[ธรรมตามจังหวะ] ยิ้มให้ความผิดหวัง – นิโคล เทริโอ – ทักทายทุกข์เหมือนเพื่อนเก่า
ยิ้มให้กับความผิดหวัง

[ธรรมตามจังหวะ] ยิ้มให้ความผิดหวัง - นิโคล เทริโอ - ทักทายทุกข์เหมือนเพื่อนเก่า

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

คนเรายิ้มในวันที่ผิดหวังได้ด้วยหลายเหตุผล ยิ้มเพราะไม่อยากให้ใครเป็นห่วง ยิ้มเพราะเหนื่อยเกินกว่าจะอธิบาย หรือยิ้มทั้งน้ำตาให้กับเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้แล้ว รอยยิ้มเหล่านี้มีความเจ็บอยู่ข้างใน และสำหรับคนที่ผ่านความผิดหวังมาหลายครั้ง มันอาจมีความเข้าใจชีวิตเพิ่มขึ้นมาด้วย

“ยิ้มให้กับความผิดหวัง” ของ นิโคล เทริโอ เป็นเพลงจากอัลบั้ม Beautiful Life ในปี พ.ศ. 2550 เขียนคำร้องโดย อพิสิษฎ์ ณ ตะกั่วทุ่ง เพลงเล่าถึงคนที่ถูกบอกลา ทั้งที่ตัวเองยังรักอยู่ เธอยอมรับความอ่อนแอและความเหนื่อยล้า แต่ก็พบว่าการยิ้มช่วยให้เผชิญความเสียใจได้ง่ายขึ้น รอยยิ้มในเพลงจึงมีทั้งความเปราะบางและความพยายามประคองตัวเองให้ผ่านวันนั้นไป

ความผิดหวังในเพลงมีฐานะคล้ายคนรู้จักเก่า คนที่เราเคยพบและคงต้องพบอีก แม้ไม่มีใครอยากเชื้อเชิญให้มาเยือน แต่เมื่อมันมาถึง เราก็เริ่มจำได้ว่าความรู้สึกเช่นนี้เป็นอย่างไร แล้วเพลงก็มาถึงท่อนที่ว่า

ร้องไห้ให้กับมันช่างดูง่ายดาย
เหมือนมันไม่ท้าทาย เท่าเรายิ้มให้มัน

ท่อนนี้ชวนให้นึกถึงอีกเพลงหนึ่งที่พูดกับคนหัวใจเจ็บช้ำด้วยคำสั้น ๆ เช่นกัน นั่นคือ “Smile” ในเสียงร้องของ Nat King Cole

ทำนองของ Smile มาจากดนตรีที่ Charlie Chaplin แต่งสำหรับภาพยนตร์ Modern Times ในปี 1936 ก่อนที่ John Turner และ Geoffrey Parsons จะเติมเนื้อร้องในปี 1954 และ Nat King Cole นำมาบันทึกเสียง ในฉากท้ายของภาพยนตร์ ชาร์ลีส่งสัญญาณให้หญิงสาวยิ้ม ก่อนทั้งคู่จะออกเดินไปด้วยกันบนถนนสู่อนาคตที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ภาพนั้นทำให้รอยยิ้มมีความหมายของการรวบรวมกำลังใจเพื่อเดินต่อ

Smile ชวนให้ยิ้มแม้หัวใจยังเจ็บ ให้ผ่านความกลัวและความเศร้าไปโดยยังมีความหวังว่าวันข้างหน้าอาจสดใสขึ้น และชีวิตยังมีคุณค่า ส่วนเพลงของนิโคลเล่าถึงคนที่เริ่มคุ้นเคยกับความผิดหวัง เมื่อฟังสองเพลงต่อกัน เราจึงได้ยินทั้งเสียงปลอบโยนให้มีกำลังใจ และเสียงของคนที่เริ่มรู้จักชีวิตผ่านสิ่งที่ตนเผชิญมา

ทั้งสองเพลงให้น้ำหนักกับการยิ้มมากกว่าการร้องไห้ แต่เมื่อนำมาพิจารณาผ่านมุมพุทธ เราคงไม่ใช้สีหน้าเป็นเครื่องตัดสินว่าใครรับมือกับทุกข์ได้ดีกว่ากัน คนที่ยิ้มอาจกำลังฝืนอย่างหนัก คนที่ร้องไห้อาจกำลังยอมรับความจริงอย่างซื่อตรง การฝึกใจเริ่มได้จากการรู้ว่าขณะนี้เรารู้สึกอย่างไร โดยไม่ต้องรีบทำให้ตัวเองดูเข้มแข็ง

เพลงของนิโคลยังมีอีกช่วงที่ชวนให้คิดต่อ เมื่อกล่าวถึงการยิ้มได้ทั้งยามสุขและยามเจ็บ แล้วใช้คำว่า “ให้ราคามันเท่ากัน”

