พุทธศาสนามีไว้ให้ “อิ่ม”: เข้าใจเป้าหมายศาสนากับพุทธทาส
พุทธทาส นิพพาน ความอิ่ม

พุทธศาสนามีไว้ให้ "อิ่ม": เข้าใจเป้าหมายศาสนากับพุทธทาส

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ถ้าถามว่าเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาคืออะไร คำตอบที่คุ้นเคยคงเป็น “นิพพาน” แต่สำหรับคนจำนวนมาก คำตอบนี้กลับพาไปสู่คำถามต่อไปว่า นิพพานคืออะไร เกี่ยวข้องกับชีวิตอย่างไร และเป็นเรื่องที่คนธรรมดาจะเข้าถึงได้หรือไม่

พุทธทาสภิกขุเลือกอธิบายเรื่องเดียวกันด้วยคำที่ทุกคนรู้จักมาตั้งแต่เด็ก

“อิ่ม”

ในการบรรยาย หัวข้อ ธรรมปาฏิโมกข์ ปี 2510 ครั้งที่ 7 เรื่องความอิ่ม (ที่ไม่ต้องกิน) ท่านอธิบายว่า เราไม่ต้องเรียนศัพท์ทางศาสนาก็รู้จักความอิ่ม รู้ว่าความหิวทำให้กระวนกระวาย และรู้ว่าเมื่ออิ่มแล้ว ความดิ้นรนหาอะไรมาสนองความหิวก็สงบลง ท่านนำประสบการณ์ธรรมดานี้มาเปิดทางให้เข้าใจจุดหมายของพุทธศาสนา

“ที่จริงถ้าเข้าใจเรื่องความอิ่มคำเดียวอย่างเพียงพอทั่วถึงแล้วก็ มันก็รู้พุทธศาสนาหมดเหมือนกัน เพราะว่าไอ้ธรรมะนี้มันมีค่าตรงที่ทำให้คนรู้สึกอิ่มนี้”

คำอธิบายนี้ฟังเรียบง่ายจนอาจชวนสงสัยว่า พุทธศาสนาที่มีคำสอนมากมายจะเหลือเพียงเท่านี้ได้อย่างไร แต่ท่านกำลังชวนมองไปที่ผลของคำสอนเหล่านั้นว่า ท้ายที่สุดแล้ว ธรรมะช่วยให้มนุษย์พ้นจากความหิวที่คอยบีบคั้นชีวิตได้หรือไม่

ความอิ่มที่ท่านกล่าวถึงจึงมีความหมายลึกกว่าการกินอาหารเต็มท้อง ท่านเรียกมันว่า “ความอิ่มทางวิญญาณ” ซึ่งในบริบทนี้หมายถึงความอิ่มในชีวิตด้านในส่วนลึก โดยเฉพาะการพ้นจากความกระหายที่ผูกอยู่กับความยึดถือในตัวตน

เราจึงเริ่มเข้าใจเรื่องนี้ได้จากการสังเกตว่า แม้ร่างกายจะอิ่มแล้ว ใจก็ยังหิวได้อีกมากเพียงใด

มีรายได้เพิ่มแล้วก็ยังรู้สึกว่าต้องมีอีก ได้รับคำชมแล้วก็ยังรอคำชมครั้งต่อไป ทำงานสำเร็จแล้วก็ยังไม่สบายใจเมื่อเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จมากกว่า ความหิวเช่นนี้ทำให้ชีวิตรู้สึกขาดอยู่เรื่อย ๆ แม้สิ่งที่มีจะเพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม

พุทธทาสแยกความอิ่มออกเป็นสองแบบ แบบแรกเกิดจากการหาสิ่งมาสนองความหิว เช่น เมื่อร่างกายหิวอาหารก็กิน เมื่อพักผ่อนไม่พอก็นอน ความต้องการเหล่านี้ต้องได้รับการดูแลตามสมควร

ส่วนความอิ่มอีกแบบเกิดจากการที่ความหิวนั้นสงบลง จึงไม่ต้องคอยหาสิ่งใดมาป้อนมันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

