“ผมตายไม่ต้องสร้างเจดีย์ ไม่ต้องสร้างอนุสาวรีย์ ขอร้องว่าอย่าทำเลย ทำแล้วบ้า” – พุทธทาสภิกขุ
วันละสังขารพุทธทาสภิกขุ

"ผมตายไม่ต้องสร้างเจดีย์ ไม่ต้องสร้างอนุสาวรีย์ ขอร้องว่าอย่าทำเลย ทำแล้วบ้า" - พุทธทาสภิกขุ

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์
“มีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องรู้สึกว่าเราอยากดี-เด่น-ดังอะไรเลย เพียงแต่ขอให้รู้สึกว่าเป็นผู้มีประโยชน์ที่สุดคนหนึ่ง นั่นแหละถูกต้องและเป็นสุขแท้”- พุทธทาสภิกขุ 

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2536 พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ) หรือที่รู้จักในนามท่านพุทธทาสภิกขุ ได้ละสังขารกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างสงบ ณ สวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี รวมอายุ 87 ปี (67 พรรษา)

แม้ท่านจะละสังขารไปนานแล้ว แต่คำสอนทางธรรมที่ถูกบันทึกไว้มากมาย อาทิ คู่มือมนุษย์, แก่นพุทธศาสน์, พระพุทธเจ้าสอนอะไร, อริยสัจจากพระโอษฐ์ ฯลฯ ก็ไม่หายไปไหน ยังมีคนในโลกใบนี้ใช้เป็นแนวทางปฎิบัติเพื่อดำเนินชีวิตให้พ้นทุกข์ และ เมื่อปี 2548 ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องให้ “ท่านพุทธทาสภิกขุ” เป็นบุคคลสำคัญของโลก

ทัศนคติเกี่ยวกับความตายของพุทธทาสภิกขุ

ท่านพุทธทาสริเริ่มจัดงาน “วันล้ออายุ” ในวันคล้ายวันเกิดของท่าน (27 พฤษภาคม) โดยมีความคิดเบื้องหลังว่า เกิดจากความนึกสนุกที่อยากจะล้อเลียนพวกที่ชอบทำบุญต่ออายุเพราะกลัวตาย ท่านจึงจัดงานนี้ขึ้นเพื่อเป็นการ “ล้ออายุชนิดเยาะเย้ยความตาย”
.
ท่านเล่าว่าเริ่มรู้สึกว่าร่างกายแก่เมื่ออายุประมาณ 65 ปี เพราะเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย ทำงานหนักไม่ได้เหมือนเดิม และเริ่มเป็นหวัดง่ายขึ้น ทว่าท่านเน้นย้ำว่า “แต่ทางจิตใจยังไม่รู้สึกแก่” สติปัญญายังคงทำงานได้ดี และรู้สึกว่าจิตใจกระปรี้กระเปร่าเป็นหนุ่มขึ้นด้วยซ้ำ
.
เมื่อก้าวสู่วัยชรา ท่านมองว่าความตายเป็นเรื่องธรรมชาติและเข้าใจง่ายขึ้นเรื่อย ๆ โดยเปรียบเทียบว่าเมื่ออายุมากขึ้น เวลาเหลือน้อยลงก็ยิ่งทำใจได้ง่ายขึ้น ให้เตรียมตัวให้พอดีกับความตายเท่านั้น
.
ชีวิตในบั้นปลายของท่านไร้ซึ่งภาระและความยึดมั่นถือมั่นใดๆ ท่านไม่ได้ปรารถนาลาภยศ สมณศักดิ์ หรือแม้แต่การประกาศตนว่าเป็นอริยบุคคลขั้นใด ท่านสรุปเป้าหมายสูงสุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์ไว้อย่างหมดจดว่า
“เหลือแต่ร่างกาย จิตใจ นามรูปเคลื่อนไหวไป ในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์ ให้มีประโยชน์กับผู้อื่นมากที่สุด จนกว่ามันจะดับลงไป เหมือนกับว่าตะเกียงหมดน้ำมัน ไฟหมดเชื้อเพลิง ไม่ต้องถามว่าไปไหน จบกันแค่นั้น”