หากใช้ท่อนนี้เป็นจุดตั้งต้นทางธรรม เราอาจมองความเท่ากันได้ลึกกว่าการบอกว่าสุขหรือทุกข์ก็ช่างมัน เพราะในความรู้สึกจริง ทั้งสองย่อมต่างกัน ความสุขทำให้เบิกบาน ความทุกข์ทำให้เจ็บปวด และเรายังมีหน้าที่ดูแลความเจ็บปวดที่แก้ไขได้ ความเสมอกันที่น่าพิจารณาอยู่ตรงที่

ทั้งสุขและทุกข์ต่างเกิดตามเหตุปัจจัย เปลี่ยนแปลงได้ และไม่มีฝ่ายใดอยู่ในอำนาจให้เราสั่งได้ทั้งหมด

พระพุทธเจ้าตรัสถึงโลกธรรมแปดประการ ได้แก่ ลาภและเสื่อมลาภ ยศและเสื่อมยศ นินทาและสรรเสริญ สุขและทุกข์ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทั้งแก่คนทั่วไปและอริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ธรรม ความแตกต่างอยู่ที่การเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้รู้เท่าทันเห็นว่าโลกธรรมเหล่านี้ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงไม่ปล่อยให้ครอบงำจิตใจ

คำสอนนี้ทำให้เราหันมามองวันที่มีความสุขด้วย โดยทั่วไปเรามักนึกถึงธรรมะในวันที่ทุกข์ อยากรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ความเสียใจผ่านไป แต่ในวันที่สมหวัง เราอาจไม่อยากนึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลย อยากให้ความรักเป็นอย่างนี้ตลอดไป อยากให้คนชื่นชมเราเช่นนี้เสมอ อยากให้ชีวิตรักษาความรู้สึกดี ๆ นี้ไว้

เราจึงใช้ความไม่เที่ยงปลอบใจตัวเองเมื่อทุกข์ แต่กลับลืมว่าความสุขก็อยู่ภายใต้ความจริงเดียวกัน

เมื่อความสุขเกิดขึ้น เรามีสิทธิ์ชื่นชมและรับรู้มันเต็มที่ พร้อมกับเห็นว่าเงื่อนไขที่ทำให้สุขนั้นกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ การรู้เช่นนี้ช่วยให้เราใส่ใจกับสิ่งที่มีโดยไม่เรียกร้องให้มันรับประกันความสุขแก่เราตลอดไป ส่วนเมื่อทุกข์เกิดขึ้น เราก็รับรู้ความเจ็บนั้นได้โดยไม่ด่วนสรุปว่าชีวิตจะต้องเป็นเช่นนี้ตลอดกาล

การให้ราคาสุขและทุกข์เท่ากันในมุมนี้ จึงหมายถึงการมองทั้งคู่ด้วยความเข้าใจชุดเดียวกัน ไม่หลงเชื่อว่าความสุขจะเป็นที่พึ่งถาวร และไม่ยกความทุกข์ครั้งหนึ่งให้กลายเป็นคำตัดสินชีวิตทั้งหมด

ท่านพุทธทาสภิกขุ อธิบายเรื่องความยึดมั่นไว้อย่างเห็นภาพ ในคำบรรยายเรื่องชีวิตใหม่กับอานาปานสติ ท่านเปรียบว่าการถือก้อนหินก็หนัก การถือเพชรพลอยก็หนัก แม้มูลค่าของสิ่งที่ถือจะต่างกัน ความหนักจากการแบกก็ยังมีอยู่ ท่านใช้ภาพนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ความสุขก็กลายเป็นภาระได้เมื่อเข้าไปยึดมั่นถือมั่น

ลองนึกถึงความรักที่ทำให้เรามีความสุขมาก ยิ่งรักมาก เราก็อาจยิ่งกลัวสูญเสีย คอยตรวจสอบว่าอีกฝ่ายยังรักเท่าเดิมหรือไม่ ทุกคำพูดและความเงียบเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ต้องตีความ ความสุขยังมีอยู่ แต่ความอยากให้มันมั่นคงตามใจเรากำลังสร้างความกังวลขึ้นมาด้วย

ท่านพุทธทาสจึงชวนให้รู้จักความสงบเย็นที่เรียกว่า “เหนือสุขเหนือทุกข์” โดยอธิบายถึงชีวิตที่คลายความยึดมั่น แม้ในสิ่งที่น่าพอใจ ใจก็ไม่ต้องแบกไว้เป็นของหนัก ความหมายนี้พาเราไปไกลกว่าการพยายามจัดชีวิตให้มีแต่เรื่องถูกใจ เพราะความเป็นอิสระของใจขึ้นอยู่กับการรู้เท่าทันและการวางความยึดถือด้วย

