[ดูหนังหาแก่นธรรม] – A Street Cat Named Bob: เริ่มต้นใหม่ด้วยรัก
a street cat name bob

[ดูหนังหาแก่นธรรม] - A Street Cat Named Bob: เริ่มต้นใหม่ด้วยรัก

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

บางครั้ง เหตุผลที่ทำให้คนคนหนึ่งอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ อาจเป็นเพียงการรู้ว่า พรุ่งนี้เช้ายังมีอีกชีวิตรอให้เขาตื่นมาดูแล

สำหรับเจมส์ โบเวน ชีวิตนั้นคือแมวสีส้มชื่อ “บ๊อบ”

A Street Cat Named Bob (2016) สร้างจากเรื่องจริงของเจมส์ นักดนตรีข้างถนนในลอนดอน ผู้ผ่านประสบการณ์ไร้บ้านและกำลังรับการบำบัดการติดเฮโรอีน ขณะที่ชีวิตของตัวเองยังไม่มั่นคง เขากลับได้พบแมวบาดเจ็บตัวหนึ่ง และตัดสินใจยื่นมือเข้าไปช่วย ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับแมวค่อย ๆ กลายเป็นส่วนสำคัญของการเริ่มต้นใหม่ของเขา

ความอบอุ่นของหนังทำให้เรายิ้มได้ง่าย แต่เมื่อมองลึกลงไป เราจะพบคำถามที่ใกล้ตัวกว่านั้น เราจะพาตัวเองออกจากชีวิตที่ทำร้ายเราได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อส่วนหนึ่งของสิ่งที่ฉุดรั้งเราอยู่ภายในใจของเราเอง

คำถามนี้สอดคล้องกับประเด็นที่คุณโจน จันใด ชวนพิจารณาในกิจกรรม “ดูหนังหาแก่นธรรม” เรื่อง A Street Cat Named Bob ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2560 ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ร่วมเสวนากับอ้อม–สุนิสา สุขบุญสังข์ นั่นคือการต่อสู้ภายในใจ และอิสรภาพที่เกิดขึ้นเมื่อเราไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์

เมื่อใช้มุมมองนี้กลับไปดูหนัง เรื่องของเจมส์กับบ๊อบจึงชวนให้เราสำรวจทั้งพลังของความสัมพันธ์ และความสามารถที่จะค่อย ๆ กลับมาเลือกทางเดินของตัวเอง

296977

เมื่อรู้ว่าอยากเปลี่ยน แต่ยังทำไม่ได้

เจมส์มีความสามารถทางดนตรี มีความอ่อนโยน และต้องการให้ชีวิตดีขึ้น แต่ความต้องการนั้นยังต้องเผชิญกับความลำบากในแต่ละวัน ประวัติการเสพติด และความสัมพันธ์ที่มีบาดแผล

ช่วงที่เขาต้องผ่านอาการถอนยาจึงเป็นช่วงที่ดูยากช่วงหนึ่งของหนัง ผู้ชมเห็นความทุกข์ทรมานที่ต้องผ่านไปทีละขณะ โดยมีบ๊อบอยู่ข้าง ๆ ภาพเหล่านี้ทำให้การเริ่มต้นใหม่มีน้ำหนัก เพราะการตัดสินใจเป็นเพียงจุดเริ่มของสิ่งที่เขายังต้องเผชิญต่อไป

หากมองกลับมาที่ชีวิตของเรา แม้สถานการณ์จะแตกต่างจากเจมส์มาก เราก็อาจคุ้นเคยกับช่องว่างระหว่าง “รู้” กับ “ทำได้”

เรารู้ว่าคำพูดบางคำจะทำร้ายคนรัก แต่เมื่อโกรธก็ยังพูดออกไป รู้ว่าการหลบเลี่ยงงานจะทำให้กังวลมากขึ้น แต่ก็ยังเลื่อนออกไปอีกวัน รู้ว่าการกลับไปคิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ทำให้ทุกข์ แต่ใจก็ยังวนกลับไปที่เดิม

ประเด็นเรื่องการเป็นอิสระจากอารมณ์ที่คุณโจนหยิบยกขึ้นมา จึงชวนให้ถามว่า ในเวลาที่ความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น เรายังมีพื้นที่เลือกการกระทำของตัวเองมากน้อยเพียงใด

ในทางพุทธธรรม เราอาจเชื่อมตรงนี้กับการฝึกสติ เมื่อรู้ทันว่ากำลังโกรธ เรามีโอกาสหยุดก่อนพูด เมื่อรู้ว่ากำลังกลัว เรามีโอกาสพิจารณาว่าความกลัวกำลังผลักให้ทำอะไร การรู้ตัวเช่นนี้ค่อย ๆ เปิดระยะห่างระหว่างความรู้สึกกับการตอบสนอง

