ฉลาดแกมโกง – ธรรมะจะป้องกันการทุจริตอย่างไร
โกง

ฉลาดแกมโกง - ธรรมะจะป้องกันการทุจริตอย่างไร

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

สมมติว่าเรากำลังจะขายโทรศัพท์เครื่องเก่า เครื่องยังสวย กล้องยังถ่ายรูปได้ชัด เสียอยู่อย่างเดียวคือบางครั้งมันก็ดับไปเอง ทั้งที่หน้าจอบอกว่าแบตเตอรี่เหลืออีกตั้ง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เรารู้นิสัยมันดีเพราะใช้มาหลายปี แต่คนที่จะซื้อรู้ได้เท่าที่เราเล่าให้เขาฟัง

ตอนเขียนประกาศ เราพิมพ์ไปแล้วว่า “แบตเริ่มเสื่อม บางครั้งเครื่องดับเอง” แล้วก็ลังเล ถ้าเก็บประโยคนี้ไว้คงต้องลดราคา ถ้าลบออก รูปถ่ายก็สวยดี และตอนนัดลองเครื่องสักห้านาที มันอาจไม่ดับให้เห็นด้วยซ้ำ

ในธรรมบรรยายเรื่อง ธรรมะในฐานะเป็นสิ่งป้องกันความทุจริต พุทธทาสภิกขุชวนให้ระวังความฉลาดของเราเอง โดยเฉพาะเวลาที่เราอยากได้อะไรสักอย่างมากพอจะหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ท่านพูดถึงความฉลาดชนิดนี้ด้วยถ้อยคำที่ฟังแล้วแทบได้ยินจังหวะเสียง

“ถ้าไม่มีธรรมะเหล่านี้เป็นเครื่องป้องกัน ไอ้ความฉลาดของคนนั้นแหละ มันจะพลิกไปเป็นฉลาดในทางเลว ทางต่ำ ทางชั่ว เพราะมันรู้คิด มันรู้คิด มันรู้คิดแต่จะได้”

คำที่น่าหยุดฟังคือ “มันรู้คิดแต่จะได้” คนขายในเรื่องนี้คิดได้หลายอย่าง ทั้งราคาที่อยากได้ คำที่จะใช้ลงประกาศ และโอกาสที่คนซื้อจะจับได้ เหลือเรื่องเดียวที่เขายังไม่ได้คิดจริงจัง คือถ้าตัวเองเป็นฝ่ายจ่ายเงิน เขาอยากรู้เรื่องแบตเตอรี่ก่อนซื้อไหม

เหตุใดท่านจึงวาง “สุทธิ” ไว้ก่อนปัญญา

ในธรรมะสี่ข้อที่ท่านพุทธทาสฝากไว้ ท่านยก สุทธิ ขึ้นก่อนปัญญา เมตตา และขันตี คำว่า “สุทธิ” แปลว่าความบริสุทธิ์ ท่านขยายความด้วยคำที่เข้าใจง่ายขึ้นอีกคำหนึ่งคือ ความซื่อตรง และท่านมีเหตุผลที่ย้ำลำดับนี้

“สุทธินั่นคือหลักสุทธิจะมาก่อน มาก่อน จะได้ควบคุมปัญญาให้มันอยู่ในแนวที่ถูกต้อง อย่าให้เป็นความฉลาดที่คดโกง”

คนที่รู้จักโทรศัพท์เครื่องนี้ดีที่สุดคือเจ้าของ ความรู้นั้นช่วยให้เขาอธิบายอาการเสียได้แม่นที่สุด และก็ช่วยให้เขาเลือกคำหลบเลี่ยงได้แนบเนียนที่สุดด้วย ตรงนี้เองที่สุทธิสำคัญ ถ้าเขาซื่อตรงต่อหน้าที่ของคนขาย เขาจะใช้ความรู้ที่มีตอบคำถามว่า “เขาควรรู้อะไรก่อนจ่ายเงินให้เรา” แต่เมื่อใจอยากได้ราคาเต็ม คำถามอาจค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “จะเขียนอย่างไรให้ขายได้ โดยไม่มีใครว่าเราโกหก” ยิ่งใช้ภาษาเก่ง เขาก็ยิ่งหาคำตอบให้คำถามหลังได้ง่าย

“การศึกษาหมาหางด้วน” ขาดอะไรไป

เมื่อพูดกับคณะครูโรงเรียนอาชีวศึกษา ท่านพุทธทาสเคยเรียกการศึกษาที่สอนให้รู้หนังสือและประกอบอาชีพได้ แต่ละเลยการฝึกให้คนรู้เท่าทันความเห็นแก่ตัวว่า “การศึกษาระบบหมาหางด้วน” คำเปรียบนี้มีที่มาจากนิทานเรื่องหมาที่เสียหางไปแล้วเที่ยวชวนตัวอื่นให้ตัดหางตาม พอนิยมทำตามกันเข้า สิ่งที่ขาดหายไปก็กลายเป็นสิ่งที่ใคร ๆ เห็นว่าธรรมดา (อ่านเพิ่มเติม คลิกที่นี่)

