่หากเพิกเฉยต่อกฎ ผลก็เกิดขึ้นทันทีโดยไม่เลือกใคร
- ร่างกายมนุษย์มีกฎของมัน เช่น ต้องการอาหาร การพักผ่อน และการขับของเสีย หน้าที่ของเรา คือ กินพอดี นอนพอ และดูแลสุขภาพ เมื่อทำหน้าที่สอดคล้องกับกฎของร่างกาย ผลที่เกิดขึ้นคือร่างกายไม่เจ็บป่วย ไม่เป็นปัญหา แต่หากฝืนกฎ ร่างกายย่อมแสดงปัญหาออกมา
- สังคมก็มีธรรมชาติและกฎของมัน โดยปกติ เมื่อสิ่งมีชีวิตต้องอยู่ร่วมกัน การแสวงหาผลประโยชน์ การแก่งแย่ง ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา หน้าที่ของมนุษย์ที่มีปัญญาจึงไม่ใช่การแข่งเพื่อเอาชนะกัน แต่คือการบริหารจัดการความแตกต่างนั้นด้วยความเป็นธรรมและความรับผิดชอบ เมื่อทำหน้าที่นี้อย่างถูกต้อง สังคมก็ไม่ล้ม ไม่แตก และไม่กลายเป็นปัญหา
จากมุมมองนี้ การเมืองคือการปฏิบัติธรรม เพราะมันคือหน้าที่ของมนุษย์ในการจัดการการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้สังคมดำเนินไปอย่างสงบและเป็นสุขตามกฎของธรรมชาติ
เมื่อเราตั้งโจทย์ใหม่ว่า “การเมือง = หน้าที่เพื่อสร้างสันติสุข” คำถามสำคัญต่อมาคือ ใครกันที่เหมาะสมจะทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้? คำตอบคือ “สัตบุรุษ” ผู้ที่สามารถยึดเอาธรรมะและความถูกต้องเป็นใหญ่ เหนือกว่าผลประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง
การที่ท่านพุทธทาสแบ่งการเมืองออกเป็น “ของสัตบุรุษ” และ “ของอสัตบุรุษ” จึงไม่ใช่การแบ่งแยกด้วยอคติหรือความเกลียดชัง แต่เป็นการจำแนกความจริงตามธรรมชาติ เพื่อชี้ให้เห็นว่า หากผู้ใช้อำนาจขาดซึ่งความเป็นสัตบุรุษเสียแล้ว ต่อให้ระบบดีเพียงใด การเมืองนั้นก็จะกลายเป็นเพียงเครื่องมือเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์อยู่วันยังค่ำ
การเมืองแบบอสัตบุรุษ สิ่งที่คุ้นชินจนเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
การเมืองแบบอสัตบุรุษ คือ การเมืองของคนโกง แต่เป็นการโกงในความหมายที่ลึกกว่าการทุจริตเชิงกฎหมาย อ.พุทธทาสใช้คำว่า “โกง” เพื่อชี้ให้เห็นถึง การโกงความหมายของการเมือง จากเครื่องมือเพื่อจัดสรรความถูกต้องและสันติของสังคม ให้กลายเป็นเวทีแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ การเมืองลักษณะนี้พบได้ทั่วไป ไม่ว่าประเทศเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าระบบจะเรียกตัวเองว่าประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่รูปแบบของระบบแต่อยู่ที่ ‘จิตใจของคนในระบบ’
อ.พุทธทาส ทวงคืนความหมายดั้งเดิมของคำว่า Politics (การเมือง) ว่าแท้จริงแล้ว มันคือ “หน้าที่” ในการจัดระเบียบสังคมเพื่อให้มนุษย์จำนวนมากอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก ปราศจากการเบียดเบียน ดังนั้น สิ่งที่ผู้คนรังเกียจว่าเต็มไปด้วยการโกง การใส่ร้าย หรือการทำเพื่อพวกพ้องนั้น ในมุมของพุทธทาส “นั่นไม่ใช่การเมืองแท้” แต่มันคือ “การเมืองที่ไม่มีธรรมะ” หรือการเมืองที่ผู้เล่นถูกครอบงำด้วยกิเลส
