"วิปัสสนา" ไม่ใช่ของขลัง...แต่คือวิธีมองโลกให้เห็นตามจริงและใกล้ตัวกว่าที่คิด (ปัญญานันทภิกขุ)
บรรทัดธรรม บรรทัดทอง – จากบรรทัดที่มีค่า สู่ความเข้าใจที่ช่วยให้ชีวิตมีความสุข
“คำสอนในทางพระศาสนาของเรานั้น ไม่ได้มุ่งไปในทางขลัง ไม่ได้มุ่งไปในทางที่เรียกว่าศักดิ์สิทธิ์ อันจะดลบันดาลให้ใครเป็นอะไรตามที่เขาต้องการนั้นได้ แต่ว่าจุดหมายสำคัญในทางพระพุทธศาสนานั้น ต้องการให้เราที่เป็นพุทธบริษัท ได้ปฏิบัติตนตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเป็นเรื่องที่จะช่วยให้เราพ้นจากปัญหาในชีวิตประจำวัน” – ปัญญานันทภิกขุ
เมื่อได้ยินคำว่า “วิปัสสนา” หลายคนอาจนึกถึงพระอาจารย์ที่นั่งหลับตานิ่งอยู่ในป่า หรือการฝึกจิตขั้นสูงที่ต้องมีเวลาและความรู้มากพอจึงจะทำได้ จนเข้าใจว่าคำนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจพิเศษ การปลุกเสก หรือความสามารถหยั่งรู้สิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น
ภาพเหล่านี้ทำให้วิปัสสนาดูไกลตัว แต่ในคำบรรยายของปัญญานันทภิกขุ ท่านกลับอธิบายวิปัสสนาผ่านเรื่องที่เราคุ้นเคยดี ทั้งฟันปวด ของหาย การถูกด่า และวันที่ต้องออกจากตำแหน่งหน้าที่ พร้อมกล่าวถึงความเข้าใจเรื่องความขลังไว้อย่างชัดเจนว่า
“การเจริญวิปัสสนานั้นคือการศึกษาให้เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง วิปัสสนาไม่ใช่ของขลัง ไม่ใช่สิ่งวิเศษที่จะปลุกจะเสกให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันเป็นเรื่องปัญญาที่ทำให้คนรู้แล้วพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนเท่านั้นเอง”
รู้แจ้งเห็นจริงเรื่องอะไร?
คำว่า “รู้แจ้งเห็นจริง” อาจยังฟังดูสูงส่ง แต่ลองเริ่มจากประสบการณ์ง่าย ๆ เรารู้ว่าของทุกอย่างเสียหายได้ แต่เมื่อของที่เรารักพัง เราก็อดรู้สึกไม่ได้ว่ามันไม่น่าเกิดขึ้น; เรารู้ว่าคนอื่นมีความคิดของเขาเอง แต่เมื่อเขาไม่ทำตามที่หวัง เราก็โกรธและผิดหวัง; เรารู้ว่าร่างกายต้องแก่ แต่เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ความรู้นั้นก็อาจยังช่วยให้ยอมรับได้ไม่มากนัก
การฝึกวิปัสสนาจึงเกี่ยวข้องกับการค่อย ๆ เรียนรู้ความจริงเหล่านี้จากกายและใจของเราเอง เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นได้เมื่อมีเหตุปัจจัย และไม่ได้เป็นไปตามใจเราทั้งหมด เมื่อเห็นชัดขึ้น ความยึดถือที่เคยทำให้ทุกข์ก็มีโอกาสคลายลง
สมาธิสองแบบ
ท่านปัญญานันทภิกขุอธิบายการฝึกจิตไว้สองด้าน ด้านหนึ่งเรียกว่า “สมถะ” มุ่งฝึกให้จิตสงบ ตั้งมั่น และพร้อมใช้งาน อีกด้านหนึ่งเรียกว่า “วิปัสสนา” มุ่งฝึกปัญญาให้รู้เห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง
ในแนวทางที่ท่านอธิบาย เมื่อจิตสงบพอสมควรแล้ว ก็นำความสงบนั้นมาใช้พิจารณาชีวิตให้เข้าใจชัดขึ้น ความสงบจึงมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ แต่หากนำการฝึกจิตไปใช้แสวงหาความขลัง ก็อาจพาออกห่างจากจุดหมายเรื่องการเข้าใจและคลายทุกข์
ท่านเล่าถึงพระรูปหนึ่งที่ฝึกนั่งเพ่งมาสามสิบปี เมื่อถามว่าเพ่งเพื่ออะไร ก็ได้คำตอบว่าเพื่อให้รู้ว่าเลขหวยจะออกอะไร ท่านจึงชวนให้เปลี่ยนทิศทาง โดยยกตัวอย่างพระพุทธเจ้าที่ทรงเลิกการทรมานพระกาย เมื่อพบว่าวิธีนั้นไม่ทำให้พ้นทุกข์
เรื่องเล่านี้ชวนให้กลับมาดูว่า เรากำลังฝึกไปเพื่ออะไร ระยะเวลาที่ฝึกนานเพียงใดต้องพิจารณาควบคู่กับความเข้าใจที่เกิดขึ้นด้วย หากฝึกแล้วชีวิตยังเต็มไปด้วยความหลงและความยึดติด ก็ยังมีเรื่องให้ทบทวนวิธีและเป้าหมายของการฝึก
แล้วคนธรรมดาจะเริ่มเรียนรู้เรื่องนี้ได้ที่ไหน?
