วิกฤตศรัทธาไม่ใช่จุดจบ: พุทธทาสภิกขุชี้ “ศรัทธาที่แท้ต้องมีปัญญานำ”
ท่ามกลางข่าวคราวที่สั่นคลอนวงการสงฆ์ หลายคนอาจกำลังรู้สึกเคว้งคว้างและ “เสื่อมศรัทธา” จนเกิดคำถามในใจว่า ศาสนาที่เคยเป็นที่ยึดเหนี่ยวนั้น ยังควรค่าแก่ความเชื่อมั่นของเราอยู่จริงหรือ
แต่แทนที่จะจมอยู่กับ “ความผิดหวัง” ลองมองว่าความรู้สึกสั่นคลอนนี้ คือโอกาสสำคัญที่เปิดให้เราได้ “ซักฟอกศรัทธา” และทบทวนความเชื่อของตัวเองอย่างแท้จริง
ลองเริ่มต้นด้วยการถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า:
เราเคยศรัทธาเพราะอะไร?
เราเคย ‘รู้จริง’ หรือเพียง ‘เชื่อตาม’ กันมา?
และที่สำคัญที่สุด ศรัทธาของเราวางไว้ถูกที่แล้วหรือยัง?
นิยาม ‘ศรัทธา’ ใหม่: จากความเชื่อสู่ความแน่ใจที่สร้างสุข
ในความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ “ศรัทธา” มักถูกมองว่าเป็นการเชื่ออย่างไร้เหตุผล แต่ในทางพุทธศาสนา ศรัทธามีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก ไม่ใช่แค่การเชื่อ แต่คือ การเชื่ออย่างมีเหตุผลและด้วยความเข้าใจ หรือดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้ให้คำนิยามไว้ว่า ศรัทธาคือ “ความแน่ใจในสิ่งที่ตนถือเอาเป็นที่พึ่ง”
ท่านพุทธทาสเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ศรัทธาไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย แต่เป็นพื้นฐานที่ส่งผลโดยตรงต่อสภาวะจิตใจของเรา หากเราไม่แน่ใจว่าล็อกประตูบ้านดีแล้ว เราย่อมนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายฉันใด ชีวิตที่ขาดความแน่ใจในที่พึ่งก็ย่อมหวาดผวาและไร้ซึ่งความสงบฉันนั้น
“ศรัทธานี้ เป็นสิ่งที่ให้เกิดความสุข ถ้าไม่มีศรัทธา ไม่มีทางที่จะเกิดความสุข หรือความพักผ่อน เมื่อไม่เชื่อ ไม่แน่ใจ ไม่ไว้ใจ ในสิ่งถือเอาเป็นที่พึ่งแล้ว คนเราก็จะไม่มีความสุข เห็นได้ง่ายๆ ที่ว่า ถ้าเราไม่เชื่อ ไม่แน่ใจว่าประตูของเราปิดแน่แล้ว เราก็นอนไม่หลับ นอนผวาหวั่นใจเรื่องขโมยจะขึ้นมา หรือว่าฝาเรือนของเราไม่แข็งแรงพอ กลัวขโมยจะตัดขึ้นมา หรือบ้านเรือนไม่แข็งแรงพอ คนร้ายจะขึ้นมา เราก็นอนไม่หลับ นี้เรียกว่าเราไม่มีศรัทธา ในสิ่งซึ่งเราถือเอาเป็นที่พึ่ง
ถ้าเราแน่ใจในสิ่งเหล่านี้ เราก็นอนหลับ เมื่อนอนไม่หลับ ก็กระสับกระส่าย ก็ปวดหัว ก็เป็นประสาท นี่เรียกว่า ศรัทธาให้เกิดความสุข”
“ชีวิตที่ไม่มีความแน่ใจในสิ่งที่เป็นที่พึ่งนั้น ชีวิตนั้นจะหวาดผวา จะนอนไม่หลับ… ถ้ามีศรัทธาแท้จริงแล้ว ไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องนอนไม่หลับ ไม่ต้องเป็นโรคประสาท ไม่ต้องเป็นโรคจิต”
กล่าวคือ เมื่อจิตใจเรามั่นคงและแน่ใจในที่พึ่งแล้ว ความสงบเย็นและความสุขย่อมเกิดขึ้นตามมา
ศรัทธาที่แท้จริงต้องมี ‘ปัญญา’ นำทาง
ในทางพุทธศาสนา ศรัทธาที่แท้จริงไม่อาจแยกขาดจาก ‘ปัญญา’ หรือความเข้าใจได้เลย ท่านพุทธทาสเน้นย้ำเสมอว่า ศรัทธาที่ปราศจากความรู้เป็นเพียงความเชื่องมงาย
