ตถตา: ทำให้สุด แล้วหยุดทรมานตัวเองกับผลลัพธ์
หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ตถตา” หรือคำแปลที่คุ้นหูกว่าอย่าง “เช่นนั้นเอง” ที่ อ.พุทธทาสได้บรรยายไว้ในหลายๆ ครั้ง และท่านย้ำว่านี่คือความเข้าใจสูงสุดในพุทธศาสนา
บางคนอาจรู้สึกว่าคำนี้เป็นภาษาธรรมที่เข้าใจยาก ขณะที่บางคนมองว่าเป็นประโยคสำหรับใช้ปลอบใจเมื่อมีเรื่องไม่สมหวัง เช่น สอบไม่ผ่าน งานไม่สำเร็จ ความสัมพันธ์จบลง หรือชีวิตเกิดเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้
“ก็เช่นนั้นเอง”
แต่ความหมายของคำนี้ลึกกว่าการถอนหายใจ…แล้วบอกให้ตัวเองปลง
ตถตา คือการมองเห็นว่า สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ไม่ได้เกิดขึ้นตามความต้องการของเราเพียงอย่างเดียว เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม สิ่งหนึ่งก็เกิดขึ้น เมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลง สิ่งนั้นก็เปลี่ยนไป และเมื่อเหตุปัจจัยหมดลง สิ่งนั้นก็สิ้นสุดลง
ดอกไม้บานเมื่อมีแสง น้ำ อุณหภูมิ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ไม่ได้บานเพราะเราสั่งให้มันบาน เช่นเดียวกับชีวิต แม้เราจะมีความตั้งใจและลงมือทำอย่างเต็มที่ ผลลัพธ์ก็ยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอีกมากมาย ทั้งความสามารถ เวลา โอกาส ผู้คนรอบข้าง สภาพเศรษฐกิจ สุขภาพ และเหตุการณ์ที่เราไม่อาจคาดการณ์ได้
เมื่อไม่บังคับโลก ใจก็เบาลง
ประโยชน์ของการเห็นสิ่งต่างๆ ว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” โดยเฉพาะในยามผิดหวัง เป็นการยอมรับความจริงว่า เราควบคุมทุกอย่างไม่ได้
ความทุกข์จำนวนไม่น้อยไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความคิดที่ว่า
“มันไม่ควรเกิดขึ้น”
“ฉันทำขนาดนี้แล้ว ฉันต้องได้สิ่งนั้น”
“เขาควรเป็นอย่างที่ฉันต้องการ”
“ชีวิตของฉันควรดีกว่านี้”
เราไม่ได้ทุกข์เพียงเพราะความจริงไม่เป็นใจ แต่ยังทุกข์จากการต่อสู้กับความจริงที่เกิดขึ้นแล้วด้วย
สิ่งที่ทำให้ใจทรมานจึงไม่ใช่เพียงการไม่ได้สิ่งที่ต้องการ แต่คือการกำหนดไว้ล่วงหน้าว่า สิ่งต่าง ๆ จะต้องเป็นไปตามความต้องการของเรา ดังที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า
“ทำไปให้ถูกกฎเกณฑ์ของมัน โดยที่ไม่ต้องหวังว่ามันต้องเป็นไปตามความต้องการของเราทุกอย่าง”
การมองโลกแบบตถตาช่วยให้เราแยกออกว่า อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และอะไรคือความต้องการของเรา เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างหวัง เราอาจเสียใจได้ ผิดหวังได้ หรือรู้สึกโกรธได้ เพราะเราเป็นมนุษย์ แต่เราไม่จำเป็นต้องเติมความทุกข์เข้าไปอีกด้วยการกล่าวโทษตนเอง กล่าวโทษโลก หรือคิดวนซ้ำว่าเหตุการณ์นั้นไม่ควรเกิดขึ้น
เราสามารถบอกตัวเองได้ว่า
“ฉันไม่ชอบสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ยอมรับได้ว่ามันเกิดขึ้นแล้ว”
การยอมรับเช่นนี้ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไปทันที แต่มันทำให้เราหยุดเสียพลังงานไปกับการปฏิเสธความจริง และเหลือแรงสำหรับคิดว่า จากจุดนี้เราจะทำอะไรต่อได้บ้าง
