อัตชีวประวัติพุทธทาส (ตอนที่ 6/8): จากความสิ้นหวังในเมืองกรุงสู่วัดร้าง ความกลัว บททดสอบแรกก่อนกำเนิดสวนโมกข์
หลังจากตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะหันหลังให้กับการศึกษาพุทธศาสนาในกรุงเทพ และประกาศปณิธานในการถวายตัวเป็น “พุทธทาส” ท่านพุทธทาสได้เดินทางกลับมายังพุมเรียง ด้วยปณิธานแน่วแน่ที่จะค้นหาความบริสุทธิ์ตามรอยพระอริยะ
“มันต้องย้อนไปถึงตอนก่อนที่จะมา เมื่อก่อนจะออกจากกรุงเทพฯ มันหมดท่า ไม่มีอะไรที่น่ายินดี น่าพอใจ น่าพยายามปลุกปล้ำ มันสิ้นท่า มันก็คิดจะไปหาของใหม่ที่จะเป็นชิ้นเป็นอัน มันก็นึกถึงเรื่องการปฏิบัติธรรมวินัยที่ได้เล่าเรียนมา มันก็มีความหวังว่าจะให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป มันเหมือนไปหาเอาข้างหน้า ไปตายเอาตามหน้า จะได้อะไรหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เป็นที่เชื่อแน่ว่าการปฏิบัติตามธรรมวินัยนั้นดีแน่ ถูกต้องแน่ มันจะเกิดของใหม่ขึ้นมา คือเป็นความหวังที่ค่อนข้างจะเลือนลอย แต่ว่ามันมีน้ำหนัก มีเหตุผลโดยธรรมชาติ คนสิ้นหวังได้เรื่องนี้ ก็ต้องไปหวังอะไรข้างหน้า เราสิ้นหวังที่จะได้อะไรจากกรุง ก็หวังจะได้อะไรจากในป่า“
ภารกิจแรกคือการหาสถานที่ที่สงัดและปราศจากการรบกวน คณะอุบาสกธรรมทานได้ออกสำรวจและตกลงใจเลือก “วัดตระพังจิก”
ดินแดนร้างที่ชาวบ้านหวาดกลัว
วัดตระพังจิกในเวลานั้น เป็นวัดที่ถูกทิ้งร้างมานาน สภาพเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน รกร้าง เป็นที่เลื่องลือในเรื่องความน่ากลัวของผีสาง ท่านพุทธทาสได้บรรยายถึงสภาพของสถานที่แห่งนี้ไว้ว่า
“เป็นวัดร้างมานาน เป็นป่ารก ครึ้มไปหมด เป็นที่ๆ ชาวบ้านเขาชอบไปเขี่ยเห็ดเผาะ… พวกชอบกินหมูป่าก็จะไปล่าหมูป่าที่แถวนั้น และเป็นที่กลัวผีของเด็กๆ”
แต่สำหรับพระหนุ่มผู้มุ่งแสวงหาความสว่างไสวทางปัญญา ความดิบและเงียบสงบนี่แหละ คือ “ทำเลทอง” ที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการขัดเกลาจิตใจ
กุฏิหลังแรกและตู้หนังสือโลงศพ
การก่อสร้างที่พักในยุคบุกเบิกนั้น เรียบง่ายและมักน้อยจนถึงขีดสุด อุบาสกชาวบ้านได้ช่วยกันสร้าง “เพิง” เล็กๆ ต่อเติมออกมาจากหลังคาสังกะสีที่มุงพระพุทธรูปเก่า ผนังและหลังคามุงด้วยใบจาก นอนบนแคร่ไม้กระดาน
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในกุฏิคือตู้เก็บหนังสือที่ท่านออกแบบเอง ซึ่งแฝงกุศโลบายทางธรรมไว้อย่างแยบคาย โดยท่านระบุว่า ทำตู้ใส่หนังสือโดยเฉพาะ ทำแบบชนิดที่แลดูแต่ไกลเหมือนกับโลงศพ เพื่อเป็นเครื่องมือ “มรณานุสติ” คอยเตือนใจให้ระลึกถึงความตายทุกลมหายใจ
“ทำตู้ใส่หนังสือโดยเฉพาะ ทำแบบชนิดที่แลดูแต่ไกลเหมือนกับโลงศพ…ข้างในเป็น ๒ ชั้น เปิดด้านข้างได้ เปิดข้างบนก็ได้”
แม้แต่เรื่องการขับถ่าย ท่านก็เลือกใช้วิธีที่กลมกลืนกับธรรมชาติที่สุด ห้องส้วมเป็นเพียงการขุดหลุมลึกลงไปในดิน กั้นด้วยใบจาก และใช้ “ขี้เถ้า” กลบแทนน้ำ โดยเก็บขี้เถ้าใส่ปี๊บไว้แล้วใช้รางไม้ไผ่ผ่าซีกตักกลบ เพื่อการอยู่อย่างมักน้อยและพึ่งพาธรรมชาติ
เผชิญหน้าความกลัว: บททดสอบแรกของพระป่า
