เปลี่ยนทุกมื้ออาหารให้เป็นการปฏิบัติธรรม

เปลี่ยนทุกมื้ออาหารให้เป็นการปฏิบัติธรรม

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ในยุคที่เรื่องราวของอาหารและการบริโภคได้รับความสนใจและถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง การ “กิน” ได้กลายเป็นมากกว่าแค่การประทังความหิว มันคือประสบการณ์ คือสัญลักษณ์ คือสิ่งที่ถูกนำเสนอและแบ่งปันในสังคม แต่เคยฉุกคิดไหมว่า ท่ามกลางกระแสเหล่านี้ เรากำลังบริโภคด้วยแรงจูงใจใด? ด้วยความปรารถนา ด้วยค่านิยมที่สังคมสร้างขึ้น หรือด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริงถึงคุณค่าที่แท้จริงของการบริโภคนั้น?

ศีลพื้นฐานที่คนไทยไม่รู้จัก

ขอย้อนกลับไปสู่ศีลพื้นฐานข้อหนึ่งในพุทธศาสนาที่เป็นยิ่งกว่าศีล 5 แต่คนไทยกลับไม่ค่อยรู้จัก นั่นคือ ปัจจัยปฏิเสวนา หรือ ศีลในการบริโภค

มันคือการเริ่มต้นง่ายๆ ที่การตั้งคำถามกับตัวเองก่อนจะกินว่า เรากินเพื่ออะไร? พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราปฏิเสธความอร่อย แต่สอนให้เรากินอย่างมีปัญญา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) อธิบายไว้ว่า

“ชีวิตจะเป็นอยู่ได้ด้วยอาศัยอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ปัจจัยเครื่องใช้สอยต่างๆ รวมไปถึงพวกอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหลาย ซึ่งจะมาสัมพันธ์กับปัญญาทันทีเลย ถ้าเสพได้แค่อร่อยเป็นต้น ก็ไม่ปลอดภัย เพราะเป็นแค่รู้สึก ต้องมีปัญญารู้ด้วย พอรู้ว่า อ๋อ ที่เรากินนี่กินเพื่ออะไร ในการสัมพันธ์กับอาหารนั้น พระพุทธศาสนาสอนทันทีเลยว่า ปฏิสังขา โยนิโสปิณฑะปาตัง บอกให้พิจารณาเข้าใจแล้วว่า เรารับประทานอาหารมิใช่เพียงเพื่อแค่นี้ๆ มิใช่เพียงเพื่อเอร็ดอร่อย เพื่อโก้เก๋ เพื่อสนุกสนานมัวเมา แต่รับประทานเพื่อให้ชีวิตนี้เป็นอยู่เป็นไปโดยมีสุขภาพดีแข็งแรง และเอาชีวิตนี้ไปใช้ทำประโยชน์ได้ แค่นี้ก็ชื่อว่าศีลแล้ว ศีลนั้นเรียกว่า ปัจจยปฏิเสวนา หรือ ปัจจัยสันนิสิตศีล ศีลอย่างที่ว่านี้เป็นศีลเบื้องต้นยิ่งกว่าศีล 5 อีก แต่คนไทยไม่รู้จัก”

การพิจารณาแบบนี้ คือการใช้ “ปัญญา” นำหน้า “ตัณหา” เมื่อเราเห็นคุณค่าที่แท้จริงของอาหาร ความสุขที่ได้อาจไม่ใช่แค่รสชาติที่ปลายลิ้น แต่เป็นความสุขที่ได้บำรุงร่างกายและชีวิตให้ดีงามต่อไป นี่คือศีลข้อแรกที่สำคัญที่สุด แต่กลับถูกมองข้ามไปในสังคมที่ไหลไปตามกระแสบริโภคนิยม

