แค่เปลี่ยนที่นอน: ธรรมะบทสุดท้ายของพุทธทาสเรื่องความไม่ตาย
พุทธทาส ในป่า

แค่เปลี่ยนที่นอน: ธรรมะบทสุดท้ายของพุทธทาสเรื่องความไม่ตาย

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ถ้าพูดอย่างปรมัตถสัจ คือ ความจริงที่เด็ดขาด absolute truth เราตอบว่าไม่มี ‘คน’ โว้ย ไม่มีใคร ‘ตาย’ ไม่มีใคร ‘อยู่’ – พุทธทาสภิกขุ

สำหรับพุทธทาสภิกขุ ความตายไม่ใช่การสิ้นสุด แต่เป็นเพียงการ “เปลี่ยนที่นอน” ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายในการแสดงธรรมบทที่ลึกซึ้งที่สุด ท่านจึงวางแผนการจัดการสรีระของตนไว้อย่างแยบยล เพื่อสื่อสารถึงแก่นแท้ของ “ความไม่มีตัวตน” จดหมายเหตุบันทึกการสนทนาระหว่างท่านกับพระลูกศิษย์ในช่วงบั้นปลายชีวิต (เมื่ออายุราว 75 ปี) เผยให้เห็นความกังวลของฝ่ายศิษย์ที่คิดตามแบบแผนประเพณี ตรงข้ามกับคำสั่งของอาจารย์ผู้ยืนยันว่าการตายเป็นเพียงการเปลี่ยนที่นอนเท่านั้น

บทสนทนาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ท่านพุทธทาสได้เตรียมการเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าเป็นสิบปี แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดให้ใครทราบ เพราะเกรงว่าผู้คนจะเข้าใจผิด เนื่องจากสิ่งที่ท่านประสงค์ให้ทำนั้นสวนทางกับประเพณีที่ปฏิบัติกันมาโดยสิ้นเชิง เช่น ไม่มีการรดน้ำศพ ไม่มีการสวดอภิธรรม และให้เผาศพกลางป่าโดยไม่มีเมรุถาวร

บทสนทนาว่าด้วยความตาย

เมื่อท่านพุทธทาสอายุมากขึ้นและสุขภาพเริ่มอ่อนแอลง คณะศิษย์ต่างมีความวิตกกังวลว่าหากท่านมรณภาพ จะจัดการเรื่องต่างๆ อย่างไร การสนทนาเริ่มต้นขึ้นเมื่อลูกศิษย์ได้เอ่ยถามถึงข้อกังวลนี้

ลูกศิษย์ – “มีอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับท่านอาจารย์และก็กระผมรู้สึกว่า หลายคนที่มีความเคารพรักท่านอาจารย์นี้เป็นห่วงกันมาก แล้วก็ดูจะมีความกังวล เพราะหาคำตอบไม่ได้ ในโอกาสนี้จึงขอโอกาสกราบเรียนถามท่านอาจารย์ เรื่องเกี่ยวกับว่าเมื่อท่านอาจารย์ได้สิ้นบุญลงไป พวกลูกศิษย์ลูกหานี้ควรจะจัดการกับร่างกายของท่านอาจารย์อย่างไรดีครับ”

อ.พุทธทาส – “นี่ก็บอกแล้วว่าไม่ ไม่ตอบ พวกปากบอนปากโหว่มันก็จะกระพือกัน ลือกันไปหมดไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น จะเขียนใส่ซองปิดผนึกไว้ให้ พอตายแล้วฉีกออกมาดู รับรองว่าคุณจะจัดการเสร็จภายใน 2-3 ชั่วโมง เปลี่ยนที่นอนให้เท่านั้นแล้วก็ไม่ต้องมีอะไร เราไม่รู้จะพูดทำไม จะไม่มีพิธีรีตรองอะไรเกี่ยวกับว่าตายแล้ว ให้ถือว่าไม่ตายแค่เปลี่ยนที่นอน มันอาจจะมีปัญหาทางสังคมทางอะไรที่เขาจะรบกวนวุ่นวาย แล้วก็จะทำเป็นหลักฐานไว้ให้ว่านี่มันมีอยู่อย่างนี้ใครที่เป็นลูกศิษย์ ทำตัวเป็นลูกศิษย์ ก็ทำตามคำสั่งก็หมดเรื่อง ไม่อยากจะพูด เพราะพูดแล้วมัน…พอพูดต่อแล้วมันก็ฉาว คนโง่ก็พูดไปอย่างโง่ คนฉลาดก็ ก็ยังเข้าใจเลยว่า ว่าเราทำไมจึงต้องทำอย่างนี้  สรุปความสั้นๆว่า อย่าทำอย่างกับว่าตาย ให้ทำอย่างกับว่าไม่ตาย ให้ยังอยู่ด้วยกันตลอดไป”