อนุสาวรีย์อันแท้จริง

เมื่อกล่าวถึงความตาย คนส่วนใหญ่มักนึกถึงอนุสรณ์สถานหรือสิ่งของที่จะทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่สำหรับพุทธทาสภิกขุแล้ว เจตนารมณ์สุดท้ายของท่านกลับสวนทางกับค่านิยมเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง โดยท่านปฏิเสธอนุสาวรีย์ทางวัตถุทุกรูปแบบ และร้องขอเพียงสิ่งเดียวที่จะเป็นเครื่องระลึกถึงท่านอย่างแท้จริง
.
ในการบรรยายธรรมล้ออายุ ปี 2526 มีคำถามว่า จะให้ถือเอาอะไรเป็นอนุสาวรีย์ของท่านอาจารย์ในอนาคต หลังจากที่อาจารย์ล่วงลับไปแล้ว เอารูปปั้น หรือเอาหนังสือ หรือเอาสวนโมกข์
ท่านตอบว่า
“คนพวกนี้ก็สงสัยว่า อะไรจะเป็นอนุสาวรีย์ของอาตมาเมื่อล่วงลับไปแล้ว รูปหล่อนั้นนะเป็นอนุสาวรีย์ หรือว่าหนังสือทั้งหลายที่มีอยู่นี้เป็นอนุสาวรีย์ หรือว่าสวนโมกข์เป็นอนุสาวรีย์ ขอตอบว่า ไม่เอาสิ่งเหล่านั้นเป็นอนุสาวรีย์ ขอเอาประโยชน์ที่มหาชนกำลังได้รับอยู่จากคำสอนของอาตมาว่า นั่นแหละเป็นอนุสาวรีย์ ประโยชน์ใดๆ ที่ผู้ใดก็ตาม ได้รับจากคำสอนของอาตมาปรากฏอยู่แก่ใจ นั้นคืออนุสาวรีย์อันแท้จริงของอาตมา ไม่ใช่รูปปั้น ไม่ใช่รูปหล่อ ไม่ใช่หนังสือเหล่านี้ ไม่ใช่สวนโมกข์ ไม่ใช่ตึกหลังนั้น”
และในการบรรยายธรรมล้ออายุ ปี 2532 ท่านได้ย้ำเรื่องนี้อีกครั้งว่า
“ผมตายไม่ต้องสร้างเจดีย์ ไม่ต้องสร้างอนุสาวรีย์ ขอร้องว่าอย่าทำเลย ทำแล้วบ้า อนุสาวรีย์ทางวัตถุไม่พึงประสงค์ กับทางธรรมะที่ได้ใส่ไว้ในจิตใจของเพื่อนมนุษย์ทั่วๆ ไปทั้งโลกนี้ ขอเอาอันนี้เป็นอนุสาวรีย์”

หมายเหตุ ท่านมักใช้สรรพนามแทนตนว่า “ผม” เมื่อสนทนากับพระรูปอื่นๆ แทนคำว่า “อาตมา”

พุทธทาสจักอยู่ไปไม่มีตาย

อ.พุทธทาส ได้เขียนบทกวีบท “พุทธทาสจักอยู่ไป ไม่มีตาย” ตั้งใจจะไว้ติดที่หลุมฝังศพ เมื่อมีคนถามว่าการเขียนเช่นนี้เป็นการแสดงตัวตนหรือยึดมั่นถือมั่นในชื่อเสียงหรือไม่ ท่านชี้แจงว่า “พุทธทาส” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตัวตนของท่าน แต่หมายถึง “ผลงานของพุทธทาส”
“พุทธทาสในที่นี้หมายถึงผลงานของพุทธทาส หรือคำว่าพุทธทาส ควรจะออกชื่ออยู่เสมอ คืออยากให้ผลงานอยู่อย่างไม่มีตาย… อยู่รับใช้พระพุทธศาสนาตลอดนิรันดร”
พุทธทาส จักอยู่ไป ไม่มีตาย
แม้ร่างกาย จะดับไป ไม่ฟังเสียง
ร่างกายเป็น ร่างกายไป ไม่ลำเอียง
นั่นเป็นเพียง สิ่งเปลี่ยนไป ในเวลา
.
พุทธทาส คงอยู่ไป ไม่มีตาย
ถึงดีร้าย ก็จะอยู่ คู่ศาสนา
สมกับมอบ กายใจ รับใช้มา
ตามบัญชา องค์พระพุทธ ไม่หยุดเลย
.
พุทธทาส ยังอยู่ไป ไม่มีตาย
อยู่รับใช้ เพื่อนมนุษย์ ไม่หยุดเฉย
ด้วยธรรมโฆษณ์ ตามที่วาง ไว้อย่างเคย
โอ้เพื่อนเอ๋ย มองเห็นไหม อะไรตาย ฯ
.
แม้ฉันตาย กายลับ ไปหมดแล้ว
แต่เสียงสั่ง ยังแจ้ว แว่วหูสหาย
ว่าเคยพลอด กันอย่างไร ไม่เสื่อมคลาย
ก็เหมือนฉัน ไม่ตาย กายธรรมยัง
.
ทำกับฉัน อย่างกับฉัน นั้นไม่ตาย
ยังอยู่กับ ท่านทั้งหลาย แต่หนหลัง
มีอะไร มาเขี่ยไค้ ให้กันฟัง
เหมือนฉันนั่ง ร่วมด้วย ช่วยชี้แจง
.
ทำกับฉัน อย่างกับฉัน ไม่ตายเถิด
ย่อมจะเกิด ผลสนอง หลายแขนง
ทุกวันนัด สนทนา อย่าเลิกแล้ง
ทำให้แจ้ง ที่สุดได้ เลิกตายกัน ฯ
แม้สังขารของท่านพุทธทาสภิกขุจะกลับคืนสู่ธรรมชาติ ดับลงดั่งตะเกียงที่หมดน้ำมันไปแล้วตามกาลเวลา แต่ร่องรอยแห่งปัญญา ผลงานเขียน และอุดมคติที่ท่านได้บุกเบิกไว้ จะยังคงทำหน้าที่เป็น “ทาสผู้รับใช้พระพุทธเจ้า” และเป็นประทีปส่องสว่างนำทางจิตวิญญาณของผู้คนไปตลอดกาล สมดั่งปณิธาน “พุทธทาสจักไม่ตาย” อย่างแท้จริง
Share