สวนโมกข์กรุงเทพ เดินหน้า “การเรียนรู้สู่ธรรมวาที” หนุนพระสงฆ์มั่นคงในไตรสิกขา
หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ) ร่วมกับธรรมภาคีและบริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด เดินหน้าโครงการ “การเรียนรู้สู่ธรรมวาที” ในวาระ 120 ปี พุทธทาสภิกขุ เพื่อหนุนเสริมพระภิกษุผู้ตั้งใจศึกษา ปฏิบัติ และทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา ให้มีความมั่นคงในไตรสิกขา และเป็นกำลังสำคัญในการธำรงพระธรรมวินัยในสังคมไทย
พิธีเปิดโครงการจัดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ อาคารสถาบันวิปัสสนา ชั้น 3 วัดมเหยงคณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีพระราชภาวนาวชิรญาณ วิ. หรือหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–17 มิถุนายน 2569 มีพระภิกษุ อุบาสก และอุบาสิกา เข้าร่วมจำนวน 51 รูป/ท่าน
นพ.บัญชา พงษ์พานิช ผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้กล่าวปวารณาต่อคณะพระภิกษุที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี พร้อมด้วยคุณศุภชัย และคุณสงวนศรี สุทธิพงษ์ชัย แห่งบริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด ผู้สนับสนุนโครงการ ร่วมอยู่ในวาระดังกล่าว
นพ.บัญชาได้สรุปที่มาของการดำเนินงานครั้งนี้ว่า สวนโมกข์กรุงเทพมิได้มุ่งทำงานเฉพาะภายในองค์กรเท่านั้น หากยังถือภารกิจสำคัญในการออกไปหนุนเสริมวัด พระสงฆ์ และงานพระพุทธศาสนาในวงกว้าง ตามแนวทางที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ หรือหลวงพ่อสมเด็จ ป.อ. ปยุตฺโต เคยให้ข้อแนะนำไว้ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งสวนโมกข์กรุงเทพ
หลวงพ่อสมเด็จฯ เคยให้ข้อคิดสำคัญว่า การเกิดขึ้นของสวนโมกข์กรุงเทพมีความหมายในฐานะการเจริญงอกงามและขยายผลของงานธรรม แต่ขณะเดียวกันต้องระมัดระวังให้การทำงานเกิดผลจริง และเมื่อทำได้ดีแล้ว ควรออกไปหนุนเสริมวัดและพระอื่น ๆ ด้วย เพราะวัดและพระสงฆ์ล้วนมีส่วนสำคัญต่อการสืบต่อพระพุทธศาสนา
แนวคิดดังกล่าวจึงกลายเป็นทิศทางหนึ่งของสวนโมกข์กรุงเทพตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ทั้งในงานวัดบันดาลใจ พระอาสาคิลานธรรม ระบบปฏิบัติการ IT สำหรับวัด ฐานข้อมูลพระและวัด ระบบงานเพื่อธรรมาภิบาลในวัด รวมถึงชุดความรู้เพื่องานวัดวิถีใหม่ ซึ่งต่อมาได้รับการขยายผลเป็นระบบปฏิบัติการถวายวัดญาณเวศกวัน และระบบสนับสนุนการปฏิบัติธรรมออนไลน์ถวายวัดมเหยงคณ์
สำหรับโครงการ “การเรียนรู้สู่ธรรมวาที” มีจุดเริ่มต้นจากความพยายามตั้งแต่ปี 2555 ในวาระพุทธชยันตี 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ ที่สวนโมกข์กรุงเทพเห็นว่า ภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมมีหลักสูตรพิเศษเพื่อพัฒนาผู้นำและบุคลากรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นภาคราชการ ภาคธุรกิจ หรือภาคการเมือง ขณะที่ภาคพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการหนุนเสริมพระภิกษุผู้จะเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนา ยังควรมีกระบวนการเรียนรู้ที่ออกแบบอย่างเหมาะสมเพิ่มเติม