คำตอบของท่านยิ่งสร้างความกังวลให้แก่ลูกศิษย์ว่าจะทำได้จริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อต้องรับมือกับผู้คนจำนวนมากที่คาดว่าจะหลั่งไหลมาเคารพศพ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความวุ่นวาย

ลูกศิษย์ – “สมมติว่าท่านอาจารย์สิ้นบุญไปนี้นะ คิดจะไม่ให้คนอื่นรู้นี้น่ะ คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่า ปากคนนี่มันเหลี่ยมเหลือเกิน ทีหลังถ้าสมมติว่าคนที่อื่นรู้ คนจะมากันมาก ถ้าเกิดว่าจะขัดแย้ง ไม่ต้องการจะทำตามความประสงค์ สมมติว่ามีการทะเลาะกันอะไรกันกับพวกที่หวังดีพวกที่ต้องการทำตามความประสงค์ของท่านอาจารย์ แต่ว่ามันเคยเห็นทั่วๆไปที่ว่าอาจารย์เคยสั่งเอาไว้ ไอ้ลูกศิษย์มันแยกออกเป็นสองพวก พวกหนึ่งมันอยากจะทำตามที่เขาเห็นว่าควรจะทำ ถ้าสมมติว่ามีอาการอย่างนี้เกิดขึ้นนี่ครับ ควรจะทำอย่างไร”

อ.พุทธทาส – “คล้ายๆกับว่าสองพวกแยก แย่งกัน ต่างฝ่ายต่างมันจะทำเพื่อตัวเอง มันจะทำอย่างไรดีล่ะ อาจารย์ก็ตายไปแล้วไม่มีทางจะเห็นแล้ว เรื่องนี้ก็บอกแล้วนี่ว่าไม่ต้องการให้ใครรู้ ทำเสร็จภายใน 3 ชั่วโมง แล้วก็จะไม่มีปัญหาอะไร จะรู้อะไรก็รู้ไปเถอะ มันจะรู้ทีหลังก็รู้ไปเถอะ เรามีปัญญานะ ทำเสร็จภายใน 3 ชั่วโมงนะ ไม่ทันมีใครรู้นี่ บางที่ตลาดก็ยังไม่ทันรู้ มันจะเกิดอะไรล่ะ”

ความกังวลของลูกศิษย์ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องความวุ่นวาย แต่ยังรวมถึงสายตาของพระผู้ใหญ่ในคณะสงฆ์ หากจัดงานไม่เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ

ลูกศิษย์ – “อีกอย่างหนึ่งคือว่าพระ สมมติว่าที่อยู่ในวัดนี้มันยังเป็นพระเด็กๆ พระผู้น้อย ที่นี้ฝ่ายผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง สมมติว่าเป็นเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เกิดทำกันแบบนี้ พระผู้ใหญ่นี่เขาจะหาว่าพระที่นี่มันใช้ไม่ได้ เหลวไหล ไม่มีการพิธีกรรม”

อ.พุทธทาส – “นั่นมันคิดออกนอกเรื่องไป โปรดทำตามคำสั่งเถอะ”

คำสอนสุดท้าย: “ให้ทำเหมือนว่าไม่ตาย”

แม้ลูกศิษย์จะแสดงความหนักใจเพียงใด ท่านพุทธทาสยังคงยืนยันในเจตนารมณ์เดิม คือให้จัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่ต้องมีพิธีรีตองใดๆ เพราะท่านต้องการสอนว่า “พุทธทาสไม่ตาย” และท่านเกลียดชังพิธีศพที่ฟุ่มเฟือยและยุ่งยาก ซึ่งเป็นเพียงธรรมเนียมประเพณี ไม่ใช่ธรรมะ

ลูกศิษย์ – “เรื่องนี้อาจารย์ว่าแบบนั่นก็จริงแต่ว่าความหนักใจของลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่นี่ หนักใจมาก นี่กระผมลองถาม ยกตัวอย่างอาจารย์ไสวนี่ อาจารย์ไสวจะรู้สึกอย่างไรถ้าอาจารย์จะทำแบบนี้ ภายใน 3 ชั่วโมงนี่ อาจารย์ไสวจะรู้สึกว่าทำได้ไหม”

อ.พุทธทาส – “ฉันจะยุให้เหลือซัก 2 ชั่วโมง อย่าพูด มันจะเอาไปพูดกันฉาวไปหมด แล้วทีนี้ของเราจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ ต้องได้สิ ไม่ได้จะพูดทำไม”

