Unseen พุทธทาส: พระผู้ท้าทายกระแสโลก ตอนที่ 1 “พระอุตริ” และความหลงไหลในเทคโนโลยี
unseen พุทธทาส ประวัติ

Unseen พุทธทาส: พระผู้ท้าทายกระแสโลก ตอนที่ 1 "พระอุตริ" และความหลงไหลในเทคโนโลยี

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์
เมื่อกล่าวถึง “พุทธทาสภิกขุ” ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักเป็นภาพของพระมหาเถระผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและสันโดษ ทว่าในวัยหนุ่มช่วงที่พำนักศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดปทุมคงคา กรุงเทพมหานคร (ปี พ.ศ. 2471-2474) ท่านคือปัญญาชนหัวก้าวหน้าผู้ให้ความสนใจในวิทยาการสมัยใหม่ของโลกตะวันตกอย่างลึกซึ้ง ความสนใจที่แตกต่างไปจากพระเณรทั่วไปในยุคนั้น ทำให้กลุ่มของท่านถูกมองด้วยความแปลกแยกและได้รับฉายาว่าเป็นกลุ่มพระที่ทำอะไรนอกขนบธรรมเนียม

กำเนิดกลุ่ม “พระอุตริ” แห่งพระนคร

ในยุคที่เทคโนโลยีเพิ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมไทย พระภิกษุหนุ่มอย่างท่านพุทธทาสและเพื่อนพระสหายสนิทได้ร่วมกันทดลองใช้อุปกรณ์และเครื่องมือล้ำสมัยต่าง ๆ จนพระรูปอื่นมักล้อเลียนว่าเป็นกลุ่มพระที่ทำเรื่องแปลกประหลาด ซึ่งท่านได้เล่าถึงเพื่อนไว้ว่า:
“เราเป็นพระอุตริอยู่กันไม่กี่องค์ นายมณี สีทัด ที่สึกออกไปเขาก็เล่นอันนี้มาอยู่ตั้งแต่เป็นพระเหมือนกัน เป็นเพื่อนกันมา มันก็สนุกและมีประโยชน์แหละ”
ความเพลิดเพลินและประโยชน์ใช้งานในทัศนะของท่านพุทธทาส ไม่ใช่การหาความบันเทิงทางโลก ทว่าเป็นการนำวิทยาการมาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้และการเผยแผ่พระศาสนา

ยอดนักประดิษฐ์แห่ง “เวิ้งนครเขษม”

เนื่องจากในสมัยนั้นท่านพุทธทาสไม่มีปัจจัยเงินทองมากมาย แหล่งเรียนรู้และจัดหาอุปกรณ์ของท่านจึงเป็น “เวิ้งนครเขษม” ซึ่งเป็นแหล่งค้าขายเครื่องจักรและของมือสองจากต่างประเทศ ท่านมักเลือกซื้อเครื่องมือที่ชำรุดเสียหายมาถอดรื้อเพื่อซ่อมแซมและศึกษาด้วยตนเอง โดยเฉพาะเครื่องพิมพ์ดีด:
“เครื่องพิมพ์ดีดมันมีประโยชน์ เราไปซื้อที่มันชำรุดจากเวิ้งนครเขษมมาแก้ไขกันใช้ พอซ่อมใช้ได้ ก็ขายซื้อใหม่อีกที ก็ได้เครื่องที่ดีกว่า จนกระทั่งตอนหลัง ๆ พอจะซื้อของใหม่”
นอกจากนี้ อุปกรณ์ที่ท่านรักและใช้งานอย่างจริงจังคือ “กล้องถ่ายรูป” ท่านได้หัดถ่ายรูปและลงมือล้างฟิล์มรวมถึงอัดกระดาษรูปภาพด้วยตนเองยามค่ำคืนในกุฏิ ซึ่งท่านบันทึกประสบการณ์นั้นไว้ว่า:
“กล้องแรกที่มีใช้ โกดัก เวสต้า ๑๒ บาท ซื้อที่เวิ้งนครเขษม มันก็ถ่ายได้ดี แล้วก็มาหัดล้างหัดอัดเอง มันเป็นงานง่าย ๆ น้ำยามันสำเร็จรูป ผสมมาเป็นขวดมาเติมน้ำสิบเท่า ก็ล้างได้ กระดาษโปสการ์ดแผ่นละ ๑ สตางค์ ถ้าเป็นของญี่ปุ่น ๑๐๐ แผ่น ๗๕ สตางค์ อัดกันเป็นภูเขาเลากา”
ท่านมักนำกล้องตัวนี้ไปบันทึกภาพสถานที่สำคัญ โบราณสถาน และวัดต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อเก็บรวบรวมเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์

