“แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” คำสอนที่คนยุคนี้ฟังไม่ออก แต่สำคัญมากสำหรับชีวิต
ปู่ย่าตายายแต่ก่อนเขาพูดเป็นว่า แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร ใครส่งเสียงดังล้งเล้ง ล้งเล้ง จนชนะคนอื่นนั้นเป็นยักษ์เป็นมาร เป็นกิเลสตัณหา ไอ้คนที่นิ่งเสีย ให้ไอ้คนนั้นมันบ้าไปตามเรื่องของมัน ไอ้คนนั้นชนะ ก็เป็นพระ
แพ้เป็นพระชนะเป็นมารนี่ คนสมัยนี้ยิ่งฟังไม่ออกมากที่สุดนี่ โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาว พวกนักการเมือง พวกอะไรต่างๆ เหล่านี้ ฟังไม่ถูก ฟังไม่ถูก แพ้จะเป็นพระได้อย่างไร ชนะจะเป็นมารได้อย่างไร มันเป็นไอ้ “ผู้ดี” ไปหมด “ผู้ถูก” ไปหมด – พุทธทาสภิกขุ
คนสมัยนี้อยาก “ชนะ” จนลืมว่ากำลังแพ้อะไรอยู่
“แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร”
คนสมัยนี้ฟังแล้วมักงงทันที
แพ้จะเป็นพระได้อย่างไร
ชนะจะเป็นมารได้อย่างไร
เพราะในทางโลกสอนให้เรา
ต้องชนะ
ต้องโต้
ต้องเอาคืน
ต้องไม่ยอมใคร
ใครเสียงดัง
ใครเถียงเก่ง
ใครกดอีกฝ่ายจนเงียบ
คนนั้นถูกมองว่า “เก่ง” และ “ชนะ”
แต่ อ.พุทธทาสชวนให้มองอีกแบบหนึ่ง
คนที่เอะอะ ล้งเล้ง
เอาชนะคนอื่นด้วยอารมณ์
จริง ๆ แล้วกำลังถูก กิเลส พาไป
ความโกรธ
ความอยากเอาชนะ
ความยึดว่าตัวเองถูก
สิ่งเหล่านี้ คือ พลังของมาร
ในทางกลับกัน
คนที่สามารถนิ่งได้
ไม่ปล่อยให้อารมณ์ลากไป
ภายนอกดูเหมือนแพ้
แต่ภายในคือ “ชนะกิเลส”
นี่แหละที่เรียกว่า แพ้เป็นพระ
ประสบการณ์ตรงของแพ้เป็นพระ
ไม่นานมานี้มีเรื่องหนึ่งที่ คุณแมว จิรศักดิ์ ปานพุ่ม เล่าไว้
เขาไปถึงจุดชาร์จรถไฟฟ้า
แต่มีคนมายืนจองช่องชาร์จไว้
ทั้งที่ไม่ได้จองผ่านระบบ
และโบกมือไม่ให้รถเข้าไปจอด
ภรรยาเขาโมโหมาก
เพราะมันไม่ยุติธรรม
สถานการณ์ตอนนั้นมีสองทาง
ทางหนึ่ง
ลงไปเถียง
อีกทาง
ขับรถออก
สุดท้ายเขาเลือกขับรถออก
ภายนอกดูเหมือน “แพ้”
แต่เขาให้ความเห็นที่น่าฟังว่า
แม้จะโกรธแต่ไม่จำเป็นต้องทำตามความโกรธ
” ก่อนที่เรื่องจะลุกลาม ผมตัดสินใจขับรถออกไป สิ่งที่ผมเห็นชัดในตอนนั้นคือภรรยาผมโกรธมาก และจริง ๆ แล้ว ผมก็โกรธเหมือนกัน ความโกรธมันเกิดขึ้น มันมีอยู่จริง แต่ต่างกันตรงที่ มันถูกเห็น พอมันถูกเห็น
มันก็อยู่ของมันอย่างนั้น เราไม่ได้หยิบมันขึ้นมาใช้ ไม่ได้เอามันไปต่อความยาวสาวความยืด
นี่คือการตัดสินใจที่ยาก แต่ก็เป็นตัวอย่างชัดมากของคำว่า แพ้เป็นพระ