ในครั้งนั้น สวนโมกข์กรุงเทพได้ร่วมกับ ดร.วิรไท สันติประภพ พัฒนาโครงการ “เรียนรู้สู่ธรรมวาที” ขึ้น โดยได้รับแนวคิดเรื่องชื่อจากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และจัดขึ้นมาแล้วหนึ่งครั้ง มีพระภิกษุเข้าร่วม 30 รูป และร่วมกระบวนการครบ 28 รูป ก่อนจะชะลอการดำเนินงานเพื่อรอเหตุปัจจัยที่เหมาะสม
ต่อมา เมื่อคุณสงวนศรีและคุณศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย แห่งบริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด แสดงเจตนารมณ์สนับสนุนงานที่ถวายประโยชน์ต่อพระสงฆ์และพระพุทธศาสนา สวนโมกข์กรุงเทพจึงได้หารือกับคณะพระสงฆ์จากวัดญาณเวศกวัน และภาคีที่เกี่ยวข้อง จนเกิดเป็นโครงการ “การเรียนรู้สู่ธรรมวาที” ในวาระ 120 ปี พุทธทาสภิกขุ โดยวางกรอบการทำงานเบื้องต้น 3 ปี
สาระสำคัญของโครงการคือการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อหนุนเสริมพระภิกษุให้มีความมั่นคงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา พร้อมทั้งมีความเข้าใจลึกซึ้งในพระธรรมวินัย สามารถเป็น “ธรรมวาที” หรือผู้กล่าวธรรมอย่างถูกต้อง เที่ยงตรง และเป็นปากเสียงของพระธรรมวินัยได้ในสังคมร่วมสมัย
นพ.บัญชาได้ย้ำถึงความสำคัญของ “ธรรมวาที” ตามแนวคิดที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้เคยอธิบายไว้ว่า ภารกิจสำคัญของพระสงฆ์คือการรักษาพระธรรมวินัยให้คงอยู่อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ทั้งด้วยการเล่าเรียน ทรงจำ ประพฤติปฏิบัติให้เป็นเนื้อเป็นตัวของชีวิต และเข้าถึงผลแห่งธรรมด้วยตนเอง เพื่อให้สามารถบอกกล่าวแก่สังคมได้ว่า สิ่งใดเป็นธรรม เป็นวินัย และสิ่งใดไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย
ในบริบทที่พระพุทธศาสนาอยู่คู่สังคมไทยมายาวนานกว่า 2,000 ปี และประเทศไทยมีพระภิกษุจำนวนมาก โครงการนี้จึงตั้งคำถามสำคัญว่า หากพระภิกษุแม้เพียงส่วนน้อยได้รับโอกาสในการเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม และเติบโตเป็นกำลังแห่งธรรมวาที จะสามารถสร้างผลสะเทือนต่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทยได้เพียงใด
นพ.บัญชายังเชื่อมโยงวาระ 120 ปี พุทธทาสภิกขุ กับถ้อยคำสำคัญที่ท่านพุทธทาสฝากไว้ว่า “ทุกคนเป็นพุทธทาสได้” โดยชี้ให้เห็นว่า หากท่านพุทธทาสภิกขุและหมู่คณะสามารถสร้างสรรค์งานธรรมได้กว้างไกลถึงเพียงนี้ และหากหลวงพ่อสุรศักดิ์พร้อมคณะสามารถฟื้นวัดมเหยงคณ์จากวัดร้างให้กลับมาเป็นมหาอารามแห่งการปฏิบัติธรรมได้ ก็ชวนให้คิดต่อว่า หากพระภิกษุไทยจำนวนหนึ่งได้รับโอกาสเรียนรู้และเติบโตเป็นกำลังแห่งพระศาสนาอย่างจริงจัง จะเกิดพลังสร้างสรรค์เพียงใดในอนาคต
การจัดกิจกรรมปฐมบทครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดโครงการอบรมหรือหลักสูตรใหม่ แต่เป็นการเริ่มต้นกระบวนการระยะยาวในการเชื่อมโยงพระสงฆ์ วัด องค์กรธรรม ภาคีเอกชน และผู้มีจิตศรัทธา เข้าด้วยกัน เพื่อร่วมกันหนุนเสริมพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่อย่างมีชีวิต มีคุณภาพ และตอบโจทย์สังคมร่วมสมัย
สวนโมกข์กรุงเทพและธรรมภาคีจึงขอปวารณาที่จะร่วมถวายงาน สนับสนุน และเดินเคียงข้างคณะพระภิกษุในกระบวนการ “การเรียนรู้สู่ธรรมวาที” เพื่อให้โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญในการสร้างพระภิกษุผู้มั่นคงในไตรสิกขา เป็นกำลังของสังฆะ และเป็นแสงสว่างของพระพุทธศาสนาต่อไป