อิสรภาพจึงอาจเริ่มขึ้นในขณะที่ความโกรธหรือความกลัวยังอยู่ แต่เราไม่จำเป็นต้องทำตามทุกสิ่งที่มันผลักดัน

เมื่อการดูแลอีกชีวิต ทำให้เรากลับมาเห็นคุณค่าของตัวเอง

ฉากสำคัญฉากหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อเจมส์พบว่าบ๊อบบาดเจ็บ และพามันไปรักษา ทั้งที่ตัวเองมีทรัพยากรจำกัด การตัดสินใจครั้งนั้นดูเป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับปัญหาทั้งหมดในชีวิต แต่กลับเปิดให้เราเห็นความสามารถในการดูแลผู้อื่นที่ยังมีอยู่ในตัวเขา

ตรงนี้เชื่อมกับ “กรุณา” ได้อย่างเป็นรูปธรรม เจมส์มองเห็นความทุกข์ของอีกชีวิต และลงมือทำบางอย่างเพื่อให้ความทุกข์นั้นบรรเทาลง

เขาไม่ได้รอจนชีวิตพร้อมทุกด้านจึงจะมีความอ่อนโยนให้ใครได้ ในวันที่ตัวเองยังต้องการความช่วยเหลือ เขาก็เป็นผู้ช่วยเหลือได้เช่นกัน

เราอาจอ่านฉากนี้ได้ว่า การดูแลบ๊อบเปิดโอกาสให้เจมส์รู้จักตัวเองในอีกฐานะหนึ่ง เขาเป็นคนที่ทำให้อีกชีวิตอิ่ม ปลอดภัย และมีที่พักพิงได้ ความผิดพลาดในอดีตยังคงอยู่ แต่ความสามารถที่จะทำสิ่งดี ๆ ในปัจจุบันก็อยู่ด้วย

เมื่อบ๊อบติดตามเขาออกไปทำงาน ผู้คนเริ่มหยุดมอง เข้ามาทักทาย และสนใจทั้งคู่มากขึ้น แมวสีส้มจึงกลายเป็นสะพานที่เชื่อมเจมส์กับผู้คนรอบตัว

สำหรับคนที่เคยถูกเดินผ่าน การมีใครหยุดคุยด้วยอาจมีความหมายมากกว่าที่เราคิด เพราะในบทสนทนาสั้น ๆ นั้น เขาได้รับโอกาสให้ปรากฏตัวในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีเรื่องราว มีความสามารถ และมีสิ่งที่รัก

วงเสวนาหยิบยกบ๊อบขึ้นมาในบทบาทของกัลยาณมิตร หากมองเป็นการเทียบเคียง บ๊อบคือเพื่อนร่วมทางที่เกื้อกูลให้เจมส์ค่อย ๆ กลับมาดูแลชีวิต การมีมันอยู่ด้วยทำให้แต่ละวันมีสิ่งที่ต้องใส่ใจ และมีความสัมพันธ์ที่เขาอยากรักษาไว้

บางเช้า เหตุผลที่จะลุกขึ้นมาอาจยังไม่ใช่ความเชื่อมั่นว่าอนาคตจะสดใส แต่อาจเป็นเพียงว่า มีแมวตัวหนึ่งกำลังรออาหาร

เหตุผลเล็กเท่านี้ก็มีความหมายได้ ในวันที่เหตุผลอื่นดูห่างไกลเหลือเกิน

ขณะเดียวกัน หนังยังเปิดพื้นที่ให้เราสังเกตอคติของตัวเอง หากเราเห็นเจมส์เพียงผ่าน ๆ ข้างถนน เราจะมองเห็นอะไรบ้าง เราจะมีโอกาสรู้จักความอ่อนโยนที่เขามีต่อบ๊อบหรือไม่ หรือคำว่า “คนติดยา” จะบดบังเรื่องราวส่วนอื่นของเขาไปเสียก่อน

การมีเมตตาเริ่มได้จากการยอมรับว่า สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับคนคนหนึ่งอาจยังน้อยเกินกว่าจะตัดสินชีวิตทั้งหมดของเขา

