ดูหนังหาแก่นธรรม เรื่อง Last Life in the Universe (รัก น้อยนิด มหาศาล) กับ ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย
ดูหนังหาแก่นธรรม - Last life in the universe

ดูหนังหาแก่นธรรม เรื่อง Last Life in the Universe (รัก น้อยนิด มหาศาล) กับ ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

Last Life in the Universe เป็นเรื่องของคนที่คิดว่าไม่มีเหตุผลจะอยู่ต่อ จนกระทั่งการมีใครสักคนอยู่ข้างๆ ทำให้เขาเริ่มสงสัยว่า บางทีวันพรุ่งนี้อาจมีอะไรบางอย่างที่ควรอยู่รอดู

[คำเตือน บทความนี้เป็นการมองเรื่องราวผ่านพุทธธรรม และมีการเปิดเผยสาระสำคัญของเรื่อง]

เรื่อง

เคนจิ เป็นชายชาวญี่ปุ่นที่มาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เขาทำงานในห้องสมุด เป็นคนเงียบ รักความเป็นระเบียบ ทุกอย่างในห้องถูกวางเรียงอย่างแม่นยำ ชีวิตของเขาแทบไม่มีความสัมพันธ์กับใคร และเขาคิดถึงความตายอยู่บ่อยครั้ง

หนังเปิดเรื่องด้วยการที่เขากำลังจะฆ่าตัวตาย แต่เรื่องประหลาดคือ ทุกครั้งที่เคนจิกำลังจะจากโลกนี้ไป มักมีอะไรบางอย่างเข้ามาขัดจังหวะอยู่เสมอ

คืนหนึ่ง ขณะที่เขากำลังจะกระโดดจากสะพานเพื่อจบชีวิตตัวเอง มีหญิงสาวไทยสองคนคือ น้อย กับ นิด กำลังทะเลาะกันอยู่ข้างล่าง เพราะนิดไปมีความสัมพันธ์กับแฟนของน้อย น้อยไล่นิดลงจากรถ นิดจึงลงมายืนสูบบุหรี่อยู่ข้างทาง ก่อนจะเหลือบขึ้นไปเห็นเคนจิที่กำลังจะกระโดดสะพาน

เพียงชั่วขณะของการชะงักนั้น นิดถูกรถชนเสียชีวิตต่อหน้าเขา

การตายของนิดทำให้แผนฆ่าตัวตายของเคนจิต้องหยุดลง และเหตุการณ์นั้นก็ทำให้เขาได้พบกับน้อยเป็นครั้งแรก

หลังจากค่ำคืนนั้น เคนจิกลับมายังห้องพักของตัวเอง แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีก เมื่อ ยูกิโอะ พี่ชายของเขาซึ่งพัวพันกับแก๊งยากูซ่า พาเพื่อนหนีคู่อริมาหลบซ่อนตัวที่ห้อง มือปืนตามมาจนถึงที่นั่นและยิงยูกิโอะกับเพื่อนเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา

แต่วินาทีที่ชีวิตของเคนจิเองตกอยู่ในอันตราย เขากลับคว้าปืนขึ้นมายิงมือปืนเสียชีวิต

นี่เป็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจมาก

คนที่เมื่อครู่ยังพยายามฆ่าตัวตาย กลับต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดทันทีเมื่อมีคนอื่นกำลังจะฆ่าเขา

เมื่อห้องพักเต็มไปด้วยศพและอันตราย เคนจิซึ่งแทบไม่มีใครให้หันหน้าไปหา จึงติดต่อไปหาน้อยและขอไปพักอยู่ที่บ้านของเธอชั่วคราว

ตรงนี้เองที่ชีวิตของคนสองคนเริ่มมาบรรจบกันจริงๆ

ทั้งคู่ต่างเพิ่งสูญเสียพี่น้อง ต่างมีความรู้สึกผิดและเรื่องค้างคาอยู่ในใจ และต่างก็ไม่แน่ใจนักว่าจะเดินต่อไปทางไหน

Last Life in the Universe 3

บ้านของน้อยอยู่แถวชายทะเล รก เลอะเทอะ มีข้าวของวางระเกะระกะ น้อยสูบบุหรี่ ใช้ชีวิตตามอารมณ์ และแทบจะเป็นขั้วตรงข้ามของเคนจิทุกอย่าง ส่วนเคนจิ พอเข้าไปอยู่ก็เริ่มล้างจาน เก็บข้าวของ ทำความสะอาด และจัดทุกอย่างให้เข้าที่