เมื่อ “ความถูก” กลายเป็นเชื้อไฟของความโกรธ
ความยากของสถานการณ์แบบนี้
คือ การมีเรื่อง ถูก–ผิด เข้ามาเกี่ยว
และเมื่อคนรู้สึกว่าตัวเองถูก
ความคิดแบบนี้มักเกิดขึ้นทันที
“ก็ฉันถูก ฉันมีสิทธิโกรธ”
“ฉันมีสิทธิด่า”
“ถ้าไม่สู้ก็เท่ากับอ่อนแอ”
นี่เป็นความคิดที่เกิดขึ้นกับคนแทบทุกคน
เพราะความรู้สึกว่า “ฉันถูก”
มักทำให้เราคิดว่าความโกรธนั้นชอบธรรม
แต่มุมมองของธรรมะ
ชวนให้ถามอีกคำถามหนึ่ง
ไม่ใช่แค่
ใครถูก
แต่คือ เรากำลังตอบสนองด้วยอะไร
สติปัญญา หรือ กิเลส
แก้ไขปัญหาด้วยปัญญาที่มาจากจิตที่สงบ
หลายคนเข้าใจผิดว่า
ถ้าไม่โกรธ
แปลว่าไม่สู้
แต่จริง ๆ แล้ว
เราสู้ได้
เราปกป้องสิ่งที่ถูกต้องได้
เราพูดความจริงได้
เราตั้งขอบเขตได้
เราจัดการปัญหาได้
โดยไม่จำเป็นต้องสู้ด้วยความโกรธ
เพราะทันทีที่ความโกรธเข้ามาคุมเกม
เรื่องมักจะเริ่ม บานปลาย
การโต้เถียงกลายเป็นการทะเลาะ
การปกป้องความถูกต้องกลายเป็นการเอาชนะกัน
สุดท้ายสิ่งที่เริ่มจากเรื่องถูก–ผิด
กลับกลายเป็นเรื่องของ “ตัวกู”
การไม่ปล่อยตัวเองให้ระเบิดอารมณ์
จึงไม่ใช่ความอ่อนแอ
แต่มันคือวินัยทางใจ
คนที่มีสติ บางครั้งยอมถอยหนึ่งก้าว
ไม่ใช่เพราะเขาแพ้
แต่เพราะเขากำลังดูแลใจตัวเอง
ไม่ให้ตกอยู่ใต้การควบคุมของความโกรธ
การถอยแบบนี้ ไม่ได้แปลว่าไม่สู้
แต่มันคือการสู้ภายใน
ไม่ให้เสีย “ความเป็นปกติ” ของใจตัวเอง
คุณแมว จิรศักดิ์ แนะต่อไปว่า
เราควรฝึกสติจากเรื่องเล็กๆ เพื่อจัดได้
มีสติที่แข็งแรงในการจัดการเรื่องใหญ่ๆ ได้
“จึงมีสิ่งหนึ่งที่พอจะสรุปได้จากประสบการณ์ตรง คือ ต้องฝึกให้มากจริง ๆ ฝึกจากเรื่องเล็ก ๆ ฝึกจากอารมณ์เล็ก ๆ ฝึกดูความหงุดหงิดเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะทุกครั้งที่เราเห็นมัน มันคือการสะสมกำลังของสติ และวันหนึ่ง เมื่อเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น สตินั้นอาจไม่ได้ทำให้เราไม่มีอารมณ์ แต่อย่างน้อย มันอาจช่วยให้เรา ไม่ต้องใช้มัน”
ตัวอย่างง่าย ๆ ในชีวิตจริง ลองนึกภาพสองสถานการณ์
สถานการณ์ที่ 1
คนด่าเรา เราด่ากลับจนอีกฝ่ายเงียบ
โลกบอกว่า เราชนะ
แต่จริง ๆ คือ โกรธชนะ
สถานการณ์ที่ 2
คนด่าเรา เรานิ่ง ไม่ต่อความ
โลกบอกว่า เราแพ้ แต่จริง ๆ คือ สติชนะ
และเมื่อมองแบบนี้ คำโบราณที่คนสมัยนี้ฟังไม่ค่อยเข้าใจ ก็เริ่มมีความหมายขึ้นมาทันที
ที่มา ภาพและเรื่อง https://www.facebook.com/share/p/18AGmUonTn/