72BT8VqmpWIWEVRzEhTgKB

อิสรภาพที่ค่อย ๆ ฝึกได้ในแต่ละวัน

เมื่อมองผ่านชีวิตของเจมส์ การเริ่มต้นใหม่ประกอบด้วยการกระทำเล็ก ๆ ที่ต้องทำต่อเนื่อง ทั้งการดูแลตัวเอง การรับผิดชอบอีกชีวิต การทำงาน และการเรียนรู้ที่จะสัมพันธ์กับผู้คน

ประเด็นเรื่องการพึ่งพาตนเองและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในวงเสวนาจึงมาบรรจบกันตรงนี้ เจมส์ต้องลงมือเปลี่ยนชีวิตของตัวเอง ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์และความช่วยเหลือที่ได้รับก็เป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขที่ทำให้เขาเดินต่อได้

บ๊อบไม่สามารถรับความทุกข์ทางกายแทนเขา หรือทำหน้าที่ตัดสินใจแทนเขาได้ แต่การมีบ๊อบอยู่ข้าง ๆ ทำให้เส้นทางที่ยากลำบากนั้นมีเพื่อนร่วมทาง

สำหรับเรา การฝึกอิสรภาพภายในอาจเริ่มจากการรู้ทันตัวเองในเหตุการณ์ธรรมดา โกรธแล้วเว้นช่วงก่อนตอบข้อความ ท้อแล้วบอกใครสักคนว่าต้องการความช่วยเหลือ ทำผิดแล้วกลับไปรับผิดชอบในส่วนที่ยังแก้ไขได้ หรือพบว่าตัวเองกำลังตัดสินใคร แล้วลองฟังเรื่องราวของเขาเพิ่มอีกสักหน่อย

ทุกครั้งที่ทำเช่นนี้ เรากำลังฝึกให้การกระทำมีความรู้ตัวอยู่ด้วย และค่อย ๆ สร้างทางเลือกให้ตัวเองมากขึ้น

A Street Cat Named Bob ทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนชีวิตมีทั้งส่วนที่ต้องอาศัยความพยายามภายใน และส่วนที่เติบโตขึ้นจากการได้รัก ได้ดูแล และได้รับความช่วยเหลือ ความอ่อนโยนต่ออีกชีวิตอาจเป็นจุดที่คนคนหนึ่งเริ่มเรียนรู้ความอ่อนโยนต่อตัวเองด้วย

เราแต่ละคนอาจมีสงครามภายในที่คนอื่นมองไม่เห็น และอาจยังต้องฝึกอีกนานกว่าจะไม่ถูกอารมณ์พาไปง่าย ๆ ระหว่างทางนั้น การมีใครอยู่ข้าง ๆ และการยอมให้ตัวเองรับความช่วยเหลือ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการก้าวต่อไปได้

ในวันที่อารมณ์กำลังพาเราไป เรามีอะไรช่วยให้หยุด และกลับมาเลือกทางเดินของตัวเองอีกครั้ง

สำหรับเจมส์ ส่วนหนึ่งของคำตอบมีขนสีส้ม และชื่อว่าบ๊อบ

บทความนี้เชื่อมโยงการวิเคราะห์ภาพยนตร์กับประเด็นจากสรุปการเสวนา “ดูหนังหาแก่นธรรม” วันที่ 1 ตุลาคม 2560 โดยคุณโจน จันใด และอ้อม–สุนิสา สุขบุญสังข์ การขยายความทางพุทธธรรมและคำถามชวนคิดเป็นการวิเคราะห์เพิ่มเติมของผู้เขียน ไม่ใช่คำพูดโดยตรงของวิทยากร


อ่านเรื่องอื่นในคอลัมน์ ดูหนังหาแก่นธรรม
main.bia.or.th/category/dharma-in-everyday-life/dharma-in-film/


ในอดีตท่านพุทธทาสได้ใช้สื่อที่หลากหลายในการเผยแผ่ธรรม ภาพยนตร์คือหนึ่งในนั้น

“ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ให้หลักการไว้ว่า ภาพยนตร์หรือภาพสไลด์ที่เอามาฉายที่สวนโมกข์ ต้องเป็นหนังประเภทส่งเสริมศีลธรรม ไม่เจือด้วยอกุศล” – พระมหาบุญชู ฐิตปุญโญ

ทุกวันนี้ ภาพยนตร์ก็ยังถูกใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้ธรรมะร่วมสมัยได้เป็นอย่างดีเช่นเดิม ในการดูหนังสักเรื่องหนึ่ง นอกจากความบันเทิงแล้ว เราจึงอาจพบว่าฉากชีวิตของตัวละคร ภาพบางภาพ ข้อความบางประโยค อาจสะท้อนบางอย่างในชีวิต และทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งสำคัญในชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อ

 

 

Share