แล้วตกลง ‘ศีล’ คืออะไร? ถ้าไม่ใช่แค่ข้อห้าม

เมื่อเข้าใจเรื่อง “ศีลในการกิน” แล้ว เราจะเริ่มเห็นภาพใหญ่ขึ้นว่า ศีลไม่ใช่ข้อห้าม ที่ใครมาบังคับ แต่คือการยอมรับและดำเนินชีวิตไปตาม “ความจริง” ของธรรมชาติ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) อธิบายไว้ว่า เหมือนกับที่เรารู้ว่า “ไฟมันร้อน” เราจึงเรียนรู้ที่จะใช้ไฟให้เป็นประโยชน์และไม่เอาตัวเข้าไปเสี่ยง นั่นไม่ใช่ข้อห้าม แต่เป็นความเข้าใจความจริงแล้วเลือกปฏิบัติในสิ่งที่ดีที่สุด

“ธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนก็เป็นอย่างนี้ คือบอกความจริง แล้วก็สอนข้อเรียกร้องจากความจริงนั้นต่อเราว่า ถ้าเราต้องการดำเนินชีวิตให้ดีเราจะต้องทำอย่างไร ก็เท่านั้นเอง

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า นี่ เป็นความจริงว่าสัตว์ทุกตนทั้งคนทั้งสัตว์อื่น ล้วนรักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น เราฉันใด เขาก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรเบียดเบียนกันจริงไหม เราก็เห็นด้วยว่า เออ จริงนี่ ก็ยอมรับ ถ้าอย่างนั้น เราไม่ควรเบียดเบียนกันใช่ไหมใช่ ถ้าอย่างนั้น ตกลงเราจะไม่ทำร้ายใคร แต่ฉันยังใจไม่เข้มแข็ง ยังมีโลภ มีโกรธมาก เพราะฉะนั้นก็เลยคล้ายๆ มาสัญญากับพระหน่อย ขอให้ข้าพเจ้าได้ปฏิญาณต่อท่านว่า ข้าพเจ้าขอถือข้อปฏิบัติที่จะฝึกตนให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ นี่เห็นไหม ไม่มีคำสั่งของใครทั้งนั้น แต่เราเองเป็นผู้ที่ตกลงยอมรับปฏิบัติอย่างนั้น เมื่อเรารับแล้วปฏิบัติอย่างนั้น ผลก็เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย และ เมื่อเราปฏิบัติไปตามนั้นก็เกิดเป็นศีล คือ เป็นความประพฤติปกติของเรา

ศีลจึงเกิดจากการที่เรา “เห็น” ความจริงข้อนี้ด้วยตัวเอง แล้ว “เลือก” ที่จะไม่เบียดเบียนใคร ไม่ใช่เพราะกลัวบาป แต่เพราะเข้าใจในความรู้สึกของผู้อื่นอย่างแท้จริง การกระทำนั้นจึงกลายเป็นความปกติใหม่ของเรา เป็น “ศีล” ที่มั่นคงมาจากข้างใน

”พระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่ให้เราปฏิบัติแต่ลำพังศีลเฉยๆ ถ้าศีลเฉยๆ เดี๋ยวก็ไปเข้าระบบบังคับ แต่ศีลที่ตรัสไว้นี้ เช่นให้มีศีลในการเสพบริโภคใช้ปัจจัยสี่ จะรับประทานอาหารก็ให้พิจารณาการพิจารณาก็คือการใช้ปัญญา กลายเป็นว่าเอาปัญญามาช่วยทำให้เกิดศีล จึงเริ่มมีศีลด้วยหลักที่ว่าข้าพเจ้าพิจารณาแล้วโดยแยบคายจึงรับประทานอาหารนี้ว่ามิใช่รับประทานเพียงเพื่อเอร็ดอร่อย สนุกสนาน โก้เก๋ มัวเมา แต่รับประทานเพื่อจะเกื้อหนุนชีวิตที่ดีงามเพื่ออย่างนั้นๆ อะไรก็ว่าไป นี่คือปัญญามา

