นรกที่เราไม่ยอมออก เพราะเรียกมันว่าสวรรค์ | ข้อคิดจากพุทธทาสภิกขุ
มีเงินทำไมยังทุกข์

นรกที่เราไม่ยอมออก เพราะเรียกมันว่าสวรรค์ | ข้อคิดจากพุทธทาสภิกขุ

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ถ้านรกมีแต่เปลวไฟ เสียงกรีดร้อง และความเจ็บปวด เราคงรู้ได้ไม่ยากว่าควรหนีไปให้ไกล แต่ถ้านรก คือ บ้านสวยๆ ที่มีข้าวของครบครัน มีตำแหน่งที่ใคร ๆ ยกย่อง และมีชีวิตแบบที่คนอื่นมองแล้วอิจฉา เราจะยังจำมันได้หรือไม่

คำถามนี้ชวนให้มองเข้าไปภายใต้ชีวิตที่ดูดีว่า เรากำลังอยู่ด้วยความรู้สึกอย่างไร มีความสงบให้พักใจบ้างไหม หรือมีแต่ความอยากได้เพิ่ม ความกลัวสูญเสีย และความเหนื่อยล้าที่บอกใครไม่ได้ เพราะใคร ๆ ต่างก็บอกว่าเราช่างโชคดี

บางทีที่เรารู้สึกติดหล่มหนีไปไหนไม่ได้ อาจเป็นเพราะเราดันไปเรียกความทุกข์แสนสาหัสนี้ว่า “ความสุข”

เมื่อความสำเร็จยังเจือด้วยความร้อนใจ สวรรค์ก็อาจกลายเป็นนรก

พุทธทาสภิกขุกล่าวถึงสวรรค์ที่ผู้คนเข้าใจผิดไว้ว่า

“อย่าได้คิดว่ามีเงินมาก มีเกียรติยศมาก มีอำนาจวาสนามาก มีกามคุณมากแล้วก็จะเป็นสวรรค์ อย่างนี้ยังไม่ถูกต้อง เพราะว่าถ้ามันยังเจือด้วยความร้อนใจ ความโง่ และความหิว กระหาย ความขี้ขลาด หวาดระแวงเป็นต้นอยู่แล้ว มันไม่ใช่สวรรค์ มันก็เป็นนรกชนิดหนึ่งซึ่งแฝงตัวอยู่ในชื่อของคำว่าสวรรค์ ซึ่งคนลุ่มหลงกันมาก”

นรกที่แฝงตัวอยู่ในชื่อของสวรรค์อาจไม่ได้ทำให้เราอยากหนี กลับทำให้เราอยากเข้าไป อยากอยู่ให้นาน และยอมแลกมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรักษาสิทธิที่จะอยู่ตรงนั้น

เราอาจเริ่มจากความตั้งใจธรรมดาว่า อยากทำงานให้ดี อยากมีรายได้มั่นคง อยากให้ครอบครัวสบาย ความตั้งใจเหล่านี้มีคุณค่าและมีเหตุผล แต่ระหว่างทาง เกณฑ์ที่เราใช้วัดชีวิตอาจค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากมีพอใช้เป็นต้องมีมากกว่าคนอื่น จากทำงานให้ดีเป็นต้องได้รับการยอมรับอยู่เสมอ จากภูมิใจกับความสำเร็จเป็นหวาดกลัวว่าจะมีใครประสบความสำเร็จยิ่งกว่า

เพียงเห็นคนอื่นได้มากกว่า เราก็รู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองมีลดคุณค่าลง ทั้งที่ยังไม่ได้สูญเสียอะไรไปเลย

ความสุขจากการได้มายังมีอยู่จริง เราจึงยิ่งเชื่อว่าเดินมาถูกทาง เพียงแต่ความสุขนั้นอยู่กับเราไม่นาน เมื่อความตื่นเต้นจางลง ความรู้สึกขาดก็กลับมา และเราก็ออกตามหาสิ่งถัดไปที่จะทำให้รู้สึกเต็มอีกครั้ง