ลูกศิษย์ – “นี่สมมติว่านะ สมมติว่า สมมติเรื่องยังไม่เกิด แต่สมมติไปก่อน ยกตัวอย่างว่าถ้าท่านอาจารย์สิ้นบุญกลางคืนแบบนี้ ประมาณว่าเที่ยงคืน”

อ.พุทธทาส – “ต้องเสร็จใน 2 ชั่วโมง”

ลูกศิษย์ – “2 ชั่วโมงเสร็จ ยังไม่ทันสว่าง”

อ.พุทธทาส – “อื้อ…ไม่ทันสว่าง แล้วก็ไม่บอกใครว่าตายแล้ว บอกว่าไม่ตาย บอกไม่ตาย ให้ทำอย่างไม่ตาย”

เมื่อลูกศิษย์ถามว่า หากทำเช่นนั้นอาจมีคนกล่าวหาว่าแกล้งทำให้ท่านสิ้นบุญ แล้วขุดศพขึ้นมาพิสูจน์ ท่านก็ตอบอย่างหนักแน่นว่าได้ทำหนังสือเป็นพินัยกรรมไว้เป็นหลักฐานแล้ว

ลูกศิษย์ – “วันนั้นได้ปรึกษาที่ทาง… อาจารย์ไสวยังพูดว่าถ้าทำอย่างนี้ มีลูกศิษย์ลูกหาบางคนจะหาว่าแกล้ง แกล้งทำให้ท่านอาจารย์สิ้นบุญไป แล้วจะไปขุด ขุด รื้อเอามาใหม่ เอามาพิสูจน์เอามาผ่าตัด ทำกันใหม่แบบนี้ จะมีปัญหาเหมือนกัน”

อ.พุทธทาส – “ไม่ มันมีหนังสือที่ทำไว้ให้เป็นหลักฐานอย่างนี้ มีคำสั่งพินัยกรรมเป็นหลักฐาน น่าหัวเราะนะ เรื่องไม่มีทำให้มี เรื่องเล็กทำให้ใหญ่ เรื่องโง่ เรื่องฉลาดทำให้โง่ เรื่องฉลาดทำให้โง่…เรื่องนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันก็ไม่ใช่กฎหมาย แพทย์ตรวจ แพทย์อะไร มีสิทธิเต็มที่แหล่ะ สมมติว่าพระตั้งสิบกว่าองค์เป็นพยานแบบนี้ จะไม่เชื่ออีกเหรอ ก็ไม่มีปัญหาอะไรและก็ไม่สามารถทำอะไรได้หรอก”

ท่านย้ำว่าเกลียดพิธีศพที่ยุ่งยาก เพราะเป็นเพียงเปลือกนอกที่สิ้นเปลือง ไม่ใช่แก่นแท้ของธรรมะ

อ.พุทธทาส – “ผมเกลียดพิธีศพ เกลียดพิธียุ่งยากทำศพ เราไม่ต้องมีศพ ไม่ต้องมีพิธีทำศพ เพราะมันไม่ตายนี่ มันจะไปทำศพอะไรกัน ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องทำอะไรเลย เปลี่ยนที่นอน…เราอยากให้มันฉลาดเสียบ้าง อย่าให้มันโง่…นั่นมันธรรมเนียม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือ เวลาเจ็บเวลาไข้เวลาเป็นเวลาตาย ขนบธรรมเนียมที่มันยึดถือ ไม่ใช่ธรรมะ”

แก่นธรรมเรื่อง “ความไม่ตาย”

หัวใจของคำสั่งเสียนี้ไม่ได้อยู่ที่ความแปลกประหลาดของพิธีกรรม แต่อยู่ที่การแสดงธรรมขั้นสูงสุด ท่านพุทธทาสชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อเรื่อง “คนเกิด” หรือ “คนตาย” เป็นความเข้าใจผิดที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นใน “ตัวกู-ของกู” ตามหลักพุทธศาสนาที่แท้จริงแล้ว ไม่มีสัตว์ บุคคล หรือตัวตนใดๆ มีเพียงกระแสแห่งการปรุงแต่งของธรรมชาติ (สังขาร) ที่เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) เท่านั้น เมื่อไม่มี “เรา” ผู้เป็นเจ้าของร่างกายตั้งแต่แรก จึงไม่มี “ใคร” ที่จะตาย โดยท่านได้เคยสอนไว้ในการบรรยายธรรมหลายครั้ง อาทิ