เมื่อปัญญามาก็ทำให้เรารับประทานอาหารอย่างได้คุณค่า เมื่อมองเห็นคุณค่าแล้วเราก็รู้สึกพอใจ มีความสุขในการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ แม้มันจะไม่อร่อยมากนัก ปัญญา ทำให้เราพ้นจากการครอบงำของการติดหลงในการเสพ และเกิดสภาพจิตที่มีความสุขอีกแบบหนึ่ง เป็นความสุขซึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเสพรสอร่อยอย่างเดียว แต่เกิดจากความรู้ความเข้าใจเห็นคุณค่าประโยชน์ที่แท้จริง พอเห็นคุณค่าประโยชน์ที่แท้จริง เราอาจจะรับประทานอาหารมื้อนั้นที่แม้จะไม่อร่อยเท่าไร แต่เรารู้สึกว่าประโยชน์ต่อสุขภาพของเราเราก็มีความสุขได้ ปัญญาก็มาปรับสภาพจิต แม้แต่สร้างความสุขเปลื้องความทุกข์ แล้วเราก็จะดำเนินพฤติกรรมที่ถูกต้องดีงามไปได้อย่างมั่นคงและมั่นใจ”

Gemini Generated Image 8y44t08y44t08y44 cr

สร้างวัฒนธรรมทางปัญญาให้กับยุวชน

การศึกษาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ในตำราเล่มหนา แต่อยู่ในทุกกิจกรรมของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การกิน การอยู่ การดู การฟัง ถ้าเราสามารถนำหลักการของศีลที่แท้จริงมาใช้กับเรื่องง่ายๆ เหล่านี้ได้ เราจะมี “หลัก” เป็นของตัวเอง ไม่ไหลไปตามกระแสที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา เราจะดูทีวีเป็น ใช้โซเชียลมีเดียเป็น บริโภคสิ่งต่างๆ อย่างรู้เท่าทัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) อธิบายไว้ว่า

“คำว่า ศีล ไม่ใช่แค่ศีล 5 แต่หมายถึงการสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ทั้งทางกายภายและทางสังคมด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วาจา เป็นด้านที่ติดต่อกับข้างนอก เริ่มด้วย อินทรียสังวร การรู้จักใช้อินทรีย์ ดู ฟัง เป็นต้น….ศาสนาถือเป็นเรื่องสำคัญมากว่า ต้องดูเป็น ฟังเป็น คุณดูอย่างมีสติไหม คุณดูได้ความรู้ไหม ถ้าดูแล้วลุ่มหลง ได้แต่ชอบใจ-ไม่ชอบใจ แสดงว่าอยู่แค่ความรู้สึก”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) แนะว่าถ้าเราสอนเด็กๆ ให้รู้จักบริโภคด้วยปัญญา และเพื่อปัญญา แล้ววัฒนธรรมทางปัญญาก็มาได้แน่ โดยเริ่มจากในชีวิตประจำวัน กับเรื่องธรรมดา

“เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงต้องเริ่มที่บ้าน ในครอบครัว ตั้งแต่การกินอยู่ การสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม การใช้ตาดู หูฟัง ดูทีวี ดูสิ่งทั้งหลาย ใช้หูฟังอะไรต่างๆ ว่าได้ความรู้ หรือได้ความลุ่มหลง ติดอยู่แค่ความชอบไม่ชอบเท่านั้น หรือไปถึงความคิดพิจารณาด้วยเป็นต้น ก็แค่นี้แหละ พอเริ่มการศึกษาเพียงแค่ขั้นศีล ชีวิตและสังคมก็มีหลักประกันความมั่นคงขึ้นมาทันที