ลักษณะของการเมืองแบบอสัตบุรุษ คือ
- การยกประโยชน์ของตนหรือพรรคไว้เหนือความจริง
- การพูดในสภาเพื่อเอาชนะ ไม่ใช่เพื่อค้นหาความถูกต้อง
- การใช้วาทกรรมเป็นอาวุธ มากกว่าเป็นเครื่องมือแสวงปัญญา
- และการมองฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู ไม่ใช่เพื่อนร่วมสังคม
เมื่อระบบพรรคการเมืองแข็งแรง แต่จิตใจผู้คนอ่อนแอทางธรรม สภาจึงกลายเป็นเวทีแสดงพลังทางวาทกรรม แข่งเบ่งหน้า และรักษาผลประโยชน์อย่างเป็นระบบ ถ้อยคำสวยงามอย่าง “ประชาชน” “ความหวัง” หรือ “การเปลี่ยนแปลง” ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คำถามแบบพุทธทาสคือ คำพูดเหล่านี้พูดไปเพื่อธรรม หรือเพื่อประโยชน์ของใคร
การเมืองที่พูดเก่งขึ้น แต่ไม่ทำให้เกิดปัญญา ต่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย ต่อให้ชนะตามกระบวนการ หากผลลัพธ์คือความแตกแยก ความเกลียด และความไม่ไว้วางใจ การเมืองเช่นนั้นก็ยังอยู่ในข่าย การเมืองของอสัตบุรุษ เราอาจเห็นการเลือกตั้งถี่ขึ้น สภาใหญ่ขึ้น นักการเมืองสื่อสารเก่งขึ้น และเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น
แต่สิ่งที่ไม่เพิ่มตาม คือ สันติ ความจริง และความถูกต้อง ในสังคม
สภาอยู่ที่ไหน?
จากตรงนี้ อ.พุทธทาส จึงตั้งคำถามที่แรงและลึกยิ่งกว่า นั่นคือคำถามต่อความหมายของคำว่า “สภา” ในทางธรรม คำว่าสภาไม่ได้หมายถึงอาคาร ไม่ใช่สถาบันตามกฎหมาย และไม่ขึ้นกับชื่อที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่หมายถึง สถานที่ที่สัตบุรุษประชุมกัน คือพื้นที่ที่ผู้คนมาร่วมกันด้วยเจตนาต่อความจริง ความถูกต้อง และสันติของส่วนรวม ดังนั้น หากในที่ประชุม ไม่มีสัตบุรุษ ไม่มีความมุ่งหมายต่อความถูกต้อง มีแต่การต่อรองอำนาจและการปกป้องผลประโยชน์ อ.พุทธทาสกล่าวอย่างไม่อ้อมค้อมว่า ที่นั่นไม่ใช่สภา ต่อให้เรียกเช่นนั้นก็ตาม
ประโยคนี้ไม่ใช่การดูหมิ่นสถาบันทางการเมือง แต่เป็นการยืนยันอย่างเด็ดขาดว่า ชื่อทางกฎหมายไม่อาจแทนความจริงทางธรรมได้ หากเนื้อในว่างเปล่า ต่อให้ป้ายชื่อสวยงามเพียงใด ก็ไม่อาจเรียกว่าสภาในความหมายที่แท้จริง เมื่อการเมืองถูกขับเคลื่อนโดยอสัตบุรุษ และสภากลายเป็นเพียงฉากของอำนาจ สังคมจึงไม่แปลกที่จะหมุนวนอยู่กับความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะสิ่งที่ขาดหายไปไม่ใช่กติกา แต่คือ คนที่มีธรรมเป็นเข็มทิศ
อ. พุทธทาสกล่าวว่า หากมี สภาที่เป็นสภาจริง มีสัตบุรุษเป็นนักการเมือง การเมืองเช่นนี้จะใช้ได้เหมือนกันทั่วโลก เพราะ ธรรมไม่ขึ้นกับพรมแดนหรือวัฒนธรรม
การเมืองของสัตบุรุษ: การเมืองที่โลกแทบไม่เคยเห็น
