120 ปีพุทธทาสภิกขุ: เปิด Roadmap พุทธทาส AI มุ่งสู่ UNESCO Memory of the World
MRC18010

120 ปีพุทธทาสภิกขุ: เปิด Roadmap พุทธทาส AI มุ่งสู่ UNESCO Memory of the World

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

สวนโมกข์กรุงเทพร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิด Roadmap “พุทธทาส AI” ในวาระ 120 ปีชาตกาลพุทธทาสภิกขุ พัฒนาฐานข้อมูลจดหมายเหตุธรรมะสู่ระบบดิจิทัลและ AI Search เพื่อให้คำสอนของท่านเข้าถึง ค้นคว้า และอ้างอิงได้ง่ายขึ้น พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย UNESCO Memory of the World ในปี พ.ศ. 2571

เนื่องในวาระ 120 ปีชาตกาลพุทธทาสภิกขุ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์กรุงเทพ จัดกิจกรรม “จากสวนโมกข์สู่โลก AI” เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องปฏิบัติธรรม ชั้น 2 หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ เพื่อเปิดตัว Roadmap การพัฒนาข้อมูลงานธรรมของพุทธทาสภิกขุสู่ระบบดิจิทัลและ AI

โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ร่วมกับ สำนักนวัตกรรมดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีเป้าหมายในการรวบรวม จัดระบบ และต่อยอดองค์ความรู้จากเอกสาร หนังสือ เสียงปาฐกถา และงานเผยแผ่ธรรมของพุทธทาสภิกขุ ให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถค้นคว้า อ้างอิง และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ภายในงานมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ คณะผู้พัฒนาระบบ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของ AI ต่อการอนุรักษ์และเผยแพร่พุทธธรรม อาทิ พระไพศาล วิสาโล, ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัติ แก้วประดับ, รองศาสตราจารย์ ดร.เถกิง วงศ์ศิริโชติ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ, รองศาสตราจารย์ ดร.สินชัย กมลวิภัต, นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช, คุณกรุณพล พานิช และ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

เปิด Roadmap จากจดหมายเหตุสู่ AI Search

ช่วงต้นของงานเป็นการกล่าวรายงานภาพรวมโครงการโดย รองศาสตราจารย์ ดร.เถกิง วงศ์ศิริโชติ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และการกล่าวต้อนรับโดย นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

จากนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้นำเสนอแนวคิดเรื่องการส่งต่อ “พุทธปัญญา” สู่โลกดิจิทัล โดยชี้ให้เห็นบทบาทของมหาวิทยาลัยในการร่วมพัฒนาระบบความรู้ที่เชื่อมโยงพระพุทธศาสนา เทคโนโลยี และการเรียนรู้ร่วมสมัย

หนึ่งในช่วงสำคัญของงานคือการเปิดตัวและสาธิตการใช้งาน AI Search ซึ่งเป็นระบบค้นคว้าข้อมูลจากคลังจดหมายเหตุพุทธทาสภิกขุ โดยมี คุณกรุณพล พานิช ผู้จัดการมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ และ รองศาสตราจารย์ ดร.สินชัย กมลวิภัต ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมอธิบายแนวทางการพัฒนาระบบ

ระบบดังกล่าวมุ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคำสอนของพุทธทาสภิกขุได้สะดวกขึ้น พร้อมเชื่อมโยงกลับไปยังแหล่งข้อมูลต้นฉบับ เพื่อให้การใช้ AI ในงานธรรมะไม่เป็นเพียงการให้คำตอบอย่างรวดเร็ว แต่ยังต้องตรวจสอบที่มาได้ และลดความเสี่ยงจากคำตอบที่คลาดเคลื่อน

ย้ำ AI ไม่ได้แทนการศึกษาธรรมะ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางองค์ความรู้

ผู้จัดโครงการระบุว่า เป้าหมายของ “พุทธทาส AI” ไม่ใช่การสร้าง AI เพื่อทดแทนการอ่าน การศึกษา หรือการปฏิบัติธรรม แต่เป็นการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานทางองค์ความรู้” เพื่อให้ข้อมูลจดหมายเหตุจำนวนมากสามารถนำไปใช้ต่อได้อย่างถูกต้อง เป็นระบบ และน่าเชื่อถือ

โครงการให้ความสำคัญกับหลักการสำคัญหลายด้าน ได้แก่ ความถูกต้องของข้อมูล ความโปร่งใสในการอ้างอิง การระบุขอบเขตของคำตอบอย่างเหมาะสม และการพัฒนาระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล เทคโนโลยี และพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง

ช่วงสำคัญของงานคือเวที Master Talk: มุมมองต่อก้าวย่างพุทธปัญญายุค AI ซึ่งมี พระไพศาล วิสาโล ร่วมสนทนากับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล และระบบ พุทธทาส AI โดยเวทีนี้มุ่งชวนผู้เข้าร่วมมองไกลไปกว่าคำถามทางเทคนิคว่า AI จะตอบคำถามธรรมะได้หรือไม่ แต่ชวนตั้งคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ธรรมะ มนุษย์ควรใช้เครื่องมือนี้อย่างไรโดยไม่หลงยึดติดกับเครื่องมือเอง