คนที่มองเห็นความเป็น “เช่นนั้นเอง” จึงอาจรับมือกับทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวได้มั่นคงขึ้น เมื่อสำเร็จ ก็ไม่หลงคิดว่าตนเองควบคุมทุกอย่างได้ เมื่อผิดหวัง ก็ไม่รีบสรุปว่าตนเองไม่มีคุณค่า ดังที่ อ.พุทธทาสกล่าวไว้ว่า
“ทำสำเร็จได้ผลมาก็คือเช่นนั้นเอง
ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ ไม่ได้อะไรเลย ก็คือเช่นนั้นเอง”
ความสำเร็จเป็นผลของเหตุปัจจัยชุดหนึ่ง ความล้มเหลวก็เป็นผลของเหตุปัจจัยอีกชุดหนึ่ง ทั้งสองอย่างให้ข้อมูลแก่เรา และทั้งสองอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
“เช่นนั้นเอง” ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องทำอะไร
อย่างไรก็ตาม หลักคิดนี้อาจถูกเข้าใจผิดและนำไปใช้ผิดได้ง่าย
บางคนอาจคิดว่า ในเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน เราก็ไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมาย ไม่ต้องวางแผน และไม่ต้องพยายาม ปล่อยให้ชีวิตไหลไปอย่างไรก็ได้ แล้วค่อยพูดว่า “เช่นนั้นเอง”
นี่ไม่ใช่ตถตา แต่เป็นการใช้คำสอนมาเป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
พุทธทาสภิกขุไม่ได้สอนให้หยุดลงมือทำ ตรงกันข้าม ท่านกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า
“ก็ทำไปตามที่ถูกต้องที่ควรจะทำ แล้วก็ได้รับผลตามที่ควรจะทำ”
หัวใจจึงไม่ได้อยู่ที่การไม่ทำอะไร แต่อยู่ที่การทำสิ่งที่ถูกต้องและควรทำ โดยไม่บังคับว่าผลลัพธ์จะต้องเป็นไปตามใจเราเสมอ
ตัวเราเองก็เป็นหนึ่งในเหตุปัจจัยของผลลัพธ์
ถ้าอยากสอบผ่าน การอ่านหนังสือคือเหตุปัจจัย ถ้าอยากมีสุขภาพดี การกินอาหาร การพักผ่อน และการออกกำลังกายคือเหตุปัจจัย ถ้าอยากให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น การรับฟัง การพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา และการเคารพกันก็คือเหตุปัจจัย
เราไม่อาจรับประกันได้ว่าทำทุกอย่างแล้วผลจะเป็นไปตามใจ แต่การที่ผลไม่แน่นอน ไม่ได้แปลว่าการกระทำไม่มีความหมาย
ชาวสวนไม่สามารถบังคับให้ต้นไม้ออกดอกตามวันที่ต้องการได้ แต่ยังต้องรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่ง และป้องกันโรค เพราะสิ่งเหล่านี้คือการสร้างเหตุที่เอื้อต่อผล
การใช้ชีวิตก็เช่นกัน
เรายังตั้งเป้าหมายได้ มีความฝันได้ และทุ่มเทกับสิ่งที่รักได้ เพียงแต่ไม่ยึดว่าผลลัพธ์จะต้องออกมาตามรูปแบบที่เรากำหนดไว้เท่านั้น
ตถตาจึงไม่ใช่การบอกว่า “ไม่ต้องหวังอะไรเลย” ในความหมายว่าไม่ต้องมีทิศทาง ไม่ต้องลงมือทำ หรือไม่ต้องรับผิดชอบ แต่คือการไม่เอาความสุขทั้งหมดไปฝากไว้กับความหวังว่า
“มันต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น ฉันจึงจะมีความสุข” เราอาจต้องการผลบางอย่างและลงมือสร้างเหตุให้เกิดผลนั้นได้ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า ความต้องการของเราเป็นเพียงหนึ่งในเหตุปัจจัย ไม่ใช่คำสั่งที่โลกจำเป็นต้องทำตาม เราจึงทำเหตุให้ดีที่สุด แต่เปิดพื้นที่ให้ความจริงแสดงผลของมัน
ดังที่ อ.พุทธทาสกล่าวว่า
“ถ้าเราทำลงไปอย่างนี้แล้ว มันก็ได้ผลอย่างนี้มา”
การไม่หวัง ไม่ใช่การไม่มีเป้าหมาย