“ดังนั้น เรามี ๒ อิ่มก็พอแล้ว ทางร่างกายก็หาให้กินให้อิ่มๆ เป็นประจำวันไป ทางจิตทางวิญญาณก็หยุดความกระหายเสียมันก็อิ่ม นี่เลยเป็นคนอิ่มทั้งทางกายและทางวิญญาณก็สบาย ปัญหาก็หมด พุทธศาสนาก็จบ มีเท่านั้นเอง”

ถ้อยคำว่า “พุทธศาสนาก็จบ มีเท่านั้นเอง” แสดงน้ำเสียงตรงไปตรงมาของท่านได้ชัด ความเรียบง่ายนี้มีไว้ให้เราเห็นว่าควรนำธรรมะมาใช้จัดการกับอะไรในชีวิต ขณะที่เรื่องปากท้องต้องดูแลด้วยอาหารและปัจจัยจำเป็น ความกระหายในส่วนลึกก็ต้องอาศัยความเข้าใจและการฝึกใจ

ในคำบรรยายนี้ ท่านเน้นเป็นพิเศษถึงความหิวที่จะดี จะเด่น จะมีเกียรติ และได้รับการยอมรับจากผู้อื่น ความหิวของ “ตัวกู” ที่ต้องการให้คนอื่นเห็นความสำคัญอยู่เสมอ

เมื่อความสงบของใจขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่าเราต้องโดดเด่นพอ ต้องได้รับคำชมมากพอ หรือต้องเหนือกว่าคนอื่น เราก็ยากจะรู้สึกเต็ม เพราะไม่มีใครควบคุมการยอมรับจากคนทั้งโลกได้

ท่านใช้ภาพ “เปรต” ที่ท้องเท่าภูเขา แต่ปากเท่ารูเข็ม มาอธิบายสภาวะนี้ เปรตเป็นภาพของผู้หิวโหยที่กินเท่าไรก็ไม่พอ ท้องอันใหญ่โตเปรียบได้กับความอยากมหาศาล ส่วนปากเล็กนิดเดียวเปรียบกับโอกาสที่จะได้รับสิ่งต่าง ๆ ตามความอยากนั้น

ในคำอธิบายของท่าน เราจึงเป็นเปรตได้ตั้งแต่ยังมีชีวิต เมื่อใจหิวการยอมรับอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ยิ่งเรียกร้องมากเท่าไร สิ่งที่ได้รับก็ยิ่งดูน้อยเกินไป

การฝึกธรรมะจึงเกี่ยวข้องกับการรู้ทันความหิวนี้ เห็นว่ามันเกิดจากความยึดถืออย่างไร และค่อย ๆ คลายเงื่อนไขที่เราตั้งไว้กับชีวิตว่า ฉันต้องมี ต้องเป็น หรือต้องได้รับสิ่งนั้นเสียก่อน จึงจะสบายใจได้

ถึงตรงนี้ อาจเกิดข้อสงสัยว่า เมื่อใจอิ่มแล้ว เราจะยังมีแรงทำงานหรือพัฒนาตัวเองหรือไม่

พุทธทาสกล่าวถึงเรื่องนี้โดยตรง คนทำงานในสำนักงาน ในไร่ ในนา หรือในสวน ยังคงทำหน้าที่ของตนต่อไปได้ พร้อมกับฝึกให้มีความอิ่มทางใจ การทำงานดำเนินไปด้วยสติปัญญา เห็นว่าอะไรควรทำและทำให้ดี โดยไม่ต้องคอยใช้ผลงานทุกชิ้นพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของตัวเอง

เราเรียนรู้ได้เพราะต้องการเข้าใจ ทำงานได้เพราะเห็นประโยชน์ และแก้ไขข้อผิดพลาดได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าความผิดพลาดครั้งหนึ่งทำให้ชีวิตหมดคุณค่า ความอิ่มจึงอยู่ร่วมกับความขยันและความรับผิดชอบได้

ท่านยังเสนอจุดเริ่มต้นที่ใกล้ตัวมาก คือการ “เป็นเกลอกับธรรมชาติ” ลองสนใจใบไม้ ก้อนหิน ใบหญ้า หรือแมลง มองเห็นรายละเอียดและความน่าศึกษาของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ความพอใจเช่นนี้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องซื้อหาหรือครอบครองอะไรเพิ่ม

