[ธรรมตามจังหวะ] Breathe – Lee Hi กลับมาหายใจ และอ่อนโยนกับตัวเอง
LEE HI – 한숨 (BREATHE)

[ธรรมตามจังหวะ] Breathe - Lee Hi กลับมาหายใจ และอ่อนโยนกับตัวเอง

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

Breathe — กลับมาหายใจ และอ่อนโยนกับตัวเอง

บางวันเราเหนื่อยกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่บางคืน สิ่งที่ทำให้เหนื่อยกลับเป็นเรื่องที่ผ่านไปนานแล้ว คำพูดที่อยากย้อนกลับไปแก้ การตัดสินใจที่ยังนึกเสียใจ หรือความผิดพลาดที่กลับมาในความคิดทุกครั้งที่อยู่เงียบ ๆ แม้เหตุการณ์จะจบลงแล้ว เราก็ยังทบทวนมันซ้ำ พร้อมคำถามว่า ทำไมวันนั้นจึงทำเช่นนั้นลงไป

Breathe ของ Lee Hi เป็นเพลงที่อาจเข้าถึงคนในช่วงเวลาเช่นนี้ เพลงจากปี 2016 ซึ่งจงฮยอนแห่งวง SHINee เขียนเนื้อร้องและมีส่วนแต่งทำนอง เกิดขึ้นในช่วงที่ลีไฮต้องการเพลงสำหรับปลอบประโลมผู้คน เธอเองก็เล่าว่าได้รับการปลอบโยนจากเพลงนี้ระหว่างบันทึกเสียงเช่นกัน

ลมหายใจของคนที่มีอะไรอัดแน่นอยู่ข้างใน

ชื่อภาษาเกาหลีของเพลงคือ 한숨 หรือ “การถอนหายใจ” เสียงธรรมดาที่บางครั้งบรรจุความรู้สึกไว้มากกว่าคำอธิบาย ท่อนเปิดของเพลงถ่ายทอดเป็นภาษาไทยได้ว่า

ลองหายใจเข้าลึก ๆ
จนอกทั้งสองข้างรู้สึกชา
จนเจ็บขึ้นมานิดหน่อย
ผ่อนลมหายใจออกไปอีก
จนรู้สึกราวกับว่า
ข้างในไม่เหลืออะไรอยู่อีกแล้ว

ภาพของลมหายใจในท่อนนี้มีทั้งความตึง ความชา และความเจ็บ ทำให้ความทุกข์ที่มองไม่เห็นปรากฏผ่านความรู้สึกของร่างกาย ราวกับคนคนหนึ่งมีอะไรอัดแน่นอยู่ภายในมากมาย จนการหายใจธรรมดาก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความพยายาม เมื่ออ่านเป็นภาษากวี ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้เราเข้าใกล้ความเหนื่อยล้าของเขาได้ โดยยังไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง

จากนั้นเพลงค่อยพาไปสู่การผ่อนออก จนรู้สึกเหมือนภายในว่างเปล่า เราอาจอ่านภาพนี้ว่าเป็นความปรารถนาจะได้วางสิ่งที่แบกอยู่ลงสักครู่ ได้ถอนหายใจยาว ๆ โดยยังไม่ต้องรีบรวบรวมตัวเองกลับไปสู้ต่อ ความว่างในที่นี้จึงมีทั้งความหมดแรงและความโล่งอยู่พร้อมกัน

ถ้อยคำเหล่านี้เป็นภาพทางอารมณ์ของเพลง ส่วนการเชื่อมไปสู่การมีสติรู้ลมหายใจเป็นการอ่านต่อยอดผ่านพุทธธรรม ซึ่งเริ่มได้จากคำถามใกล้ตัวว่า ขณะนี้เรากำลังแบกอะไรไว้ และเราจะดูแลคนที่กำลังเหนื่อยอยู่ตรงนี้อย่างไร

เมื่อความผิดพลาดกลายเป็นเสียงตำหนิในใจ

สิ่งที่อัดแน่นอยู่ภายในอาจเป็นความกังวล ความสูญเสีย หรือความรู้สึกผิดที่เรายังวางไม่ลง ในเพลงยังมีประเด็นที่ยอมรับว่าความผิดพลาดเป็นประสบการณ์ที่ใคร ๆ ก็เคยผ่าน ความห่วงใยของเพลงจึงตั้งอยู่บนความเข้าใจในความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ด้วย

หากเพื่อนคนหนึ่งเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป เราอาจรับฟัง ช่วยคิดหาทางแก้ไข และให้โอกาสเขาเริ่มต้นใหม่ แต่เมื่อเป็นความผิดพลาดของตัวเราเอง เรากลับเข้มงวดกว่านั้นมาก บางครั้งความคิดค่อย ๆ เคลื่อนจากการยอมรับว่าทำบางอย่างไม่ดี ไปสู่การตัดสินว่าตัวเราไม่มีอะไรดีเลย ความผิดพลาดเพียงเรื่องหนึ่งจึงขยายใหญ่จนบดบังส่วนอื่นทั้งหมดของชีวิต