คอยบอกตัวเองว่า “อีกนิดเดียวก็พอแล้ว” “ถึงตรงนั้นเดี๋ยวค่อยพัก” หรือ “มีเท่าเขาก็คงสบายใจแล้ว” แต่เอาเข้าจริง พอไปถึงจุดนั้น เส้นชัยคำว่า “พอ” มันก็ถอยร่นหนีเราไปอีกเรื่อยๆ

ข้าวของเต็มบ้าน ไม่ได้แปลว่าความสุขจะเต็มใจ

อ.พุทธทาสให้ภาพของชีวิตเช่นนี้ไว้อย่างเห็นชัดจนแทบไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า

“ชีวิตขาดธรรมะแล้วย่อมหาความสุขไม่ได้ แต่ปู่ย่าตายายของเราในสมัยก่อนนั้น เป็นคนมักน้อย สันโดษ มีเชี่ยนหมากสักใบเดียว นั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ก็ยังมีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส แถมยังพูดธรรมะให้ลูกหลานฟังเสียอีก พวกเราสมัยนี้มีข้าวของเต็มบ้านเต็มเรือน อุตสาห์ไปกู้ อุตสาห์ไปยืม ไปซื้อผ่อนเขามา เอาวางไว้เต็มบ้านไว้โชว์กับแขกที่มา แต่แล้วก็ไปแอบร้องไห้อยู่หลังบ้าน นี้เรียกว่าเราใช้เวลาทั้งหมดเป็นไปในเรื่องของวัตถุ คือเรื่องการกิน การอยู่”

ภาพของคนที่มีข้าวของไว้โชว์แขกเต็มบ้าน แต่กลับไปแอบร้องไห้อยู่หลังบ้าน สะท้อนระยะห่างระหว่างชีวิตที่เราแสดงให้คนอื่นเห็น กับชีวิตที่เราต้องอยู่กับมันจริง ๆ

แขกเห็นข้าวของ แต่ไม่เห็นภาระที่ตามมา เห็นความสำเร็จ แต่ไม่เห็นความกังวล เห็นสิ่งที่เราซื้อได้ แต่ไม่เห็นเวลาพัก ความสัมพันธ์ หรือความสบายใจที่เราอาจเสียไปเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้น

ทุกวันนี้ “หน้าบ้าน” ยังขยายไปอยู่บนหน้าจอ เราเลือกภาพที่ดีที่สุดของชีวิตให้คนอื่นเห็น แล้วบางครั้งก็เหนื่อยกับการทำให้ชีวิตจริงดูดีสมกับภาพที่นำเสนอไป เราอาจได้รับคำชมว่าใช้ชีวิตเก่ง ทั้งที่ลึก ๆ อยากมีสักวันที่ไม่ต้องพยายามพิสูจน์อะไรให้ใครเห็น

ความเจ็บปวดจึงไม่ได้อยู่แค่การมีภาระ แต่อยู่ที่เราอาจไม่กล้ายอมรับด้วยว่ากำลังทุกข์ เพราะสิ่งที่ทำให้เราทุกข์นั้นเป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้คนอื่นชื่นชมเรา

บ้านแบบนี้ใคร ๆ ก็อยากมี ตำแหน่งนี้ใคร ๆ ก็อยากได้ ชีวิตแบบนี้คนอื่นฝันถึง แล้วเราจะยอมรับว่าไม่มีความสุขได้อย่างไร

เราจึงพยายามอยู่ต่อ บอกตัวเองว่าความร้อนใจทั้งหมดเป็นราคาที่ต้องจ่าย แล้วหวังว่ารางวัลข้างหน้าจะคุ้มค่าพอ แต่หากทุกครั้งที่ได้รางวัล เรากลับต้องแบกความกลัวครั้งใหม่เพิ่มขึ้น เราอาจต้องทบทวนว่า สิ่งที่กำลังรักษาไว้นั้นให้อะไรแก่ชีวิต และเรียกร้องอะไรจากเราบ้าง