เมื่อคนกินอยู่เป็นจะต้องรู้จักแยก ระหว่างการกินด้วยความรู้เข้าใจอย่างมีปัญญากับการกินที่เป็นเพียง การเสพรสของตัณหา ถ้าเด็กหลงใหลไปตามกระแสค่านิยม เขาก็กินเพียงเพื่อเอร็ดอร่อย กินตามค่านิยมโก้เก๋อวดมั่งมี แสดงฐานะแข่งขันกัน โดยไม่ได้คำนึงว่าจะได้คุณภาพหรือไม่ ไม่ใช้ปัญญา ไม่รู้ความมุ่งหมายที่แท้ของการกิน ถ้าเขามีศีลด้านนี้ ก็จะรู้ตัวอยู่ว่ากินเพื่ออะไร และมุ่งให้ได้คุณค่าที่แท้ คือการได้คุณภาพและปริมาณอาหารซึ่งพอดีที่จะให้มีสุขภาพ คนกินที่มีศีล ก็คือกินด้วยความรู้เข้าใจความมุ่งหมายของการกินแล้วก็กินพอดี จึงหมดปัญหา

ส่วนเรื่องการที่จะทำตามค่านิยม ก็เป็นเพียงการรู้เท่าทันว่าเราอยู่ในสังคมนี้เขานิยมกันอย่างนี้ ก็อย่าให้เขาเสียความรู้สึก แล้วก็ปฏิบัติให้พอเหมาะพอสม เข้าสังคมหรือชุมชนได้ แต่รู้เท่าทัน ไม่หลงใหลตามเขาไป อย่างนี้เรียกว่าเด็กมีหลัก ก็คือมีศีลนั่นเอง แต่เวลานี้ เด็กไม่มีหลัก มีแต่โดนเขาหลอก เขาล่อจูง เร้าใจ ยั่วยุ ในทางที่จะไปเสพบริโภคก็ไปตามกระแสค่านิยม เลยไม่ได้อะไรขึ้นมา เพราะฉะนั้น ศีลข้อเสพบริโภคนี้ จะต้องเน้นให้มากในยุคปัจจุบัน

ถ้าเด็กไทยได้ศีลแค่กินอยู่ดูฟังเป็นเท่านั้นแหละ สังคมไทยจะเข้มแข็งและก้าวไปได้ไกล ถ้าเด็กไทยกินอยู่ เสพบริโภค ดูฟังเป็น ก็มีศีลอินทรีย์สังวร เขาจะปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อมอย่างได้ผลจะดูโทรทัศน์เป็น ใช้สื่อพวกอินเทอร์เน็ตเป็น เด็กไทยได้ศีลเท่านี้แหละ สังคมไทยก็เดินหน้าเพราะรู้จักบริโภคด้วยปัญญา และเพื่อปัญญา แล้ววัฒนธรรมทางปัญญาก็มาได้แน่”

บางที เรื่องราวบนโต๊ะอาหารที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของอาหาร แต่เป็นภาพสะท้อนวิธีที่เรามองชีวิต การบริโภค และความหมายของศีลในยุคปัจจุบัน หากเรากลับมาพิจารณาว่า การกิน การอยู่ การดู และการฟัง ล้วนต้องการ “ปัญญา” นำทาง เราก็จะเริ่มตระหนักว่า ศีลไม่ใช่ข้อบังคับที่จำกัดอิสรภาพของเรา แต่เป็นวิถีทางสู่การเป็นอิสระจากการถูกชักจูงด้วยค่านิยมและความเชื่อที่ปรุงแต่ง ศีลคือการเลือกที่จะอยู่กับความจริง เข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริง และดำเนินชีวิตอย่างมั่นคงด้วยจิตใจที่ไม่ถูกครอบงำ และเมื่อแนวคิดนี้ได้รับการปลูกฝังในระดับครอบครัว เยาวชน และสังคม การบริโภคในทุกรูปแบบจะไม่ใช่แค่การตอบสนองความต้องการทางกายภาพ แต่เป็นการสร้างรากฐานของวัฒนธรรมทางปัญญาที่ส่งผลให้สังคมโดยรวมเติบโตไปในทิศทางที่สงบ มั่นคง และเปี่ยมด้วยความเข้าใจ

ไข่เจียวปู

 