ตอนแรกมันดูเหมือนเพียงคนแปลกประหลาดสองคนที่บังเอิญต้องมาอยู่บ้านเดียวกัน แต่วันแล้ววันเล่า ความสัมพันธ์บางอย่างค่อยๆ ก่อตัวขึ้น โดยแทบไม่มีใครเอ่ยปากว่า “ฉันรักเธอ” พวกเขากินข้าวด้วยกัน อยู่เงียบๆ ด้วยกัน ขับรถด้วยกัน หลับอยู่ใกล้กัน และพยายามสื่อสารกันด้วยภาษาไทย ญี่ปุ่น และอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่น หลายครั้งทั้งคู่กลับเข้าใจกันได้โดยแทบไม่ต้องพูดอะไร

ทีละน้อย การมีใครอีกคนอยู่ในพื้นที่เดียวกันเริ่มไม่ใช่เรื่องน่ารำคาญ แต่กลายเป็นสิ่งที่มีความหมาย

น้อยกำลังคิดจะเดินทางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ญี่ปุ่น ขณะที่เคนจิซึ่งตอนต้นเรื่องพยายามออกจากโลกนี้ กลับเริ่มคิดว่า บางทีเขาอาจเดินทางไปกับเธอ

จากคนที่ไม่อยากมีวันพรุ่งนี้ เขาเริ่มมีภาพของวันพรุ่งนี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรก

เมื่อไม่ได้อยากได้อะไรแล้ว แต่อยาก “ไม่เป็น”

ในพุทธศาสนา คำว่า ตัณหา มักถูกเข้าใจง่ายๆ ว่าคือ “ความอยากได้” อยากมีเงิน อยากมีชื่อเสียง อยากได้ความรัก อยากครอบครองบางสิ่ง

แต่ตัณหาไม่ได้มีเพียงความอยากได้หรืออยากมี

ยังมีสิ่งที่เรียกว่า วิภวตัณหา — ความอยากไม่เป็น อยากให้สิ่งที่กำลังเป็นอยู่หมดไป อยากหลุดพ้นจากสภาพที่ตัวเองทนไม่ไหว

เคนจิอาจเป็นภาพที่ทำให้เราเข้าใจคำนี้ได้ง่ายขึ้น เขาไม่ได้กำลังวิ่งหาอะไรสักอย่างที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข ตรงกันข้าม เขาเหมือนหมดความต้องการที่จะมีชีวิตแบบนี้ต่อไปเสียด้วยซ้ำ หากมองผ่านพุทธธรรม สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทำไมเคนจิอยากตาย”

แต่อาจถามลึกลงไปอีกว่า เขากำลังต้องการให้ความทุกข์หมดไป หรือกำลังต้องการให้ตัวเองซึ่งเป็นผู้รับรู้ความทุกข์นั้นหายไปเสียเลย

สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน การไม่อยากอยู่กับสภาพชีวิตที่กำลังเป็นอยู่ เป็นความรู้สึกที่มนุษย์อาจเข้าใจได้ แต่พุทธธรรมชวนให้มองว่า แม้ความอยากจะหนีให้พ้นจากสิ่งที่เราไม่ต้องการ ก็ยังเป็นแรงผลักของตัณหาอีกแบบหนึ่ง

มันยังมีโครงสร้างเดิมอยู่คือ

“ฉันไม่ต้องการให้สิ่งต่างๆ เป็นอย่างที่มันกำลังเป็น”

last life 6

ทุกข์ไม่ได้เกิดเพราะชีวิตแย่เท่านั้น แต่อาจเกิดจากชีวิตไม่เป็นอย่างใจ

ชีวิตของเคนจิมีลักษณะหนึ่งที่หนังย้ำอยู่ตลอด เขาต้องการความเรียบร้อย ความเงียบ และโลกที่ควบคุมได้ ห้องของเขาสะอาด หนังสือเรียงตรง สิ่งของทุกอย่างมีตำแหน่งของมัน ตรงกันข้ามกับบ้านของน้อยอย่างสิ้นเชิง บ้านของน้อยรก ข้าวของกองระเกะระกะ ชีวิตไร้แบบแผน และเต็มไปด้วยสิ่งที่เคนจิควบคุมไม่ได้

ในตอนแรก เคนจิจึงทำสิ่งที่เขาถนัดที่สุด นั่นคือพยายามจัดโลกของน้อยให้เป็นระเบียบ แต่หากมองผ่านคำว่า ทุกข์ และ อุปาทาน ภาพสองโลกนี้อาจบอกอะไรเรามากกว่าความแตกต่างของบุคลิก