“ศรัทธานี้ ต้องมาจากความรู้ หรือที่เราเรียกกันว่า ปัญญา… ถ้ารู้น้อยศรัทธาก็น้อย ถ้ารู้มากศรัทธาก็มาก รู้ถูกศรัทธาก็ถูก รู้ผิดศรัทธาก็ผิด”
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะการจะเชื่อมั่นหรือฝากชีวิตไว้กับสิ่งใด เราจำเป็นต้องรู้จักและเข้าใจสิ่งนั้นอย่างถ่องแท้เสียก่อน ศรัทธาที่ปราศจากความเข้าใจนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และไม่จีรัง
“เราจะเอาอะไรเป็นที่พึ่ง เราต้องรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร มันจึงจะมีศรัทธาในสิ่งนั้นได้ นี่ขอให้คิดดูเถิดว่า เราจะมีศรัทธาในผู้ใด ในสิ่งใด ในการกระทำอย่างใด เราต้องรู้จักสิ่งนั้น จนเห็นว่ามันเป็นที่พึ่งแก่เราได้ หรืออย่างน้อยมันเป็นประโยชน์ ถ้าเรายังไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ว่าอะไร เราก็ไม่มีศรัทธาในพระพุทธเจ้า หรือในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เราต้องรู้เสียก่อนว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้น่ะว่าอย่างไร แล้วเราก็เชื่อว่า การทำอย่างนั้นน่ะ เรามองเห็นอยู่ว่า มันดับทุกข์ได้จริง เราจึงมีศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า…ฉะนั้น ศรัทธามันจะมาทีหลัง ความรู้จักสิ่งที่เราจะศรัทธาก่อนเสมอไป เราจะรู้, เราจะศรัทธาในสิ่งใด เราจะต้องรู้จักสิ่งนั้นก่อนเสมอไป แล้วสิ่งที่เราต้องการนั้นก็คือ สิ่งที่จะเป็นที่พึ่งแก่เรา พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า ธรรมะเราแสดงแล้ว คือ เรื่องอริยสัจจ์สี่”
“เราจะเอาอะไรเป็นที่พึ่ง เราต้องรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร มันจึงจะมีศรัทธาในสิ่งนั้นได้”
ดังนั้น ไม่ว่าเราจะศรัทธาในเรื่องกฎแห่งกรรม หรือศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เราต้องเริ่มต้นจากการศึกษาให้รู้แจ้งเสียก่อนว่าสิ่งนั้นคืออะไร มีหลักการอย่างไร เมื่อเกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ศรัทธาที่แท้จริงจึงจะเกิดขึ้นได้
“ศรัทธา แปลว่า เชื่อ หรือไว้ใจ หรือแน่ใจในสิ่งที่ตัวถือเอาเป็นที่พึ่ง เราถืออะไรเป็นที่พึ่ง เราแน่ใจในสิ่งนั้นนั่นคือศรัทธา….เมื่อเรารู้จักอะไร ว่าจะเป็นที่พึ่งแก่เราได้ เราจึงจะมีศรัทธาในสิ่งนั้น จะเชื่อกรรม เราต้องรู้เรื่องกรรมว่ามันเป็นอย่างไร จะเชื่อให้ผล, การที่กรรมให้ผลเราก็ต้องรู้เรื่องกรรมให้ผล หรือว่า จะมีศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เราก็ต้องรู้เสียก่อนว่าท่านตรัสรู้ว่าอะไร ฉะนั้น ศรัทธามันจะมาทีหลัง ความรู้จักสิ่งที่เราจะศรัทธาก่อนเสมอไป เราจะรู้, เราจะศรัทธาในสิ่งใด เราจะต้องรู้จักสิ่งนั้นก่อนเสมอไป”
ยิ่งปัญญาสูง ศรัทธายิ่งมั่นคง
ท่านพุทธทาสชี้ให้เห็นว่า ปัญญานั้นสามารถพัฒนาได้เป็นลำดับขั้น และยิ่งปัญญาลึกซึ้งมากขึ้นเท่าไร ศรัทธาก็จะยิ่งหนักแน่นและมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น โดยแบ่งปัญญาออกเป็น 3 ระดับ คือ