ในคำบรรยาย ท่านเล่าถึงผู้ปฏิบัติที่พิจารณาเปลวไฟขณะต้มน้ำ เมื่อเติมฟืน ไฟก็ลุก เมื่อหมดเชื้อ ไฟก็มอด หรือผู้ที่เห็นฟองน้ำเกิดขึ้นแล้วแตกไปขณะฝนตก สิ่งที่พบเห็นกลายเป็นโอกาสให้พิจารณาการเกิดขึ้นและดับไปของสิ่งต่าง ๆ รวมถึงชีวิตของตนเอง
เราเองก็มีบทเรียนอยู่รอบตัว เพียงแต่ในแต่ละวัน เราอาจรีบชอบ รีบไม่ชอบ หรือรีบตัดสิน จนไม่ได้สังเกตว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับกายและใจของเรา
ตัวอย่างหนึ่งที่ท่านยกขึ้นมาคือเรื่องฟันปวด
“สมมติว่าผมหงอกสักเส้นหนึ่งก็ต้องบอกตัวเองว่าธรรมดามันเป็นอย่างนี้ ฟันปวดก็นึกว่ามันเป็นอย่างนี้ แต่ก็รักษาไปตามหน้าที่ ถ้าว่ารักษาไม่หายก็ไปหาหมอฟันช่วยถอนออกเสียที ซี่นี้มันปวดเต็มทีแล้ว ถอนออกไปแล้วก็หมดเรื่องกัน เราไม่ต้องไปอาลัย ใส่ฟันใหม่เข้าไปไว้ ฟันใหม่มันก็ไม่ถาวรอะไรหรอก ให้นึกไปในรูปอย่างนั้น เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย”
คำว่า “รักษาไปตามหน้าที่” ทำให้เห็นภาพการยอมรับความจริงได้ชัดมาก เรารู้ว่าร่างกายเจ็บป่วยและเสื่อมได้ พร้อมกับไปหาหมอและดูแลเท่าที่ทำได้ การเข้าใจความเปลี่ยนแปลงช่วยลดความรู้สึกต่อต้านว่า ทำไมร่างกายจึงไม่เป็นอย่างที่เราต้องการตลอดไป
อีกบทเรียนหนึ่งเกิดขึ้นเวลามีคนพูดจาไม่ดีกับเรา
หลังจากแยกย้ายกันไปแล้ว คำพูดนั้นอาจยังตามเรากลับบ้าน ระหว่างกินข้าวเราก็นึกถึง ก่อนนอนก็เถียงตอบอยู่ในหัว เช้าวันรุ่งขึ้นยังรู้สึกเจ็บราวกับเพิ่งได้ยิน ทั้งที่คนพูดอาจกำลังทำเรื่องอื่นและลืมไปแล้วด้วยซ้ำ
ท่านอธิบายจุดนี้ว่า
“คำด่าดับแล้วแต่เราอารมณ์ไม่ดับ เราเก็บมาไว้ในใจ การเก็บอย่างนี้เป็นทุกข์ เราจะต้องปล่อยให้มันดับไปกับสิ่งนั้น มันเกิดที่ไหนดับที่นั่น เกิดที่ถนนทิ้งไว้ที่ถนน เกิดที่ปากตรอกก็ทิ้งไว้ปากตรอก เกิดในห้องรับแขกก็อยู่ตรงนั้นทิ้งไว้ในห้องรับแขก แล้วเมื่อมันดับไปแล้วอย่าไปเก็บเอามา”
การเริ่มสังเกตว่า “ตอนนี้เรากำลังนึกถึงคำพูดนั้นอีกแล้ว” ช่วยให้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในใจ เราเห็นความเจ็บ ความโกรธ และความคิดที่ตามมา เห็นด้วยว่าเมื่อคิดซ้ำ อารมณ์ก็กลับแรงขึ้นอีก การเรียนรู้เช่นนี้เปิดโอกาสให้เราค่อย ๆ หยุดเติมเรื่องเดิมลงไป