ลองนึกถึงห้องเรียนที่ให้เด็ก ๆ ฝึกขายของออนไลน์ เด็กคนหนึ่งถ่ายรูปเก่ง เขียนคำบรรยายชวนอ่าน ตั้งราคาเป็น ขายโทรศัพท์ได้ในวันเดียว ถ้าครูดูเพียงยอดขาย เด็กคนนี้คงได้คะแนนดี แต่ถ้าครูชวนให้ลองนั่งฝั่งคนซื้อดูบ้าง บทสนทนาอาจเปลี่ยนไป เด็กอาจพบด้วยตัวเองว่า ข้อมูลข้อเดียวที่ทำให้เขาขายของยากขึ้น กลับเป็นข้อมูลที่คนซื้อต้องการมากที่สุด

ส่วนที่ท่านพุทธทาสเสียดายในระบบการศึกษาอยู่ตรงนี้ คนเราฝึกใช้ความรู้จนหาเลี้ยงชีพได้แล้ว ยังต้องฝึกสังเกตใจตัวเองด้วย โดยเฉพาะในวันที่ความซื่อตรงมีราคาที่เราต้องจ่าย

ศีลห้ากับประโยคที่เราลบออกจากประกาศขายของ

พอเอ่ยคำว่า “ศีลห้า” หลายคนอาจนึกถึงเสียงรับศีลในงานบุญ คำว่า “ลักทรัพย์” ชวนให้นึกถึงคนล้วงกระเป๋า ส่วน “พูดเท็จ” ก็ชวนให้นึกถึงการแต่งเรื่องขึ้นทั้งเรื่อง พอมาถึงวันขายโทรศัพท์ เราจึงอาจไม่ทันนึกถึงศีลเลย ในเมื่อเป็นของของเรา คนซื้อก็เต็มใจจ่าย แถมทุกคำที่เขียนว่าเครื่องสวย กล้องชัด ก็จริงทั้งนั้น

ในการสนทนาธรรมเมื่อปี ๒๕๑๓ ท่านพุทธทาสโยงศีลข้อสองกับการคอร์รัปชันไว้ตรง ๆ ว่า “ที่ไหนมีคอรัปชั่นที่นั่นมีอทินนาทาน” แล้วขยายความให้มองถึงการประทุษร้ายประโยชน์ของผู้อื่นด้วย ส่วนศีลข้อสี่ ท่านชวนให้ดูว่าคำพูดของเราไปทำลายความเป็นธรรมที่คนอื่นควรได้รับอย่างไร

ถ้าลองมองจากฝั่งคนซื้อ เงินที่เขายอมจ่ายขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขารู้ หากรู้ว่าเครื่องอาจดับระหว่างคุยงาน เขาอาจขอต่อราคา เผื่อเงินไว้เปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือเลือกเครื่องอื่น การจงใจเก็บข้อเสียไว้เพราะกลัวขายไม่ได้จึงเป็นการเอาเปรียบ แม้คนขายจะหยิบแต่เรื่องจริงมาเขียนก็ตาม

เมื่อเห็นคนปลายทาง คำสอนที่เคยฟังดูคร่ำครึก็ใกล้ตัวขึ้นมา ในธรรมบรรยายแก่ครูเพชรบุรี ท่านพุทธทาสเองก็รู้ว่าการพูดถึงความเป็น “เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย” อาจฟังเก่าแก่สำหรับคนหนุ่มสาว แต่ท่านถือว่าการยอมรับว่าคนอื่นก็มีชีวิต มีทุกข์ และรักสุขเหมือนเรา เป็นรากฐานของศีลธรรม สำหรับคนขายโทรศัพท์ ความเป็นเพื่อนมนุษย์อาจเริ่มจากการยอมบอกเรื่องที่อีกฝ่ายไม่มีทางรู้ด้วยตัวเองในเวลาลองเครื่องสั้น ๆ

สิ่งที่คนโกงได้ไปด้วย

เมื่อพูดถึงการทุจริต เรามักนับความเสียหายเป็นจำนวนเงิน ท่านพุทธทาสชวนให้นับอีกอย่างที่มักหลุดจากบัญชี คือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของคนที่โกงสำเร็จ