พระไพศาล วิสาโล ให้มุมมองว่า พุทธทาส AI อาจถือเป็นนวัตกรรมทางจิตวิญญาณของยุคปัจจุบันได้ หากถูกใช้เพื่อเปิดทางให้ผู้คนเข้าถึงธรรมะได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่า AI เป็นเพียง “เครื่องมือ” ไม่ใช่ครูบาอาจารย์ ไม่ใช่ผู้ตัดสินความจริง และไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดถือแทนการพิจารณาด้วยตนเอง ประเด็นสำคัญที่ท่านย้ำคือ การใช้ AI กับธรรมะควรสอดคล้องกับหัวใจคำสอนของพุทธทาสภิกขุเอง นั่นคือการไม่ยึดมั่นถือมั่น

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ตั้งคำถามแทนผู้ฟังจำนวนมากที่อาจสงสัยว่า AI จะช่วยให้คนเข้าใจธรรมะได้จริงหรือไม่ จะทำให้คนขี้เกียจอ่านหรือขี้เกียจคิดเองหรือเปล่า และจะทำอย่างไรให้การใช้ AI ไม่ทำให้ธรรมะกลายเป็นเพียงคำตอบสำเร็จรูปที่กดถามแล้วจบ

การสนทนาช่วงนี้จึงช่วยทำให้โครงการ พุทธทาส AI ไม่ถูกมองเพียงในฐานะระบบค้นข้อมูลหรือ Chatbot ธรรมะ แต่ถูกวางไว้ในบริบทที่กว้างกว่า คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อพามนุษย์กลับมาสู่การเรียนรู้ การใคร่ครวญ และการฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง โดยมี AI เป็นประตูบานหนึ่งที่ช่วยให้เข้าถึงต้นฉบับได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ใช่ปลายทางของการศึกษาธรรมะ

120 ปีพุทธทาสในยุค AI และเป้าหมายระดับโลก

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา กล่าวในหัวข้อ “120 ปี พุทธทาสในยุค AI” โดยชี้ว่า มรดกของพุทธทาสภิกขุไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานความรู้ด้านจริยธรรม มนุษยธรรม และการศึกษาทางใจ ที่สามารถสนทนากับโลกยุคใหม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีเรียนรู้ และวิธีตัดสินใจของมนุษย์อย่างรวดเร็ว

ในการบรรยาย ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.จรัส ยังกล่าวถึงศักยภาพของแพลตฟอร์มดิจิทัลในการสืบสานพุทธธรรมในหลายรูปแบบ เช่น การช่วยให้ค้นหาคำสอนได้ง่ายและครอบคลุมขึ้น การสรุปเนื้อหาให้เข้าถึงง่าย การสนทนาในลักษณะ interactive learning การใช้ประกอบการฝึกปฏิบัติ เช่น สมาธิและวิปัสสนา ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีอย่าง Virtual Reality และ Augmented Reality เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ รวมถึงการแปลเนื้อหาเป็นภาษาต่าง ๆ เพื่อส่งต่อพุทธธรรมไปสู่ผู้คนในระดับสากล

อย่างไรก็ตาม ท่านเน้นว่า การใช้ AI กับธรรมะต้องมีความระมัดระวัง เพราะ AI อาจให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน สรุปผิด หรือพาผู้ใช้หลงทางได้ หากระบบไม่มีฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่มีการอ้างอิงที่ชัดเจน และไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสม ดังนั้น การพัฒนา พุทธทาส AI จึงต้องให้ความสำคัญกับทั้งคุณภาพของข้อมูล ต้นทางของเอกสาร ความโปร่งใสในการอ้างอิง และการมีมนุษย์ผู้รู้เข้ามาช่วยตรวจสอบ

อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านให้ความสำคัญคือ บทบาทของพุทธธรรมในการเป็นฐานทางจริยธรรมให้กับโลกดิจิทัล ท่ามกลางกระแส AI ที่มีทั้งศักยภาพและความเสี่ยง การพัฒนาระบบเทคโนโลยีจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ความฉลาด ความเร็ว หรือความสะดวก แต่ต้องมีมิติเรื่องคุณธรรม ความรับผิดชอบ และความระมัดระวังต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์และสังคม

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ รักษาการแทนผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันสุวรรณภูมิ ได้บรรยายในหัวข้อ “การขับเคลื่อนด้านพระพุทธศาสนาในยุค AI” โดยชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีสำหรับค้นข้อมูลหรือสร้างคำตอบอัตโนมัติเท่านั้น แต่สามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” หรือ Catalyst ที่ช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันในระดับที่ลึกและกว้างขึ้น