เมื่อพุทธทาสภิกขุพูดถึง การเมืองของสัตบุรุษ ท่านไม่ได้หมายถึงอุดมคติลอย ๆ แต่หมายถึงการเมืองที่มี ธรรมเป็นแกนกลาง ไม่ใช่ชัยชนะหรือผลประโยชน์ ท่านย้ำว่า การเมืองที่บริสุทธิ์คือธรรม เพราะมุ่งสร้างสันติ เมื่อใดที่การเมืองถูกตัดขาดจากธรรม เมื่อนั้นมันจะเหลือเพียงเทคนิคการเอาชนะ และกลายเป็นเครื่องมือของกิเลส ในโลกปัจจุบัน เราเห็นการเมืองที่ หวังประโยชน์ ชัดเจน แต่แทบไม่เห็นการเมืองที่ หวังธรรม ความหวังต่อความถูกต้อง ความจริง และสันติสุข
การเมืองแบบนี้ไม่เริ่มจากคำถามว่าใครจะชนะ แต่เริ่มจากคำถามว่า อะไรจะทำให้สังคมมีสันติสุขที่ประกอบด้วยปัญญา
นักการเมืองแบบสัตบุรุษไม่พูดเพื่อพรรค ไม่แข่งเอาชนะ แต่พูดเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ความจริงปรากฏ ความถูกต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตน สังคมถูกมองเป็นส่วนรวม ไม่ใช่สนามแข่งขัน
กับดักวาทกรรม “คนดี”
“คนดีสำคัญกว่าทุกสิ่ง” เป็นคำพูดของ อ.พุทธทาสที่มักถูกนำไปอ้างเรื่อง “เลือกคนดีปกครองบ้านเมือง” แต่ก็เป็นที่ถกเถียงว่าแบบไหนเรียกว่า “คนดี”
ในความหมายของท่านพุทธทาส คนดี คือ ผู้เห็นแก่ตัวน้อยที่สุด
ไม่ใช่แค่คนที่ภาพลักษณ์ดูดี พูดจาไพเราะ แต่ต้องเป็นผู้ที่ลดละตัวตน (Self) เสียสละเพื่อผู้อื่นได้อย่างแท้จริง หรือที่เรียกว่า “นักการเมืองโพธิสัตว์” ที่มีเจตจำนง (หทัย) เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อเกียรติยศหรือผลประโยชน์ส่วนตน โดย ผลลัพธ์สูงสุดของการเมืองแบบโพธิสัตว์ คือ สังคมที่มีความสงบสุขอย่างยั่งยืน ปราศจากการเบียดเบียนและทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างผาสุก
บอกลาการเมืองเก่าๆ
อ. พุทธทาสมิได้ต่อต้านการเมือง หากแต่ต่อต้าน การเมืองที่ถูกครอบงำด้วยกิเลส และหลงคิดว่าตนกำลังทำเพื่อส่วนรวม ทั้งที่แท้จริงแล้วกำลังปกป้อง “ตัวกู–ของกู-พวกกู”
การเมืองของสัตบุรุษอาจเป็นสิ่งที่โลกแทบไม่เคยเห็น แต่การไม่เคยเห็น ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง คำสอนของพุทธทาสจึงไม่ใช่เพียงการวิจารณ์นักการเมืองหรือระบบการปกครอง หากเป็นการ ตั้งคำถามย้อนกลับมาที่มนุษย์ทุกคนในสังคม ว่า เรากล้าหรือไม่ที่จะเอาธรรมกลับมาเป็นหัวใจของการเมืองที่บริสุทธิ์ เพราะตราบใดที่การเมืองยังถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัว โลภ โกรธ และหลง ไม่ว่าระบบจะเรียกตัวเองว่าอะไร การเมืองก็จะยังคงเป็นเพียงสนามของ “อสัตบุรุษ” วนซ้ำไปไม่รู้จบ
อ้างอิง
ธรรมโฆษณ์ เรื่อง ธรรมะกับการเมือง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
-
“การเมืองใหม่ที่แท้จริง” ยังไม่เคยมาถึง…เหล้าเก่าในขวดใหม่ ของ “ตัวกู-ของกู”
-
การเมืองเรื่องศีลธรรมและกุศล: เมื่อศาสนาและการเมืองต่างมุ่งสร้างสันติภาพ
-
ธรรมะกับการเมือง? 4 ข้อคิดสุดท้าทายจากพุทธทาสภิกขุ ที่จะเปลี่ยนมุมมองคุณไปตลอดกาล
-
ธรรมะกับการเมือง: การสังเคราะห์พุทธทัศน์ของพุทธทาสภิกขุว่าด้วยจริยศาสตร์และการปกครอง