เปิดแผ่นเสียง “ลิงกัวโฟน” เรียนภาษาต่างประเทศลั่นกุฏิ

เพื่อเปิดโลกทัศน์และเตรียมความพร้อมในการศึกษาธรรมะในระดับสากล ท่านพุทธทาสได้พยายามศึกษาภาษาอังกฤษด้วยตนเองผ่านแผ่นเสียงสอนภาษาของสถาบัน Linguaphone (ลิงกัวโฟน):
“แผ่นเสียงก็เรียนภาษาบ้าง ลิงกัวโฟนอะไรพวกนั้น แผ่นเสียงเพลงไม่ได้ซื้อ แต่ก็ฟังที่เขาฝากซื้อ มีคนฝากซื้อเรื่อย”
เรื่องราวความมุ่งมั่นในการเรียนภาษานี้ นำไปสู่เหตุการณ์ตื่นเต้นปนน่าขันในวัดปทุมคงคา เมื่อท่านเปิดแผ่นเสียงเสียงดังลั่น
จนไปถึงหูของรองเจ้าอาวาสผู้ขึ้นชื่อเรื่องความดุ:
“มันมีเรื่องน่าหัว ตอนนั้นมันอยู่กุฏิสุดมุม ไม่ไกลจากกุฏิรองเจ้าอาวาสที่ดุเป็นเสือเลย ผมลืมไปเปิดแผ่นเสียงเสียดังลั่น ท่านเดินปัง ๆ มาเปิดประตูชะโงกดู แล้วก็ยิ้มกลับไปเลย (หัวเราะลงคอ) ทุกคนคิดว่าคงจะเกิดเรื่องแล้ว”

บทสะท้อนจากอดีตสู่นักเผยแผ่ธรรมระดับโลก

เบื้องหลังการถูกมองว่าเป็น “พระอุตริ” ในวันนั้น คือกระบวนการเรียนรู้และวางรากฐานสำคัญให้แก่นักเผยแผ่ธรรมะระดับโลกในเวลาต่อมา เครื่องพิมพ์ดีดที่ท่านซ่อมแซมและฝึกหัดพิมพ์ด้วยตัวเอง กลายมาเป็นเครื่องมือผลิตคัมภีร์ธรรมะและผลงานที่ล้ำค่ามากมาย
กล้องถ่ายรูปที่ท่านใช้บันทึกภาพกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทำสื่อธรรมเพื่อสอนธรรมะ และทักษะภาษาอังกฤษที่ท่านฝึกฝนผ่านแผ่นเสียง ก็ช่วยเปิดทางให้ท่านได้ศึกษาเปรียบเทียบพุทธศาสนากับคริสต์ วิทยาศาสตร์ และสื่อสารธรรมะกับชาวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนสวนโมกข์ได้
วิถีชีวิตวัยหนุ่มของท่านพุทธทาสภิกขุจึงสะท้อนให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสนา สามารถเดินเคียงคู่กันได้ หากผู้ใช้รู้จักนำมาปรับใช้ด้วยปัญญาและเป้าหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

อ้างอิงจากต้นฉบับหนังสือ:
  • หนังสือ: “เล่าไว้ เมื่อวัยสนธยา” (อัตชีวประวัติพุทธทาสภิกขุ)
  • เลขหน้า: หน้า ๗๑ – ๗๒ (บทสัมภาษณ์ว่าด้วยเรื่องของเล่นในชีวิตสมณะ)
Share