ดร.พงค์เทพอธิบายว่า ในบริบทของสถาบันสุวรรณภูมิ การใช้ AI สามารถช่วยเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับการศึกษารากวัฒนธรรมและพุทธศาสนาในภูมิภาคสุวรรณภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Large Language Models เพื่อช่วยอ่านและแปลจารึกโบราณ การใช้ Computer Vision วิเคราะห์ลวดลายผ้า เครื่องประดับ และศิลปวัตถุ การใช้ Knowledge Graphs เชื่อมโยงวัตถุ สถานที่ เส้นทางการค้า และความเชื่อทางวัฒนธรรม รวมถึงการใช้ Multimodal AI เพื่อพัฒนาระบบสนทนาที่เข้าถึงองค์ความรู้ทางพุทธศาสนาได้หลายรูปแบบ

หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกกล่าวถึงคือการสร้าง Chatbot ลักษณะ “Ask Buddhadasa” ที่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับชีวิตและธรรมะด้วยภาษาธรรมชาติในหลายภาษา โดยอาศัยฐานข้อมูลพุทธทาสที่จัดระบบไว้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ แนวคิดนี้สะท้อนว่า AI อาจช่วยทำให้คำสอนของพุทธทาสภิกขุไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะในหนังสือ เอกสาร หรือห้องจดหมายเหตุ แต่สามารถกลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สนทนาได้ และต่อยอดไปสู่การศึกษาในระดับสากล

สาระสำคัญของการบรรยายจึงอยู่ที่การมอง AI ในฐานะเครื่องมือที่ช่วย “มองเห็นความเชื่อมโยงที่ซ่อนอยู่” ระหว่างข้อมูลจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ จารึก ศิลปวัตถุ แหล่งโบราณคดี เส้นทางการค้า หรือคำสอนทางพุทธศาสนา ซึ่งเดิมอาจกระจัดกระจายอยู่คนละแหล่ง แต่เมื่อถูกจัดระบบและเชื่อมโยงด้วยเทคโนโลยี ก็สามารถเปิดมุมมองใหม่ต่อประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และพระพุทธศาสนาได้

อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ ดร.พงค์เทพนำเสนอไม่ได้มอง AI ในเชิงเทคโนโลยีล้วน ๆ แต่เน้นว่า การใช้ AI กับพุทธศาสนาและวัฒนธรรมต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง มีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีความรับผิดชอบต่อความหมายของข้อมูล เพราะข้อมูลทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไม่ใช่เพียง “ข้อมูล” ในเชิงเทคนิค แต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ความทรงจำ และรากทางปัญญาของผู้คนจำนวนมาก

ทั้งนี้ โครงการ “พุทธทาส AI” ยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายระยะยาวของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ในการยกระดับคลังข้อมูลจดหมายเหตุพุทธทาสภิกขุให้เป็นมรดกทางปัญญาที่มีคุณค่าต่อสังคมไทยและสังคมโลก โดยมีเป้าหมายสำคัญในปี พ.ศ. 2571 คือการขอขึ้นทะเบียน UNESCO Memory of the World หรือ มรดกความทรงจำแห่งโลก

ภาพ พุทธทาสAiTimeline sm 1

สวนโมกข์กรุงเทพ 15 ปี: สะพานเชื่อมธรรมะสู่คนเมือง

และในวาระพิเศษนี้ยังถือเป็นการร่วมเฉลิมฉลองสวนโมกข์กรุงเทพครบ 15 ปี ที่สวนโมกข์กรุงเทพทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมธรรมะสู่คนเมือง ทั้งด้านข้อมูลองค์ความรู้ธรรมของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ที่เข้าถึงได้ผ่านห้องสมุดค้นคว้าและเทคโนโลยี และกิจกรรมวิถีธรรมปัญญากับชีวิตปัจจุบัน โดยจะได้จัดให้มีกิจกรรมร่วมกับพันธมิตรและนิทรรศการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 จนถึงตลอดทั้งปี เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างเกี่ยวกับประวัติท่านพุทธทาส ทั้งทางผลงานธรรม รวมถึงการได้รับการเชิดชูเกียรติจากองค์กร UNESCO ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก (World’s Great Personality) ในปี พ.ศ. 2549 ทั้งหมดนี้เป็นการตอกย้ำการคงอยู่ของคำสอนของท่านพุทธทาสที่ผ่านมาแล้ว 120 ปีแต่ยังเป็นคำตอบของโลกวันนี้

 ไฮไลต์กิจกรรมสำคัญตลอดทั้งปี

  • Walk with The Cloud @สวนโมกข์กรุงเทพ
  • เปิดตัว Roadmap “พุทธทาส AI” (Buddhadasa AI)
  • งาน “ล้ออายุ” 120 ปี พุทธทาสภิกขุที่สวนโมกข์ไชยา และสวนโมกข์กรุงเทพ
  • งาน Phra Talk
  • งานสติ Festival

ผู้ที่สนใจสามารติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ www.bia.or.th และ Facebook หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ-สวนโมกข์กรุงเทพ

สื่อมวลชนสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :  คุณศศวรรณ จิรายุส 0641593994

Share