ความสุขที่แท้ต้องดูที่ใจ ว่ายังหิวและหวาดกลัวเพียงใด

อ.พุทธทาสเสนอเกณฑ์ให้พิจารณาความสุขอย่างละเอียดกว่าการดูว่าได้รับสิ่งที่ต้องการหรือไม่ ท่านกล่าวว่า

“สิ่งที่เรียกว่าสวรรค์นั้นต้องเป็นไปแต่ในทางที่ถูกต้อง คือเย็นอกเย็นใจโดยแท้จริง แม้ว่าจะเนื่องด้วย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ก็ตาม ก็ต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นไปอย่างสงบเสงี่ยม ไม่มีอาการแห่งความร้อนใจเจืออยู่เลย ไม่มีความโง่เจืออยู่เลย ไม่มีความหิวเจืออยู่เลย และไม่มีความกลัวเจืออยู่เลย จึงจะเรียกว่าเป็นสวรรค์ที่ถูกต้อง”

คำว่า “ไม่มีความหิวเจืออยู่เลย” ชวนให้หยุดมองใจตัวเอง

ในความสุขที่เพิ่งได้รับ มีความกระหายที่จะต้องได้อีกทันทีหรือไม่ ในความภูมิใจ มีความจำเป็นต้องให้คนอื่นรับรู้และยืนยันอยู่ตลอดหรือเปล่า และในสิ่งที่เราเรียกว่าความมั่นคง มีความหวาดระแวงซ่อนอยู่มากเพียงใด ข้าวของอาจเต็มบ้านแล้ว แต่ใจยังรู้สึกว่าขาดอยู่ก็ได้

รู้จักพอ คือมีความสุขระหว่างทาง โดยยังสร้างอนาคตต่อได้

ในคำสอนตอนเดียวกัน อ.พุทธทาสกล่าวถึงรายได้ที่อาจหมดไปกับอบายมุข ก่อนชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มเงินเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ความไม่รู้จักพอได้ว่า

“เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่า ถ้าหากว่าเราไม่ให้ความสำคัญเรื่องธรรมะแล้ว เงินเดือนสักกี่หมื่นกี่พันก็ไม่พอ แต่ถ้าหากว่ามีธรรมะ มีสันโดษ พอใจในความเป็นอยู่ มีอาชีพทำนาทำสวนก็มีความสุขได้”

คำว่า “สันโดษ” ในที่นี้เปิดคำถามสำคัญว่า เรามีความสามารถที่จะพอใจกับชีวิตที่กำลังเป็นอยู่เพียงใด เรามองเห็นประโยชน์และความสุขจากสิ่งที่มีหรือยัง หรือสายตาจับอยู่แต่สิ่งที่ขาด จนทุกอย่างที่หามาได้กลายเป็นเพียงทางผ่านไปสู่ความอยากครั้งใหม่

เรายังทำงานให้ดีขึ้น สร้างฐานะ และวางแผนอนาคตได้ พร้อมกับยอมให้ตัวเองมีความสุขระหว่างทาง ไม่ต้องเลื่อนความสุขทั้งหมดไปไว้ในวันที่มีครบตามเงื่อนไข เพราะวันนั้นอาจไม่มาถึง หากเงื่อนไขยังเพิ่มขึ้นไม่สิ้นสุด

เงินสร้างความผาสุกได้ หากเรารู้จักวางใจต่อสิ่งที่มี

แน่นอนว่า เงินจ่ายค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล และสร้างโอกาสให้ชีวิตได้ ความขาดแคลนก็สร้างความทุกข์จริง

พุทธทาสเองก็อธิบายไว้ชัดเจนว่า ความมีเงินสามารถอำนวยความผาสุกได้ หากเจ้าของรู้จักวางใจอย่างถูกต้อง