เมื่อท่านพุทธทาสตัดสินใจเลือก “วัดตระพังจิก” เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ท่านต้องเผชิญกับบททดสอบทางจิตใจที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “ความกลัว” สถานที่แห่งนี้เป็นวัดร้างที่รกครึ้ม เปลี่ยว และเป็นที่เลื่องลือเรื่องผีดุจนเด็กๆ หวาดกลัว
ในระยะแรก ท่านยอมรับว่าต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับความขี้ขลาด ทั้งความกลัวความมืด กลัวความเงียบ กลัวเสือที่เคยมีในย่านนั้น รวมถึงระแวงความปลอดภัยจากผู้คนรอบข้าง
กุศโลบายเอาชนะความกลัว ท่านพุทธทาสไม่ได้ใช้คาถาอาคมหรือเครื่องรางของขลัง แต่ใช้ “สามัญสำนึก” และ “ศักดิ์ศรี” มาเตือนสติตนเอง โดยคิดว่า “คนอื่นเขาอยู่ได้ เราก็ควรอยู่ได้” หรือคิดว่า “ถ้าใครรู้เข้าเราก็อายตายโหงเลย”
นอกจากนี้ ท่านยังได้ประยุกต์ใช้วิธีการของพระพุทธเจ้าที่ว่า เมื่อเกิดความกลัวขึ้นในอิริยาบถใด ก็ให้อยู่ในอิริยาบถนั้นตรงนั้น เรียกร้องให้ความกลัวมาหา แต่ในที่สุดมันก็ไม่มา เพราะแท้จริงแล้วความกลัวไม่มีตัวตน แต่เกิดจากความโง่หรืออวิชชาที่คิดปรุงแต่งไปเอง
ท่านพิจารณาแยกแยะระหว่าง “ผี” กับ “ซากศพ” โดยมองว่าคนมักเอาซากศพหรือกระดูกมาปนกับผี ทั้งที่มันเป็นคนละเรื่องกัน ความกลัวของชาวบ้านมักเกิดจากความไม่รู้ เช่น เอาน้ำมะนาวบีบใส่กระดูกสดแล้วกระดูกเกิดฟองเดือด ก็พากันกลัวว่าเป็นผี ทั้งที่จริงเป็นเพียงปฏิกิริยาทางเคมี หรือที่ท่านเรียกว่า “ผีเคมี”
เมื่อท่านใช้สติและเหตุผลจัดการกับความกลัวได้สำเร็จ ท่านกล่าวว่าความรู้สึกนั้น “เปลี่ยนไปเป็นคนละคน” คือคนที่เคยขี้ขลาดได้ตายไปแล้ว และเกิดความคล่องตัวเป็นอิสระอย่างยิ่ง
เมื่อท่านตั้งสติและใช้เหตุผลจัดการกับความกลัวได้ จิตใจก็ค่อยๆ ชินและก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปได้
ที่มาของนาม “สวนโมกขพลาราม”
เมื่อสถานที่ลงตัว ก็ถึงคราวต้องตั้งชื่อ ท่านพุทธทาสไม่ได้พึ่งพาโหราศาสตร์ แต่ใช้การสังเกตธรรมชาติรอบตัว ท่านเห็นว่าในป่าแห่งนั้นมี “ต้นโมก” และ “ต้นพลา” ขึ้นอยู่ทั่วไป ท่านจึงนำชื่อต้นไม้ทั้งสองมารวมกันเป็น “โมกข-พลา”
เมื่อนำมาประกอบกัน ความหมายที่ได้กลับลึกซึ้งอย่างน่าอัศจรรย์ คือ “กำลังแห่งความหลุดพ้น” (พละ + โมกขะ) ส่วนคำว่า “อาราม” แปลว่าสถานที่อันรื่นรมย์
“ฟลุคที่ว่ามันมีต้นโมกและต้นพลาที่สวนโมกข์เก่านั้น… เอาโมกกับพลามาต่อกันเข้า มันก็ได้ความเต็มว่า ‘กำลังแห่งความหลุดพ้น พลังแห่งความหลุดพ้น’ ส่วนคำว่าอารามย่อมธรรมดา แปลว่าที่ร่มรื่น ที่รื่นรมย์ เมื่อมันฟลุคอย่างนี้มันก็ออกมาจริงจัง ตรงกับความหมายแท้จริงของธรรมะ วัตถุประสงค์ก็คือโมกข์ สถานที่อันเป็นพลังเพื่อโมกขะ”
แม้ในตอนแรกชาวบ้านจะฟังดูแปลกหูและขัดความรู้สึก แต่ชื่อ “สวนโมกขพลาราม” ก็ได้ถูกประกาศขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีความตั้งใจว่าสถานที่แห่งนี้คือขุมพลังที่จะส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติก้าวไปสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง
เรียบเรียงจากหนังสือ เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา : อัตชีวประวัติของพุทธทาสภิกขุ บทสัมภาษณ์โดย พระประชา ปสนฺนธมฺโม (ประชา หุตานุวัตร)