คำว่า “ไม่หวังอะไร” ในคำบรรยายของท่าน อาจทำให้บางคนเข้าใจว่า เราไม่ควรมีความหวังหรือความปรารถนาใด ๆ ในชีวิต
แต่สิ่งที่ควรแยกให้ออกคือ ความมุ่งหมาย กับ ความยึดมั่นในผลลัพธ์
ความมุ่งหมายทำให้เรารู้ว่าจะเดินไปทางใด ทำให้เราวางแผน พัฒนาตนเอง และลงมือทำ ส่วนความยึดมั่นในผลลัพธ์คือการบอกว่า เราจะยอมรับได้เพียงผลลัพธ์แบบเดียวเท่านั้น หากไม่ได้อย่างที่หวัง ชีวิตก็ไม่มีความหมาย หรือเราก็ไม่มีคุณค่า
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีเป้าหมาย แต่อยู่ที่การทำให้เป้าหมายนั้นกลายเป็นเงื่อนไขของความสงบสุขทั้งหมดในชีวิต
เราอาจตั้งใจสอบให้ผ่าน แต่ไม่จำเป็นต้องเกลียดตัวเองหากสอบไม่ผ่าน
เราอาจสร้างธุรกิจด้วยความหวังว่าจะประสบความสำเร็จ แต่ไม่จำเป็นต้องคิดว่าชีวิตพังทลายเมื่อมันไม่เป็นไปตามแผน
เราอาจรักใครสักคนอย่างจริงใจ แต่ไม่อาจบังคับให้เขารักเราตอบในแบบที่ต้องการ
เมื่อเรามีเป้าหมายโดยไม่ยึดติด เราจะยังคงพยายามอย่างเต็มที่ แต่สามารถปรับแผน เรียนรู้ และเริ่มใหม่ได้เมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลง
คำว่า “ไม่หวัง” ในที่นี้จึงใกล้เคียงกับการไม่เรียกร้องว่า
“ผลต้องออกมาอย่างนี้เท่านั้น”
ไม่ใช่การเลิกใฝ่ฝันหรือปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม
ทำเต็มที่ แล้ววางใจให้เป็น
ชีวิตคงไม่มีวันที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนทั้งหมด ต่อให้เรารอบคอบเพียงใด ก็ยังมีวันที่ฝนตกในวันที่เตรียมงานกลางแจ้ง มีวันที่คนที่เรารักไม่เข้าใจเรา มีวันที่ความพยายามไม่ได้รับผลตอบแทน และมีวันที่สิ่งที่เคยมั่นคงเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่ทันตั้งตัว
เราเลือกไม่ได้ทั้งหมดว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เลือกได้ว่า จะสัมพันธ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร
เราจะยืนกรานให้โลกเป็นไปตามใจ จนต้องต่อสู้และทรมานใจกับทุกสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ หรือจะทำส่วนของเราให้ดีที่สุด แล้วมองผลลัพธ์ด้วยความเข้าใจว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่มากกว่าความต้องการของเรา
เมื่อสำเร็จ ก็รับรู้และขอบคุณ
เมื่อผิดหวัง ก็เสียใจ เรียนรู้ และเริ่มต้นใหม่
เมื่อแก้ไขได้ ก็ลงมือแก้
เมื่อแก้ไขไม่ได้ ก็ไม่ลงโทษตัวเองซ้ำ ๆ
ดังคำของท่านพุทธทาสที่ว่า
“ได้มาก็คือเช่นนั้นเอง ถ้าเกิดไม่ได้ขึ้นมา ก็อย่าเสียใจเพราะมันเช่นนั้นเอง”
นี่ไม่ได้หมายความว่า เราต้องไม่รู้สึกเสียดายหรือผิดหวัง แต่หมายถึงอย่าปล่อยให้ผลลัพธ์หนึ่งกลายเป็นเครื่องทรมานใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
บางทีความสงบอาจไม่ได้เกิดจากการทำให้ชีวิตเป็นไปตามที่เราต้องการทุกอย่าง แต่อยู่ที่การรู้ว่า เราควรออกแรงตรงไหน และควรวางมือตรงไหน
ทำสิ่งที่ควรทำอย่างเต็มที่ แต่ไม่บังคับว่าผลต้องเป็นอย่างใจ
เมื่อถึงวันที่โลกตอบกลับมาไม่เหมือนที่เราหวัง เราอาจยังเสียใจ แต่ไม่จำเป็นต้องแตกสลาย เพราะเข้าใจว่า เราได้ทำส่วนของเราแล้ว ส่วนที่เหลือก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน
ทำสำเร็จ ก็เช่นนั้นเอง
ยังไม่สำเร็จ ก็เช่นนั้นเอง
