อัตชีวประวัติพุทธทาส (ตอนที่ 7/8): สวนโมกข์และธารน้ำไหล – ปั้นดินและหินทราย สู่ “โรงมหรสพทางวิญญาณ”
โรงมหรสพทางวิญญาณ พุทธทาส

อัตชีวประวัติพุทธทาส (ตอนที่ 7/8): สวนโมกข์และธารน้ำไหล - ปั้นดินและหินทราย สู่ "โรงมหรสพทางวิญญาณ"

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

หลังจากบุกเบิกและพำนักอยู่ที่สวนโมกข์เก่า (วัดตระพังจิก) มาได้ราวสิบปี พื้นที่เดิมซึ่งมีเพียง 70 ไร่ เริ่มคับแคบและไม่สะดวกต่อการขยายงาน ทั้งยังมีปัญหาน้ำท่วมและยุงชุม ท่านพุทธทาสจึงเริ่มมองหาสถานที่ใหม่ จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างการเดินลัดเลาะเข้าไปหาไม้ในป่า ท่านได้พบกับอาณาบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า “ด่านน้ำไหล” ซึ่งเต็มไปด้วยป่ารกครึ้มและมีธารน้ำธรรมชาติไหลผ่าน

ท่านเกิดความประทับใจในสถานที่แห่งนี้ จึงติดต่อขอซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมในราคาที่ถูกแสนถูก เริ่มต้นจาก 90 ไร่ ก่อนจะค่อยๆ ขยับขยายจนกลายเป็น 310 ไร่ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้าง “สวนโมกข์แห่งใหม่” (หรือที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการว่า “วัดธารน้ำไหล”) สถานที่ซึ่งจะกลายเป็นตักศิลาทางจิตวิญญาณที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เพื่อนร่วมป่า: กวาง หมูป่า และเสือดาว

ในยุคแรกเริ่มที่ย้ายมา สภาพของสวนโมกข์ใหม่ยังคงความดิบเถื่อนและอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่า ท่านพุทธทาสเล่าว่า บริเวณนี้มีทั้งกวางป่าที่มากินลูกมะกอก มีฝูงหมูป่า และที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ “เสือดาว” ที่แวะเวียนมาทักทายอยู่เสมอ ท่านเล่าถึงเพื่อนร่วมป่าตัวนี้ไว้อย่างมีชีวิตชีวาว่า:

“เสือดาวเสือดำก็มีตัวหนึ่ง อยู่มาตั้งแต่แรก อยู่ด้วยกันหลายปี ไม่รู้มันนอนตรงไหน พอค่ำก็ออกมา… บางคืนเด็กๆ มันร้อนนอนเล่นกันอยู่ที่โรงฉันเก่าหลับไป หมามันนอนอยู่ใกล้ๆ เจ้าเสือดำตัวนี้มันกระโจนมาคาบเอาหมาไปกิน ไม่เคยเอาเด็กๆ เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้ง เด็กๆ ก็กลัว เข้าไปนอนในกุฏิ นานเข้าๆ ก็ออกมานอนอีก… บางเวลามันไปนั่งอยู่บนเรือน เจ้าของบ้านมาจากป่า พอเปิดประตูเข้าไป เจอเสือนั่งอยู่ (หัวเราะ) หัวเราะกันใหญ่”

การอยู่ร่วมกับสัตว์ร้ายโดยปราศจากความกลัว สะท้อนให้เห็นถึงความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ท่านสอนเสมอว่า สัตว์ป่าไม่มีเจตนาฝืนธรรมชาติที่จะทำร้ายคนก่อน หากเราไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะเป็นมิตรกับเรา

ภาพแจกตวงตา

โรงมหรสพทางวิญญาณ: สื่อธรรมะที่จับต้องได้

เมื่อสถานที่เริ่มเข้าที่เข้าทาง ท่านพุทธทาสได้ริเริ่มแนวคิดที่ล้ำยุคที่สุดในสมัยนั้น นั่นคือการสร้าง “โรงมหรสพทางวิญญาณ” (หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “โรงหนัง”) อาคารแห่งนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อฉายภาพยนตร์บันเทิงเริงรมย์ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสื่อการสอนธรรมะผ่านงานศิลปะ ซึ่งท่านได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเดินทางไปเยือนถ้ำอชันตาที่ประเทศอินเดีย

อาคารแห่งนี้เป็นจุดศูนย์รวมของศิลปะและธรรมะ ภายนอกประดับด้วยภาพปั้นหินสลักนูนต่ำ ซึ่งจำลองมาจากภาพพุทธประวัติในยุคที่ยังไม่มีการสร้างพระพุทธรูป (ยุคสัญลักษณ์) ส่วนภายในเต็มไปด้วยภาพวาดปริศนาธรรมจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งแบบไทย แบบเซน ไปจนถึงภาพกงล้อปฏิจจสมุปบาทจากทิเบต ท่านมุ่งหวังให้คนทุกระดับชั้น แม้แต่ผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออก ก็สามารถเข้าใจธรรมะที่ลึกซึ้งได้จากการดูภาพ ท่านอธิบายกุศโลบายนี้ไว้ว่า:

“ในสวนโมกข์นี้ เราต้องการจะสร้างอะไรชนิดที่ช่วยให้สะดุดตา สะดุดใจ เพื่อเป็นชนวนสำหรับพิจารณารู้สึกนึกถึงธรรมะขึ้นมาได้หลายๆ อย่าง รวมทั้งสระนาฬิเกร์นี้ด้วย เรียกว่าอุปกรณ์ของมหรสพทางวิญญาณ”

สระนาฬิเกร์

สระนาฬิเกร์: นิพพานท่ามกลางวัฏสงสาร

อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่โดดเด่นและเปี่ยมไปด้วยความหมายสูงสุดของสวนโมกข์ คือ “สระนาฬิเกร์” สระน้ำที่มีเกาะเล็กๆ อยู่ตรงกลาง และมีต้นมะพร้าวปลูกตระหง่านอยู่เพียงต้นเดียว แนวคิดนี้ท่านไม่ได้นำมาจากคัมภีร์ที่ไหนไกล แต่ถอดรหัสมาจาก “บทเพลงกล่อมเด็ก” ของชาวปักษ์ใต้โบราณที่ร้องสืบต่อกันมาว่า:

“มะพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง กลางทะเลขี้ผึ้ง ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญเอย”

ท่านพุทธทาสได้นำบทเพลงพื้นบ้านนี้มาตีความใหม่ได้อย่างทรงพลัง โดยเปรียบ “ทะเลขี้ผึ้ง” เป็นวัฏสงสารหรือความทุกข์ที่เหนี่ยวรั้งมนุษย์ไว้ ส่วน “เกาะและต้นมะพร้าว” ตรงกลางสระนั้นคือ พระนิพพาน ท่านได้ทิ้งวาทะอันลึกซึ้งเพื่อเตือนใจชาวพุทธที่มักจะคิดว่านิพพานอยู่ไกลแสนไกลไว้ว่า:

“มันมีความหมายว่า นิพพานนั้นอยู่กลางวัฏสงสาร เราสอนกันมาตามโรงเรียนนักธรรม เราสอนว่าโลกิยะกับโลกุตตระ ต้องแยกกันอยู่คนละทิศละทาง เหมือนฟ้ากับดิน ทั้งนี้เพราะเราพากันลืมเสีย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีทุกข์ที่ไหน ต้องดับทุกข์ที่นั่น นิพพานคือดับทุกข์ที่สุด มันก็ต้องอยู่ตรงกลางที่มีความทุกข์ที่สุดนั่นแหละ”

เบื้องหลังการสร้างสระแห่งนี้ก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน เพราะขุดขึ้นโดยอดีตวิศวกรหนุ่มนามว่า “คุณสิจุต” ผู้ซึ่งละทิ้งชีวิตทางโลกมาบวชเรียนและทำงานในสวนโมกข์ เขาไปยืมรถแทรกเตอร์มาขับและลงมือขุดสระแห่งนี้ด้วยตัวคนเดียวจนสำเร็จ!

c00219

โบสถ์เขาพุทธทอง และ ลานหินโค้ง: กลับสู่ความบริสุทธิ์แห่งพุทธกาล

ในขณะที่วัดทั่วไปแข่งขันกันสร้างโบสถ์วิหารที่หรูหรา วิจิตรบรรจง และทุ่มงบประมาณนับสิบล้านบาท ท่านพุทธทาสกลับเลือกที่จะทำในสิ่งตรงกันข้าม ท่านปฏิเสธการสร้างอาคารโบสถ์ที่มีหลังคา แต่เลือกใช้ “ยอดเขาพุทธทอง” ซึ่งเป็นเนินเขาดินธรรมชาติกลางวัด ให้เป็นอุโบสถแบบเปิดโล่ง โดยมีเพียงก้อนหินเรียงเป็นแนวเขต ต้นไม้เป็นผนัง และมีท้องฟ้าเป็นหลังคา ท่านให้เหตุผลที่เรียบง่ายว่า:

“เพื่อให้ง่ายและประหยัด คล้ายครั้งพุทธกาลมากที่สุด ในสมัยพุทธกาลไม่มีอาคารโบสถ์แบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน ท่านกำหนดใช้ที่กลางดิน หรือว่าใช้ในวิหารที่พัก กำหนดว่าอยู่ในวิสุงคามสีมาก็ใช้ได้”

เช่นเดียวกับ “ลานหินโค้ง” ที่ถูกออกแบบให้เป็นรูปครึ่งวงกลมคล้ายพระจันทร์ครึ่งซีก สร้างขึ้นจากการนำก้อนหินธรรมชาติมาจัดเรียงบนพื้นทรายนุ่มๆ เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำวัตรสวดมนต์ ฟังธรรม และเจริญสติท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้

ทุกตารางนิ้วในสวนโมกข์แห่งใหม่นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การก่อสร้างอิฐและปูน แต่คือการเนรมิต “มหาวิทยาลัยทางจิตวิญญาณ” ที่ใช้ธรรมชาติเป็นห้องเรียน ใช้ศิลปะเป็นตำรา และใช้ความสงบเป็นครูผู้สอน เพื่อดึงมนุษย์ให้กลับคืนสู่ความเรียบง่ายและแก่นแท้ของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

Share