- สุตมยปัญญา: ปัญญาที่เกิดจากการฟัง การอ่าน การเล่าเรียน
- จินตามยปัญญา: ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณาไตร่ตรองด้วยเหตุผล
- ภาวนามยปัญญา: ปัญญาขั้นสูงสุดที่เกิดจากการปฏิบัติ อบรมจิตใจจนรู้แจ้งเห็นจริง
“ฉะนั้นถ้าเรามีเพียง สุตมยปัญญา เด็กๆ เรียนหนังสือมันก็รู้แค่นั้น แล้วมันก็เชื่อแค่นั้นแหละ มันเชื่อเท่านั้นแหละ มันจะเชื่อขึ้นมาถึงส่วนนี้ไม่ได้ ต่อเมื่อมันมีการศึกษาในทางคิดนึก ใคร่ครวญ ใช้เหตุผล อะไร ค้นคว้า มันก็มีปัญญาสูงขึ้นมาอีก ศรัทธาก็, มันก็สูงขึ้นมาอีก พอมีศรัทธา เอ้อ, พอมีปัญญาในทางจิตใจสูงถึงที่สุด เรียกว่า ภาวนามยปัญญา แล้ว มันก็รู้จักธรรมะชั้นสูง และเพียงพอ นี่,มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้โดยสมบูรณ์
“มันรู้เท่าไร
มันจะมีศรัทธาเท่านั้นมันมีศรัทธาเท่าไร
มันจะแน่ใจ มั่นใจเท่านั้นมั่นแน่ใจ มั่นใจเท่าไร
มันจะมีความสุขเท่านั้น”
จากคำสอนนี้ เราจะเห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนว่า:
ความรู้ → ก่อเกิด → ศรัทธา → นำมาซึ่ง → ความสุข
สรุป: จากวิกฤตศรัทธา สู่การเติบโตทางปัญญา
ข่าวฉาวต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า การฝากศรัทธาไว้กับ “ตัวบุคคล” นั้นเป็นสิ่งที่เปราะบางและไม่ยั่งยืน เพราะมนุษย์ย่อมมีความไม่เที่ยง แต่แก่นแท้ของพุทธศาสนาเชื้อเชิญให้เราวางศรัทธาไว้ที่ “พระธรรม” ซึ่งเป็นความจริงอันเป็นสากลและเข้าถึงได้ด้วย “ปัญญา” ของเราเอง
ดังนั้น วิกฤตศรัทธาจึงอาจไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด ที่จะผลักดันให้เราหันกลับมา ซักฟอกศรัทธา ของตนเองอย่างจริงจัง ผ่านการศึกษาหลักคำสอน เพื่อสร้างศรัทธาใหม่ที่ตั้งมั่นอยู่บนความเข้าใจ ไม่ใช่ความเชื่อที่สั่นคลอนไปตามการกระทำของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นศรัทธาที่หยั่งรากลึกลงในปัญญา ซึ่งจะนำมาซึ่งความสงบสุขที่แท้จริงและยั่งยืน ดังที่ อ.พุทธทาสได้ชี้ไว้ว่า
“ศรัทธาที่ไม่ได้มาจากปัญญา หรือความรู้นั้นน่ะ มันใช้ไม่ได้ แล้วมันก็มีไม่ได้ เป็นสิ่งที่มีไม่ได้”
“อย่าไปเพิ่มศรัทธาล้วนๆ มันจะตาบอด มันจะไปไม่ได้ ไปบังคับให้มันเชื่อ โดยที่มันไม่รู้จักสิ่งนั้น มันก็เหมือนกับว่าไปด้วยความบอดมืด”
“ขอให้เอาไปคิดดูว่า ถ้าเราไม่มีความรู้แล้วศรัทธามันเกิดไม่ได้ เพราะว่าไอ้ความเชื่อนั้น มันเชื่อไปตามความรู้ หรือทิฐิ ความคิด ความเห็น ถ้าทิฐิ เป็นสัมมาทิฐิ ไอ้ศรัทธานั้นก็ถูกต้อง เป็นศรัทธาที่ถูกต้อง ถ้าจิตมันมีมิจฉาทิฐิศรัทธานั้นมันก็ผิด นี่เราจะมีศรัทธาอย่างไร มันก็แล้วแต่ว่า เรามีความรู้อย่างไร มันก็เป็นความรู้จริง รู้ถูกต้อง ศรัทธาก็ถูกต้อง แล้วก็ทำให้อุ่นใจ เป็นสุขได้ นี่จึงว่า ศรัทธานั่นแหละให้เกิดความสุข”
อ้างอิง แสดงธรรมวันสิ้นปี ปี 2523 เรื่อง ศรัทธา โดยพุทธทาสภิกขุ