ความรู้สึกผิดอาจมีประโยชน์เมื่อช่วยให้เราเห็นผลของการกระทำ กลับไปขอโทษ แก้ไขความเสียหาย หรือระวังไม่ให้เหตุการณ์เกิดซ้ำ แต่เมื่อเรานึกถึงเรื่องเดิมเพื่อกล่าวโทษตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่ได้เห็นทางดูแลสิ่งใดเพิ่มเติม ความรู้สึกนั้นก็อาจกลายเป็นความทุกข์ที่ติดค้างอยู่ แม้เราจะรับรู้บทเรียนของมันแล้วก็ตาม

เมื่อมองผ่านเรื่องกรุณา เราอาจเริ่มจากการเห็นว่าตัวเองกำลังทุกข์ และปรารถนาให้ทุกข์นั้นคลายลงด้วย ความกรุณาต่อตัวเองเปิดพื้นที่ให้เรามองความผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา รับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น และยังให้โอกาสตัวเองเรียนรู้ การยอมรับว่าทำพลาดจึงไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการปฏิเสธคุณค่าของตัวเองทั้งหมด

ให้อภัยตัวเอง โดยเก็บบทเรียนไว้

ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ใน การอยู่ด้วยปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ว่า

“ที่ทำผิดไปแล้วก็เลิกนึกถึง ถือแต่ว่าจะไม่ทำให้ผิดอีก จะไม่ผิดซ้ำอีก แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องเอามาทรมานใจ”

น้ำหนักของคำสอนอยู่ทั้งตรงการหยุดทรมานใจ และความตั้งใจที่จะไม่ทำผิดซ้ำ ในคำบรรยายเดียวกัน ท่านอธิบายด้วยว่า เราสามารถระลึกถึงอดีตเพื่อนำมาเป็นครูแก่ปัจจุบันได้ จึงยังมีที่ทางสำหรับการทบทวน เรียนรู้ และใช้ประสบการณ์ช่วยให้การกระทำวันนี้รอบคอบขึ้น

เมื่อนำมาพิจารณาเรื่องการให้อภัยตัวเอง เราอาจเริ่มจากการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เห็นว่าการกระทำของเราส่งผลอย่างไร และรับผิดชอบในส่วนที่ยังทำได้ พร้อมกับเปิดโอกาสให้ตัวเองเติบโตพ้นจากพฤติกรรมเดิม ความเสียใจสามารถอยู่ร่วมกับความตั้งใจเปลี่ยนแปลงได้ โดยเราไม่จำเป็นต้องใช้ความเกลียดตัวเองเป็นเครื่องยืนยันว่าเสียใจมากพอแล้ว

บางเรื่องยังต้องแก้ไข บางคำขอโทษยังต้องเอ่ย และบางความสัมพันธ์ต้องให้เวลาอีกฝ่าย การให้อภัยตัวเองจึงค่อย ๆ เกิดขึ้นระหว่างการรับผิดชอบเหล่านั้นได้ เราอาจยังรู้สึกผิดเมื่อระลึกถึงเหตุการณ์ แต่เริ่มมองเห็นด้วยว่า วันนี้เรากำลังพยายามทำสิ่งใดให้ดีขึ้น

ในแง่นี้ การไม่ยึดติดกับอดีตอาจเริ่มจากการคลายความคิดที่ว่า ความผิดพลาดครั้งนั้นคือคำตัดสินสุดท้ายว่าเราเป็นคนอย่างไร เรายอมรับว่าเป็นผู้กระทำสิ่งนั้น ขณะเดียวกันก็รับรู้ว่าปัจจุบันยังมีโอกาสให้เลือกการกระทำใหม่ และสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านสิ่งที่ทำจริง

กลับมาอยู่กับลมหายใจ และสิ่งที่ยังทำได้

เมื่อความรู้สึกผิดวนกลับมา เราอาจยังคิดคำปลอบใจไม่ออก หรือยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ในทันที ลมหายใจเป็นจุดเล็ก ๆ ที่เราเริ่มกลับมารับรู้ตัวเองได้ โดยยังไม่ต้องหาคำตอบให้ทุกเรื่องพร้อมกัน

เพมา โชดรอน (Pema Chödrön) ภิกษุณีชาวอเมริกันในพุทธศาสนาสายทิเบต และผู้เขียนหนังสือ When Things Fall Apart ให้ความสำคัญกับการฝึก “ไมตรีต่อตัวเอง” หรือการเป็นมิตรกับตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข ความเป็นมิตรนี้ครอบคลุมถึงส่วนที่เปราะบาง สับสน และส่วนที่เราไม่ภูมิใจด้วย เราจึงเริ่มดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ขณะที่ยังมีข้อบกพร่องและยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่