เมื่อย้อนกลับมาฟังสองเพลง รอยยิ้มจึงเปิดความหมายได้อีกชั้น จากกำลังใจที่ช่วยให้ผ่านวันร้าย ไปสู่ความเข้าใจว่าเราจะสัมพันธ์กับสุขและทุกข์อย่างไร โดยไม่ต้องถูกผลักไปมาตลอดเวลาระหว่างความอยากได้กับความอยากหนี นี่เป็นการอ่านต่อจากเพลงผ่านหลักพุทธธรรม มิได้หมายความว่าผู้แต่งตั้งใจอธิบายหลักธรรมเหล่านี้ไว้ทั้งหมด

การฝึกเช่นนี้เริ่มได้ในประสบการณ์ธรรมดา หลัก เวทนานุปัสสนาในสติปัฏฐาน ให้รู้ชัดเมื่อมีความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ และพิจารณาความเกิดขึ้นกับความเสื่อมไปของความรู้สึกนั้น การมีสติจึงเปิดโอกาสให้เราเรียนรู้ความรู้สึกตามที่เป็น เห็นทั้งตอนที่มันเกิด เปลี่ยนแปลง และคลายลง

ในวันที่ผิดหวัง เราอาจเริ่มจากรู้ว่ากำลังเสียใจ รับรู้ความแน่นในอก ความเกร็งของร่างกาย หรือความคิดที่ย้อนกลับไปหาเหตุการณ์เดิม แล้วค่อยสังเกตว่า ใจกำลังเติมอะไรลงไปบ้าง จากการถูกปฏิเสธครั้งหนึ่ง เรากำลังสรุปว่าตัวเองไม่มีคุณค่าเลยหรือเปล่า จากสิ่งที่สูญเสียไป เรากำลังเรียกร้องให้ปัจจุบันกลับไปเป็นเหมือนเดิมจนไม่เห็นสิ่งที่ยังทำได้หรือไม่

เมื่อรู้ทัน เราไม่จำเป็นต้องเถียงกับทุกความคิดหรือรีบไล่ความเศร้าออกไป อาจกลับมารับรู้ลมหายใจ ให้กายได้พัก แล้วจึงพิจารณาสิ่งที่ควรทำต่อ เรื่องใดต้องแก้ไขก็ลงมือ เรื่องใดต้องขอความช่วยเหลือก็ขอ ส่วนผลที่อยู่นอกอำนาจ เราค่อย ๆ ฝึกยอมรับโดยไม่ซ้ำเติมตัวเอง

ความวางใจที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นจากการเห็นเหตุปัจจัยเช่นนี้สัมพันธ์กับ อุเบกขาที่ประกอบด้วยปัญญา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) อธิบายว่า อุเบกขาทางธรรมอาศัยความรู้ความเข้าใจจนวางใจได้พอดี ต่างจากความเฉยเพราะไม่รู้หรือไม่เอาเรื่อง ความมั่นคงของใจจึงเติบโตไปพร้อมกับความสามารถที่จะพิจารณาและรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

เรายังเลือกสร้างเหตุแห่งความสุข ลดเหตุแห่งความทุกข์ และดูแลคนที่เรารักได้เต็มที่ ขณะเดียวกันก็เรียนรู้ว่าความตั้งใจของเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุปัจจัยทั้งหมด การวางใจเช่นนี้ต้องอาศัยการฝึกซ้ำ ๆ ผ่านทั้งวันที่ทำได้และวันที่ยังเผลอไปยึดเหมือนเดิม

Smile ช่วยประคองความหวังให้เราเดินต่อ ส่วน “ยิ้มให้กับความผิดหวัง” ชวนให้เราหันไปทักทายความเจ็บที่เคยรู้จัก และเมื่อฟังผ่านมุมพุทธ เราอาจเรียนรู้ต่อไปถึงการรู้จักทั้งสุขและทุกข์ จนค่อย ๆ ลดอำนาจที่ทั้งคู่มีเหนือใจ

วันใดยิ้มได้ก็ยิ้ม วันใดน้ำตาไหลก็รู้ว่ากำลังเสียใจ รอยยิ้มไม่ใช่ข้อสอบของการปฏิบัติธรรม เราฝึกได้แม้ในวันที่ยังร้องไห้ ด้วยการรู้ทันความรู้สึก ไม่ซ้ำเติมตัวเอง และค่อย ๆ วางความยึดถือที่มองเห็น

เมื่อความผิดหวังมาเยือนอีกครั้ง รอยยิ้มอาจเกิดขึ้นจากความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นว่า ความรู้สึกนี้ก็มีเหตุของมัน มีความเปลี่ยนแปลงของมัน และเราสามารถดูแลชีวิตต่อไปได้ โดยไม่ต้องบังคับให้ทุกอย่างเป็นไปดังใจเสียก่อน

Share