หากยังวางไม่ได้ทันที ก็ยังสังเกตและฝึกต่อได้ โดยไม่ต้องตำหนิตัวเอง และหากคำพูดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการคุกคามหรือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม เราก็ยังจัดการปัญหาและตั้งขอบเขตได้ การดูแลใจเกิดขึ้นควบคู่กับการดูแลชีวิตของเรา
เรื่องตำแหน่งหน้าที่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ท่านเล่าอย่างเห็นภาพ ท่านเปรียบตำแหน่งกับหัวโขน เมื่อสวมบทไหนก็แสดงตามบทนั้น พอเข้าหลังฉากก็ถอดหัวโขนออก พัก กินข้าว และพูดคุยกัน เมื่อถึงเวลาแสดงจึงค่อยสวมกลับเข้าไป
“ถ้าเราคิดว่าลาภยศเหมือนกับหัวโขนที่เขาสวมให้ ของอันใดเขาให้เขาเอาคืนได้ ของอันใดเราได้มาก็ต้องส่งคืนเหมือนกัน มันไม่ถาวรจีรังยั่งยืนอะไรนักหนาถ้าคิดอย่างนี้ก็สบายใจ”
ความทุกข์อาจเกิดขึ้นเมื่อเราสวมบทบาทไว้นานจนรู้สึกว่าตำแหน่งนั้นเป็นตัวเราทั้งหมด พอหมดหน้าที่ ไม่มีใครมาขอคำตัดสิน หรือคนอื่นไม่ต้องทำตามเราอีกแล้ว เราจึงรู้สึกเหมือนสูญเสียตัวเองไปด้วย
การเห็นว่าบทบาทมีช่วงเวลาของมัน ช่วยให้เราทำหน้าที่ได้เต็มที่ขณะยังรับผิดชอบ และเปิดพื้นที่ให้ชีวิตดำเนินต่อเมื่อหน้าที่นั้นสิ้นสุดลง ในคำบรรยาย ท่านยังกล่าวถึงการทำงานอื่นต่อไปตามหน้าที่ที่เราทำได้ ชีวิตจึงยังมีสิ่งให้ลงมือทำหลังจากวางหัวโขนใบเดิม
ฟันปวด คำด่า และตำแหน่งที่เปลี่ยนไป อาจดูเป็นเรื่องคนละอย่าง แต่ทั้งหมดชวนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้น ความคาดหวังของเรา และความทุกข์เมื่อสิ่งนั้นไม่เป็นไปตามที่หวัง
นี่คือเหตุที่วิปัสสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันได้ การฝึกอย่างเป็นระบบยังมีคุณค่า และการรู้เห็นอย่างลึกซึ้งต้องอาศัยการฝึกฝน แต่เราเริ่มหัดสังเกตกายใจและเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนได้ตั้งแต่วันนี้
ผลของการฝึกจึงค่อย ๆ มองเห็นได้ในชีวิต เช่น รู้ตัวเร็วขึ้นเมื่อกำลังคิดวน เข้าใจความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น หรือคลายการยึดถือสิ่งที่บังคับไม่ได้ลงทีละน้อย
สำหรับคนที่เคยรู้สึกว่าวิปัสสนาไกลตัว จุดเริ่มต้นอาจอยู่ในครั้งต่อไปที่เราหงุดหงิด ผิดหวัง หรือเสียดายอะไรสักอย่าง ลองให้เวลาตัวเองสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นในใจ เรากำลังอยากให้สิ่งใดเป็นอย่างไร และอะไรที่ทำให้ความทุกข์นั้นดำเนินต่อ
ที่มา https://pagoda.or.th/lp-panya/2020-07-29-10-15-03.html
