“พระบ้ามาแล้ว”: พุทธทาสกับความเข้าใจผิดยุคแรกของสวนโมกข์ (2)
พระบ้า สวนโมกข์

“พระบ้ามาแล้ว”: พุทธทาสกับความเข้าใจผิดยุคแรกของสวนโมกข์ (2)

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

“พระบ้ามาแล้ว” เมื่อสวนโมกข์ยังเป็นเรื่องที่คนไม่เข้าใจ

ช่วงแรกที่ท่านพุทธทาสเข้าไปอยู่ในสวนโมกข์ คนในละแวกนั้นบางส่วนยังไม่รู้ว่าท่านตั้งใจมาทำอะไร ถึงกับมีเด็ก ๆ วิ่งหนีขณะท่านออกบิณฑบาต เพราะเข้าใจว่าเป็นคนบ้าที่ถูกนำมารักษาในป่าวัดร้าง ต่อมาเมื่อกิจการของคณะธรรมทานเป็นที่รู้จักกว้างขึ้น ความเข้าใจผิดก็มีตามมาอีกหลายแบบ ทั้งข้อสงสัยเรื่องการหาผลประโยชน์และความไม่พอใจต่อการเผยแพร่ความรู้ทางศาสนาบางเรื่อง ท่านเล่าว่ากว่าจะเข้าใจกันได้ก็ใช้เวลาร่วมสิบปี แต่ในเวลาเดียวกัน ก็มีผู้เข้าใจและส่งจดหมายให้กำลังใจมาตั้งแต่ต้นมากมายเช่นกัน

เรื่องเล่าตอนนี้ชวนให้เห็นว่า การเริ่มทำสิ่งที่ต่างจากความคุ้นเคยของผู้คนอาจต้องใช้เวลาให้คนอื่นเข้าใจ ท่านพุทธทาสจึงฝากข้อคิดไว้กับผู้ที่อยากแก้ไขหรือฟื้นฟูสิ่งต่าง ๆ ว่า อย่าปล่อยให้คำกล่าวร้ายจากความเข้าใจผิดดึงใจออกไปจากงานที่ตั้งใจทำ สิ่งน่าสนใจคือท่าทีของท่านและคณะที่เตรียมใจไว้แล้วว่าจะพบเรื่องเช่นนี้ จึงยังพอมองเหตุการณ์ด้วยอารมณ์ขันได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมมองเห็นผู้ที่เข้าใจและสนับสนุนอยู่ด้วย


จากบันทึก “สิบปีในสวนโมกข์” โดย พุทธทาสภิกขุ

การมีสวนโมกข์และการไปอยู่ที่นั่นของฉัน เป็นการกระทำที่บอกกล่าวกัน เฉพาะผู้มีความสนใจร่วมกัน แม้คนในถิ่นนั้นเองที่ไม่เข้าใจความมุ่งหมายอันแท้จริงก็มีเป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะชาวไทยอิสลามซึ่งอยู่ใกล้สวนโมกข์ที่สุด บางคนคงจะเดาความหมายเอาเอง จึงในตอนเช้าที่ฉันออกบิณฑบาตวันแรก ๆ เด็ก ๆ พากันวิ่งหนีและร้องบอกกันว่า “พระบ้ามาแล้ว ๆ” แล้วอธิบายให้ฟังกันเองว่า ฉันเป็นคนบ้าที่เขาเอาตัวมากักเพื่อรักษาที่ป่าวัดร้างนั้น ให้ระวังให้ดี. นานตั้งหลายเดือนจึงค่อยหมดความเข้าใจเช่นนั้นอย่างสนิท.

พุทธทาสภิกขุที่สวนโมกข์พุมเรียง adjust

เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องน่าขบขันอย่างเดียว ยังเป็นเรื่องที่ไปพ้องกันเข้ากับเรื่องจริงส่วนใหญ่ของพวกเราอีก คือ เมื่อกิจการของคณะธรรมทานได้เผยแพร่ไปโดยทางหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศ มีเพื่อนร่วมชาติอีกไม่น้อยเหมือนกัน ที่เข้าใจผิดคิดว่าการกระทำของพวกเราเป็นการซ่อนเร้นการหากำไรอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเอาศาสนาเป็นโล่ก็มี. ที่คิดว่าทำเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นด้วยการเปิดเผยข้อความที่ทายกไม่ควรจะรู้ก็มา รู้ จนพวกพระเณรต้องเดือดร้อนดังนี้ก็มี ที่เขียนบัตรสนเท่ห์ไปยุพระผู้ใหญ่ให้เข้าใจผิดและเกลียดชังก็มี ซึ่งท่านได้กรุณาแจ้งให้พวกเราทราบ พร้อมด้วยความรู้สึกอันจริงใจของท่าน, กว่าจะเข้าใจกันได้ ก็ร่วม ๑๐ ปี. แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ไม่มีผู้เข้าใจถูกมาตั้งแต่แรก, ที่จริงก็มีมากจนเหลือที่เราจะเก็บจดหมายชมเชยไว้ทั้งหมดได้เหมือนกัน,

ข้อที่ควรคิดในเรื่องที่ยอมเสียเวลานำมาเล่าสู่กันฟังนี้ อยู่ตรงที่ว่า การทำอะไรใหม่ ๆ แปลก ๆ ไปจากที่เขากระทำกันอยู่นั้น จะต้องถูกมองในแง่ร้ายบ้างส่วนหนึ่งเป็นธรรมดา ไม่ว่าผู้ทำจะมีกำลังและอิทธิพลมากหรือน้อย ถ้ามีอิทธิพลมากจะแตกต่างอยู่บ้าง ก็ตรงที่เขาไม่กล้าพูดซึ่งหน้าเท่านั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่คิดจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นการปฏิวัติแก้ไขหรือรื้อฟื้นทำให้ดีขึ้น ขออย่าได้ไปเอาใจใส่กับการนินทาว่าร้ายของผู้เข้าใจผิด ซึ่งโลกนี้จะต้องมีเป็นธรรมดานั่นเลย ทำไปด้วยสุจริตใจก็พอแล้ว ผลจักเกิดขึ้นเท่ากับการกระทำอันบริสุทธิ์ของตน. พวกเรารู้สึกล่วงหน้าไว้เช่นนั้นแล้วเหมือนกัน จึงไม่ได้เอาใจใส่อะไรมากไปกว่าความนึกสนุกสนานของผู้ที่ทำนายสิ่งใดไว้แล้ว สิ่งนั้นก็เกิดขึ้น เพื่อให้ตนกลายเป็นหมอดูที่ทำนายแม่น ๆ เท่านั้น.


ที่มา: พุทธทาสภิกขุ, สิบปีในสวนโมกขพลาราม, หน้า ๓–๔.

Share