ตัวอย่างเรื่องการปลูกดอกไม้ของท่านทำให้เห็นความต่างได้ชัด หากปลูกเพื่ออวดว่าตนมีของสวยของดี เราก็อาจคอยหาต้นใหม่และรอให้ใครมาชื่นชมอยู่เรื่อย ๆ แต่หากสนใจต้นไม้นั้นจริง ๆ เราก็พอใจกับการดูใบ ดูราก และเห็นมันเติบโตได้ แม้ในวันที่ยังไม่มีดอก

ต้นไม้ต้นเดียวกันจึงเป็นได้ทั้งสิ่งที่กระตุ้นความหิวและสิ่งที่ช่วยให้ใจรู้จักความอิ่ม ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าไปสัมพันธ์กับมันอย่างไร

ความอิ่มเป็นขณะ ๆ เช่นนี้ยังต่างจากความอิ่มถึงที่สุด ท่านอธิบายว่า แม้ความอยากหยุดลงชั่วคราวก็ยังดี เพราะในช่วงนั้นเราพ้นจากการบีบคั้นของมัน และเริ่มเห็นได้ด้วยตนเองว่า ใจที่ไม่หิวเป็นอย่างไร

ส่วนความอิ่มที่ท่านเรียกว่า “อิ่มนิรันดร” ใช้อธิบายพระนิพพาน คือความดับตัณหาอย่างสิ้นเชิง จึงไม่มีเหตุให้ความหิวเช่นเดิมกลับมาทรมานอีก คำนี้ไม่ได้หมายถึงร่างกายที่ไม่ตายหรือตัวตนที่ดำรงอยู่ตลอดกาล แต่กล่าวถึงความสิ้นสุดของเหตุแห่งทุกข์

การใช้คำว่า “อิ่ม” ทำให้จุดหมายนี้มีความหมายที่เราพอจะสัมผัสได้ เมื่อได้ยินคำว่า “หยุดอยาก” เราอาจนึกถึงชีวิตแห้งแล้งที่ไม่เหลือความสนใจอะไร แต่เมื่อได้ยินคำว่า “อิ่ม” เรานึกถึงความเต็ม ความสบาย และการไม่ต้องดิ้นรนหาอะไรมาเติมอยู่ตลอดเวลา

ชีวิตที่อิ่มยังมีพื้นที่สำหรับการทำประโยชน์ด้วย พุทธทาสเชื่อมเรื่องนี้กับภาพปริศนาธรรมชุดจับวัวสิบภาพ ซึ่งใช้การตามหาและฝึกวัวเป็นอุปมาเรื่องการฝึกจิต โดยท่านหยิบภาพช่วงท้ายมาอธิบายถึงผู้ที่มีความอิ่มแล้วกลับไปช่วยเหลือผู้อื่น

“ดังนั้น เราหยุดหิวเสียแล้วก็อิ่ม อิ่มแล้วก็ทำงานเพื่อคนอื่น เพื่อผู้อื่น เรื่องจบ”

เมื่อไม่ต้องคอยหาคำยืนยันให้ตัวเองตลอดเวลา เราก็มีพื้นที่รับฟังและมองเห็นความต้องการของคนอื่นมากขึ้น ช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องรอคำยกย่อง และยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่นได้โดยไม่รู้สึกว่าตนเองด้อยลง

คำเล็ก ๆ ว่า “อิ่ม” จึงเชื่อมตั้งแต่ประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงความดับทุกข์และการใช้ชีวิตเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น เป็นวิธีอธิบายเรื่องใหญ่ที่ยังคงความลึกของคำสอนไว้ แต่เปิดให้คนที่ไม่คุ้นกับภาษาธรรมเข้ามาทำความเข้าใจได้

เราอาจยังอธิบายนิพพานไม่ได้ทั้งหมด แต่เริ่มสังเกตได้ตั้งแต่วันนี้ว่า อะไรทำให้ใจหิว และในขณะที่ความหิวนั้นสงบลง ชีวิตรู้สึกอย่างไร

พุทธศาสนามีไว้ให้อิ่ม คำอธิบายสั้น ๆ ที่ชวนให้เรากลับมาตรวจสอบว่า ธรรมะที่เรียนรู้กำลังช่วยให้ชีวิตอิ่มขึ้นจริงหรือไม่

ที่มา  https://pagoda.or.th/buddhadasa/2510-6.html

Share