“แต่ถ้าผู้ใดมีแสงสว่างของพระธรรม มีพระธรรมของพระพุทธเจ้า ส่องแสงสว่างอยู่ในใจแล้ว แม้จะมีเงินมากก็ไม่มีความร้อนใจ เพราะว่า รู้จักตั้งจิตตั้งใจไว้ในลักษณะที่ถูกต้อง ไม่เป็นความหิว ความกระหายแต่ประการใด ไม่มีความร้อนใจแต่ประการใด อย่างนี้แหละจึงจะเรียกว่า ความมีเงินนั้นเป็นสวรรค์ได้ เพราะอำนวยความผาสุกสะดวกสบายในทางร่างกายให้แก่บุคคลนั้นเต็มที่ได้”

ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เมื่อมีสิ่งหนึ่งแล้ว เราใช้มันดูแลชีวิตได้เพียงใด หรือกลับต้องใช้ชีวิตทั้งหมดไปเฝ้ารักษาและเพิ่มพูนมัน จนไม่มีเวลาได้สัมผัสความผาสุกที่สิ่งนั้นควรจะมอบให้

ทางออกเริ่มจากยอมรับว่า สิ่งที่ใครอิจฉาอาจกำลังทำให้เราทุกข์

การออกจากนรกที่เราหลงเรียกว่าสวรรค์ อาจเริ่มจากการยอมรับความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

ยอมรับเถอะว่าไอ้ชีวิตที่ใครๆ อิจฉานี่แหละที่กำลังทำเราทรมาน

ยอมรับว่าบางสิ่งที่คนอื่นชื่นชมทำให้เราเหนื่อย

ยอมรับว่าความอยากบางอย่างเกิดจากการเปรียบเทียบ

ยอมรับว่าเราอาจเคยซื้อสิ่งของเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า

และยอมรับว่าการมีคนอิจฉาชีวิตเรา ไม่ได้ทำให้เราเป็นสุขขึ้นเสมอไป

เมื่อเริ่มเห็น เราอาจยังทำงานเดิม อยู่บ้านหลังเดิม และตั้งใจสร้างอนาคตต่อไป แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนวิธีอยู่กับสิ่งเหล่านั้น รู้จักใช้ รู้จักพัก รู้จักแบ่งปัน และยอมให้บางอย่างไม่เป็นไปตามใจ โดยไม่ถือว่าคุณค่าของชีวิตพังทลายลงไปด้วย

เราอาจเริ่มถามก่อนหาอะไรมาเพิ่มว่า สิ่งนี้จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นอย่างไร และสิ่งที่ต้องแลกเพื่อให้ได้มานั้นคุ้มค่าหรือไม่ เราอาจฝึกยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น โดยไม่ใช้มันเป็นหลักฐานว่าชีวิตตัวเองยังดีไม่พอ และเริ่มมองเห็นว่า มีบางอย่างในวันนี้ที่เราเคยปรารถนาอย่างมาก แต่กลับลืมชื่นชมไปนานแล้ว

อ. พุทธทาสสรุปไว้ว่า

“การที่มีเงินมากนั้นอาจจะเป็นนรกที่สุดก็ได้ อาจจะเป็นสวรรค์ที่สุดก็ได้ แล้วแต่ว่าเจ้าของนั้นประกอบไปด้วยแสงสว่างของพระธรรมหรือไม่นั่นเอง”

สวรรค์หรือนรกในคำสอนตอนนี้จึงเป็นเรื่องที่เราต้องกลับมาสังเกตในใจของตนเอง เสียงชื่นชมจากหน้าบ้านไม่อาจตอบแทนเราได้ว่า คนที่อยู่หลังบ้านกำลังรู้สึกอย่างไร

ก้าวแรกของการเดินออกจากนรก อาจเริ่มตรงที่เรากล้ายอมรับนั่นแหละว่า “ตรงนี้มันร้อน” แม้คนทั้งโลกจะบอกว่ามันสวยงามแค่ไหนก็ตาม เพราะเราจะหาทางออกเจอได้อย่างไร หากยังฝืนยิ้มแล้วบอกตัวเองว่า กองไฟที่กำลังเผาใจเราอยู่นี้… คือสวรรค์


ที่มา

Share