ในการฝึกที่เธอเรียกว่า compassionate abiding หรือการอยู่กับประสบการณ์ตรงหน้าด้วยความกรุณา ลมหายใจเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดรับความรู้สึกที่เรามักอยากผลักไส ขณะหายใจเข้า เรารับรู้ความรู้สึกนั้นอย่างอ่อนโยน ขณะหายใจออก เราคลายความตึงและให้พื้นที่กับมัน เธอเน้นว่าการผ่อนลมหายใจออกมีไว้เพื่อคลายการบีบคั้นรอบความรู้สึก โดยไม่บังคับให้ความรู้สึกนั้นหายไป

เมื่ออ่าน Breathe ผ่านแนวคิดนี้ เราอาจเห็นความหมายอีกชั้นหนึ่งของการได้พักหายใจ คนที่กำลังรู้สึกผิดสามารถยอมรับความเสียใจของตัวเอง พร้อมกับค่อย ๆ ลดน้ำเสียงกล่าวโทษที่ซ้ำเติมอยู่ภายใน แม้วันนี้จะยังให้อภัยตัวเองได้ไม่หมด เราก็ฝึกอยู่ข้างตัวเองด้วยความเข้าใจได้ การหายใจจึงเป็นช่วงเวลาที่เราให้ทั้งพื้นที่และความอ่อนโยนแก่คนที่กำลังทุกข์อยู่ตรงนี้

ในอานาปานสติ การฝึกเริ่มจากการมีสติรู้ลมหายใจเข้าและออก รู้เมื่อหายใจยาวหรือสั้น และค่อย ๆ พัฒนาความรู้ตัวเกี่ยวกับกาย ความรู้สึก และจิต ลมหายใจจึงเป็นสิ่งที่ใช้ฝึกการรับรู้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เราสังเกตสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเองในขณะนี้

ในชีวิตประจำวัน เราอาจหยุดสักครู่ รับรู้ลมหายใจตามธรรมชาติ สังเกตความตึงของร่างกาย และรับรู้ว่าตอนนี้ใจกำลังเสียใจหรือกล่าวโทษตัวเองอยู่ หากความทรงจำกลับมา ก็รู้ว่ากำลังนึกถึงมัน แล้วค่อยกลับมาสัมผัสลมหายใจอีกครั้ง การกลับมานี้ทำได้ด้วยความนุ่มนวล โดยไม่ต้องตำหนิตัวเองเพิ่มที่ยังวางเรื่องเก่าไม่ได้

ความกรุณาอยู่ในวิธีที่เราปฏิบัติต่อตัวเองระหว่างนั้นด้วย เราให้เวลากับความรู้สึกที่ยังค้างอยู่ ไม่เร่งให้ตัวเองสงบหรือกำหนดว่าต้องหายเสียใจภายในกี่วัน แม้วันนี้จะยังให้อภัยตัวเองได้ไม่หมด เราก็ดูแลตัวเองในระหว่างทางได้

เมื่อใจพอมีพื้นที่ เราอาจถามอย่างเรียบง่ายว่า จากเรื่องที่เกิดขึ้น วันนี้มีอะไรที่ควรทำบ้าง อาจเป็นการติดต่อไปขอโทษ แก้ไขงานที่ผิดพลาด วางวิธีป้องกันปัญหาเดิม หรือพักให้เพียงพอก่อนกลับไปตัดสินใจเรื่องสำคัญ การอยู่กับปัจจุบันจึงมีความหมายผ่านการกระทำเล็ก ๆ เหล่านี้ด้วย

เมื่อฟัง Breathe อีกครั้ง ภาพของการผ่อนลมหายใจจนภายในเบาลงอาจชวนให้เราลองคลายคำกล่าวโทษที่ยึดไว้แน่น ให้คนที่เคยทำพลาดได้พัก ได้รับการดูแล และมีกำลังทำสิ่งที่ควรทำต่อไป ความอ่อนโยนที่ได้รับจากเพลงอาจกลายเป็นความอ่อนโยนที่เราค่อย ๆ เรียนรู้จะมอบให้ตัวเอง

คืนนี้อาจยังมีเรื่องที่ค้างคาอยู่ เราวางมันไว้ชั่วคราวได้ กลับมารับรู้ลมหายใจที่กำลังเข้าและออก แล้วเลือกดูแลสิ่งหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า วันนี้ยังมีการกระทำดี ๆ ที่เราทำได้ แม้เมื่อวานจะมีเรื่องที่อยากย้อนกลับไปแก้ก็ตาม

Share