ปัจจัยปฏิเสวนา

ปัจจัยปฏิเสวนา หมายถึง การใช้ปัญญาทำความเข้าใจ แล้วบริโภคปัจจัยทั้งหลายให้ได้ผลตรงพอดีตามคุณค่าแท้ที่เป็นจุดหมายของการบริโภคสิ่งนั้นๆ

ปัญญานั้น คือ พิจารณาว่า ถ้ามนุษย์ไม่พัฒนาพฤติกรรมในการเสพบริโภค ก็จะก่อปัญหาอย่างมากทั้งแก่ชีวิต แก่สังคม และแก่โลก เพราะเขาจะกิน ใช้ บริโภคปัจจัย ๔ และสิ่งของเครื่องใช้ทั้งหลาย รวมทั้งเทคโนโลยี ด้วยโมหะ ก่อให้เกิดความลุ่มหลงมัวเมา ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ความเสื่อมเสียคุณภาพชีวิต การใช้จ่ายสิ้นเปลือง การขัดแย้งแย่งชิงเบียดเบียนกันในสังคม การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และการก่อมลภาวะเป็นต้น จึงต้องพัฒนาพฤติกรรมในการกิน ใช้ เสพ บริโภค ให้เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากปัญญาที่รู้เข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของปัจจัย ๔ ตลอดจนเทคโนโลยีนั้นๆ

เริ่มแต่รับประทานอาหารเพื่อบำรุงเลี้ยงร่างกายให้แข็งแรงมีสุขภาพดี ไม่ใช่กินเพียงเพื่อเอร็ดอร่อย อวดโก้ อวดฐานะ หรือตื่นตามค่านิยมฟู่ฟ่า ให้เป็นการกินด้วยปัญญาที่ทำให้รู้จักประมาณในการบริโภคหรือกินพอดี ที่เรียกว่า โภชเนมัตตัญญุตา ตลอดจนการใช้สอยสิ่งต่างๆ อย่างประหยัด ซึ่งทำให้ได้ประโยชน์มากที่สุดโดยสิ้นเปลืองน้อยที่สุด

ศีลหมวดนี้มีหลักในการปฏิบัติดังนี้

ก. บริโภคด้วยความรู้ตระหนักว่าการมี-ใช้-บริโภคสิ่งเหล่านั้นมิใช่เป็นจุดหมายของชีวิต แต่มันเป็นปัจจัยเครื่องช่วยเกื้อหนุนให้เราสามารถพัฒนาชีวิต และทำการสร้างสรรค์ประโยชน์สุขที่สูงยิ่งขึ้นไป

ข. บริโภคด้วยความรู้เท่าทันต่อวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการบริโภคใช้สอยสิ่งนั้นๆ เช่น การสวมรองเท้ามีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยปกป้องเท้า มิให้เป็นอันตรายจากสิ่งกระทบกระทั่งและเชื้อโรคเป็นต้น และเพื่อช่วยให้เดินวิ่งได้สะดวกรวดเร็วทนนาน เป็นต้น มิใช่สวมใส่เพื่ออวดโก้แสดงฐานะกันตามค่านิยมที่เลื่อนลอย

ค. บริโภคโดยพิจารณาจัดสรรควบคุมให้ได้ปริมาณ ประเภท และคุณสมบัติของสิ่งที่บริโภคตรงพอดีกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการบริโภคสิ่งนั้น เช่น บริโภคอาหารในปริมาณและประเภท ซึ่งพอดีกับความต้องการของร่างกายที่จะช่วยให้มีสุขภาพดี

ง. สามารถละเว้นหรือเลิกเสพบริโภคสิ่งที่ไม่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนชีวิต เช่น สิ่งที่ทำลายสุขภาพเป็นต้น โดยไม่เห็นแก่การเสพรส หรือความโก้หรูหรา เป็นต้น

อ้างอิง หนังสือ พระพุทธศาสนาพัฒนาคนและสังคม และ ธรรมบรรยายเรื่อง โรงเรียนแนวพุทธ

 

Share