ทุกข์ในพุทธศาสนาไม่ได้หมายถึงเพียงความเศร้า ความเจ็บปวด หรือเหตุการณ์ร้ายๆ เท่านั้น ส่วนหนึ่งของทุกข์เกิดขึ้นเมื่อเราต้องเผชิญกับโลกที่ไม่ยอมเป็นไปตามที่ใจต้องการ

ส่วน อุปาทาน คือการเข้าไปยึดถือบางสิ่งแน่นจนกลายเป็นเงื่อนไขว่า

มันต้องเป็นอย่างนี้ ฉันจึงจะอยู่ได้

ความเป็นระเบียบไม่ใช่ปัญหา การชอบความสะอาดก็ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อใจต้องการให้โลกเป็นแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น จึงจะรู้สึกปลอดภัย เพราะชีวิตจริงไม่ได้เรียงตรงเหมือนหนังสือบนชั้น

คนที่เรารักอาจจากไปอย่างกะทันหัน
คนอื่นอาจทำในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ
ความสัมพันธ์อาจยุ่งเหยิง
เหตุการณ์อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีใครถามเราก่อน

และต่อให้เราจัดห้องได้สมบูรณ์เพียงใด เราก็จัดชีวิตทั้งหมดให้เป็นระเบียบไม่ได้

จึงมีฉากเล็กๆ ฉากหนึ่งที่น่าสนใจมาก ก่อนออกจากห้อง เคนจิจงใจผลักกองหนังสือที่วางเรียบร้อยให้ล้มลง หากมองในมุมธรรมะ เราอาจไม่จำเป็นต้องตีความว่าเขากลายเป็นคนไม่รักความเป็นระเบียบแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจละเอียดกว่านั้น เขาเริ่มเรียนรู้ว่า

โลกไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างที่เขาต้องการทุกอย่าง เขาก็ยังสามารถอยู่กับมันได้

เมื่อเหตุเปลี่ยน ใจก็เปลี่ยน

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งในหนังคือ น้อยไม่ได้พูดอะไรยิ่งใหญ่เพื่อช่วยเคนจิ

เธอไม่ได้อธิบายความหมายของชีวิต
ไม่ได้บอกเขาว่าการฆ่าตัวตายผิด
ไม่ได้พยายามสอนให้เขามองโลกในแง่ดี

แทบไม่มีคำพูดใดเลยที่สามารถเรียกว่าเป็น “จุดเปลี่ยนชีวิต”

มีเพียงเรื่องธรรมดามากๆ

กินข้าวด้วยกัน
นั่งรถด้วยกัน
อยู่บ้านเดียวกัน
นอนอยู่ใกล้ๆ กัน
มีใครสักคนให้พูดด้วย แม้จะพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง

แต่สิ่งธรรมดาเหล่านั้นกลับทำให้ใจของคนคนหนึ่งค่อยๆ เปลี่ยน

ตอนต้นเรื่อง เคนจิไม่มีใครที่ต้องกลับไปหา
ไม่มีใครที่รอเขา
ไม่มีอะไรที่ทำให้วันพรุ่งนี้แตกต่างจากวันนี้

แต่เมื่อน้อยเข้ามา วันพรุ่งนี้เริ่มมีบางอย่างรออยู่

นี่อาจเป็นจุดที่หนังสอดคล้องกับหลักสำคัญมากอย่างหนึ่งของพุทธธรรม คือ

สิ่งต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดและเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย แม้แต่สภาพจิตใจของเราเองก็เช่นกัน

เคนจิไม่ได้ถูกเปลี่ยนด้วยปาฏิหาริย์ และน้อยก็ไม่ได้กลายเป็นผู้วิเศษที่เข้ามาช่วยชีวิตเขา เพียงแต่เมื่อเงื่อนไขของชีวิตเปลี่ยน สิ่งที่เกิดขึ้นในใจก็เปลี่ยนตาม

จากความโดดเดี่ยว กลายเป็นความผูกพัน
จากวันที่ไม่มีอะไรให้รอ กลายเป็นการคิดถึงการเดินทาง
จากคนที่พยายามออกจากโลก กลายเป็นคนที่เริ่มอยากรู้ว่า โลกข้างหน้าจะมีอะไรต่อไป

ตรงนี้ทำให้ชื่อไทย “เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล” ยิ่งน่าสนใจ