“มันขโมยได้ไปจำนวนหนึ่ง มันคิดว่าดีได้รับประโยชน์จากที่ขโมยมาได้นั้น แต่ที่มันไม่รู้ว่าที่ขโมยไปได้นั้นน่ะมันไปทำลายมัน ไปกัดหัวใจมัน ไปฟักเชื้อโรคมัน เป็นในจิตใจของมันจนหมด ความเป็นมนุษย์ไม่มีอะไรดีเหลือ”

ลองคิดต่ออีกนิด สมมติว่าเราขายเครื่องนั้นได้ราคาเต็ม คนซื้อกลับบ้านไปแล้วก็ไม่ได้ติดต่อมา เราอาจสรุปว่าเรื่องจบดี ทั้งที่จริงเรารู้เพียงว่าเขาไม่ได้ทักมาทวง สิ่งที่เกิดกับตัวเราต่างหากที่น่าสังเกต ครั้งแรกที่ลบประโยคนั้น เรายังรู้สึกลังเล แต่ถ้าได้ประโยชน์จากการปิดบังครั้งหนึ่ง คราวหน้าเราอาจลบได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องหาเหตุผลให้ตัวเองมากเท่าเดิม นี่คือภาพของสิ่งที่ท่านเรียกว่า “ไปฟักเชื้อโรค” ในใจ

ท่านจึงให้ความสำคัญกับ ขันตี โดยเฉพาะความอดทนต่อแรงบีบคั้นจากกิเลสของตัวเอง บางวันสิ่งที่ต้องทนก็เป็นเพียงความเสียดายเงินที่น่าจะได้มากกว่านี้ อีกด้านหนึ่ง ความเคยชินก็ฝึกกลับทางได้เช่นกัน

“ทีนี้พอมันถึงคราวที่ว่าจะโลภอีก อดกลั้น อดทนไว้ได้ ไม่โลภ ก็ไปลดความเคยชินนั้นลง พอถึงคราวที่จะโกรธ อดกลั้นได้ไม่โกรธ มันก็ไปลดความเคยชินในสันดานลง”

ช่วงท้ายของธรรมบรรยาย ท่านชวนให้ลองเพ่งพระพักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร แล้วสังเกตแววแห่งสุทธิ ปัญญา เมตตา และขันตีบนใบหน้าเดียวกัน ท่านเล่าถึงขณะที่คนเพิ่งทำผิดแล้วกลับมาเพ่งดูว่า

“หรือทำชั่วมา ไปเพ่งดูใบหน้าอวโลกิเตศวร ก็จะละอายแก่ตัวเอง”

คำว่า “ละอายแก่ตัวเอง” ทำให้ความละอายต่อบาปเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แม้คนซื้อจะไม่เคยทักมาทวง เราก็รู้ว่าเขาจ่ายเงินไปโดยเชื่อในคำของเรา และรู้ด้วยว่าเราเลือกเก็บเรื่องไหนไว้ ความละอายเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีใครมาตำหนิ และยังพาให้เราทำอะไรต่อได้ด้วย เช่น เป็นฝ่ายทักไปบอกอาการตามจริง แล้วเปิดโอกาสให้เขาคืนเครื่องหากรู้สึกว่าได้ของไม่ตรงกับที่เข้าใจ

พระไพธิสัตว์

ถ้าเป็นเราอยู่อีกฝั่งหนึ่งของหน้าจอ

ธรรมะสี่ข้อที่ท่านพุทธทาสฝากไว้คือ สุทธิ ปัญญา เมตตา และขันตี ทั้งสี่ข้ออยู่ใกล้กันมากในวินาทีที่เรากำลังจะกดลงประกาศ

สุทธิเริ่มตรงที่เรากล้ายอมรับกับตัวเองว่า ที่ไม่อยากเขียนเรื่องแบตเตอรี่ก็เพราะอยากได้ราคาเต็ม ปัญญาช่วยให้เห็นว่าการรู้ข้อเสียของเครื่องมีผลต่อการตัดสินใจของคนซื้อเพียงใด เมตตาเกิดขึ้นเมื่อเรานึกถึงความรู้สึกของเขาในวันที่เพิ่งซื้อโทรศัพท์มาแล้วเครื่องดับคามือ ส่วนขันตีคือการทนความเสียดายไหว แม้รู้ว่าเขาอาจเปลี่ยนใจเมื่อได้ฟังความจริง

ท่านพุทธทาสเรียกธรรมะว่า “หน้าที่ที่ถูกต้องเพื่อความรอด” สำหรับคนขายโทรศัพท์ การทำหน้าที่นั้นอาจใช้เวลาเพียงครู่เดียว พิมพ์ประโยคที่ลังเลกลับลงไปว่า “แบตเริ่มเสื่อม บางครั้งเครื่องดับเอง” แล้วให้คนอีกฝั่งหนึ่งของหน้าจอได้ตัดสินใจด้วยความรู้เท่า ๆ กับเรา

Share