เพราะนอกจาก “น้อย–นิด” จะเป็นชื่อของสองพี่น้องในเรื่องแล้ว ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเคนจิกลับไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ยิ่งใหญ่เลย

มันเกิดจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น การกินข้าวด้วยกัน การมีใครสักคนนั่งอยู่ข้างๆ การรู้ว่าวันพรุ่งนี้อาจได้พบใครอีกครั้ง

เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ เมื่อกลายเป็นเหตุปัจจัยใหม่ในชีวิต กลับสร้างผลที่มหาศาลได้

last life 2

แล้ว “เคนจิ” คนไหนคือตัวจริง

ตอนต้นเรื่อง เราอาจนิยามเคนจิได้ง่ายมากว่า เขาคือชายเงียบๆ รักความเป็นระเบียบ โดดเดี่ยว และไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่พอเรื่องดำเนินไป เขากลับกลายเป็นคนที่ยิงปืนเพื่อปกป้องชีวิตตัวเอง เป็นคนที่สามารถอยู่ในบ้านรกๆ ของคนอื่น เป็นคนที่เริ่มผูกพันกับใครบางคน และเป็นคนที่คิดถึงการเดินทางไปสู่อนาคต

ถ้าเช่นนั้น เคนจิคนไหนคือ “ตัวจริง”

คำถามนี้พาเราไปหาอีกแนวคิดหนึ่งของพุทธธรรม คือ อนัตตา

อนัตตาไม่ได้หมายความง่ายๆ ว่า “เราไม่มีอยู่” แต่ชวนให้เราระวังการมองตัวเองหรือคนอื่นว่าเป็นสิ่งที่มีแก่นถาวร เปลี่ยนแปลงไม่ได้ สิ่งที่เราเรียกว่า “ฉัน” ในแต่ละช่วงเวลา ประกอบขึ้นจากความคิด ความทรงจำ ความรู้สึก นิสัย ความสัมพันธ์ และเงื่อนไขมากมายที่กำลังเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

เคนจิจึงไม่จำเป็นต้องเป็น “คนที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่” ไปตลอดกาล เพราะแม้สภาวะที่ดูเหมือนจะเป็นตัวตนที่สุดของเรา ก็ยังเปลี่ยนเมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยน

บางทีสิ่งหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกข์มากคือการรีบตัดสินตัวเองว่า

“ฉันเป็นคนแบบนี้”

“ฉันไม่มีวันเปลี่ยน”

“ชีวิตฉันก็คงเป็นแบบนี้ต่อไป”

แต่ Last Life in the Universe ทำให้เราเห็นคนคนหนึ่งที่ตอนต้นเรื่องดูเหมือนตัดสินชีวิตตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ก่อนจะพบว่าเขายังเปลี่ยนได้ ไม่ใช่เพราะเขาค้นพบ “ตัวตนที่แท้จริง” แต่เพราะอาจไม่มีตัวตนที่แข็งตายตัวแบบนั้นตั้งแต่แรก

Last Life in the Universe จึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องรักของคนเหงาสองคน

มันเป็นเรื่องของคนที่ทุกข์จนอยากหนีออกจากการมีอยู่
ของใจที่พยายามให้โลกเป็นอย่างที่ตัวเองต้องการ
ของชีวิตที่เปลี่ยนเมื่อเหตุปัจจัยใหม่เข้ามา
และของ “ตัวเรา” ที่ไม่ได้แน่นอนและตายตัวอย่างที่เรามักคิด

ตอนต้นเรื่อง เคนจิพยายามออกจากโลกนี้

ตอนท้าย เขากลับเริ่มคิดถึงการเดินทางไปยังอีกที่หนึ่งในโลกใบเดิม

ระยะห่างระหว่างสองจุดนั้นอาจไม่ได้เกิดจากการค้นพบคำตอบใหญ่โตว่า “ชีวิตมีความหมายอะไร” แต่อาจเกิดขึ้นเพียงเพราะชีวิตของเขามีเหตุปัจจัยบางอย่างเปลี่ยนไป และบางที นี่อาจเป็นสิ่งที่หนังฝากไว้กับคนดูด้วยเช่นกัน

ในวันที่เรารู้สึกว่า

“ฉันเป็นแบบนี้ ชีวิตก็เป็นแบบนี้ และมันคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแล้ว”

เราอาจยังไม่จำเป็นต้องเชื่อความคิดนั้นทั้งหมด เพราะทั้งใจ ทั้งชีวิต และสิ่งที่เราเรียกว่า “ตัวเรา” อาจยังเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่เราคิด

Share