  • พระพุทธเจ้าท่านว่านะ อย่าไปพูดว่า ตายแล้วเกิดหรือตายแล้วไม่เกิด มันไม่มีใครเกิด มันมีแต่สังขาร การปรุงแต่งตามกฎของธรรมชาตินั่นแหละ ทีนี้เขาไปสมมติให้ไป เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตาย เป็นเกิด มันเป็นกิริยาปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงของสังขาร ธาตุ ขันธ์ อันนี้ ไปตามกฎของธรรมชาติ เป็นอย่างนั้น ๆ แล้วชาวบ้านนั่น ก่อนพระพุทธเจ้าเสียอีก เขามาสมมติว่า กิริยาอย่างนี้เรียกว่าเกิด กิริยาอย่างนี้เรียกว่าตาย ทีนี้เขามีความยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน มีตัวมีตนมาก่อนแล้ว ก็เรียกว่า ตนมันเกิด ตนมันตาย เป็นความเกิด ความตายของตน ทีนี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องนี้ แล้วก็สอนว่านั้นมันเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมชาติล้วน ๆ สุทฺธัมฺมา ปวตฺตนฺติ ธรรมชาติล้วน ๆ เท่านั้น มันเป็นไป ไอ้ธรรมชาติล้วน ๆ นี้ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล มันเป็นไป คือมันเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจของกฎอิทัปปัจจยตา เป็นต้น ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล แล้วมันก็ไม่มีใครตาย ไม่มีใครเกิด รู้พุทธศาสนาอย่างเด็ก ๆ ก็จะรู้ว่า มีคนตาย มีคนเกิด ถ้ารู้พุทธศาสนาอย่างเป็นผู้ใหญ่พอสมควรแล้ว ก็จะเห็นตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า มันไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มันก็ไม่มีใครตาย ไม่มีใครเกิด มีแต่กิริยาแห่งการเปลี่ยนแปลงของสังขาร ที่เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย ที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมดก็ไม่ใช่คน เป็นสังขารที่กำลังดำรงอยู่ตามเหตุตามปัจจัย ฉะนั้นที่นั่งอยู่ที่นี่ก็มิใช่คน มันอยู่อย่างอาการที่ว่ามันปรุงแต่งกันอยู่ในลักษณะอย่างนี้ คือนั่งอยู่อย่างนี้ ถ้ามันจะปรุงแต่งไปในลักษณะที่ตาย มันก็เป็นการปรุงแต่งอยู่นั่นแหละ ไม่ใช่มีคนอยู่ที่นี่ หรือมีคนตาย หรือมีคนเกิด นี่คือหลักของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่มิจฉาทิฐิ การที่บอกว่ามีแต่สังขาร ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา จึงถือว่าไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย นั่นไม่ใช่มิจฉาทิฐิ นั่นคือสัมมาทิฐิ อ้างอิง
  • “เรื่องตายแล้วเกิด  ชอบพูดกันตายแล้วเกิด  ก็ไปด่าคนพูดว่าตายแล้วสูญ  ที่จริงคนพูดตายแล้วเกิดนั้นก็โง่เท่ากัน มันควรจะถูกด่าเท่ากัน เพราะว่าพุทธศาสนานั้นมิได้พูดว่าตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญ  แต่จะพูดว่ามันแล้วแต่เหตุปัจจัยของสถานการณ์นั้นๆ มันมีอยู่อย่างไร  ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็พูดถึงข้อที่ไม่มี “คน”  ไม่มี “คนเกิด”และ “คนตาย”  แล้วจะไปพูดว่าตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญได้อย่างไร  ถ้าถูกถามว่าตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญ  ก็ตอบว่ามันมีแต่กระแสการปรุงแต่งของเหตุของปัจจัย  ไม่มีใครเกิดไม่มีใครตาย” อ้างอิง
  • พุทธศาสนาสอนเรื่องสุญญตา ให้รู้สึกตามที่เป็นจริงว่า คนหรือกูนี้มิได้มีอยู่แม้ในเวลานี้ คือว่า ธรรมชาติล้วนๆ เกิดขึ้นปรุงแต่งสืบต่อกันไปเท่านั้นเองไม่มีคนไม่มีตัวกู อย่างนี้เขาเรียกว่าที่นี่ก็ไม่มีตัวกู ที่ถูกที่แท้เดี๋ยวนี้เวลานี้ที่นั่งกันอยู่เต็มไปหมดนี่ ไม่มีคนหรือไม่มีตัวกูแท้จริง แต่เรา เราไม่เห็นเราไม่รู้สึกเราไม่บรรลุธรรมะข้อนี้เรายังมีตัวกูอยู่เสมอ ทีนี้ต้องแยกพูดกันคนละทีสิ คือตามข้อเท็จจริงมันไม่มีตัวกูไม่มีคน นั่นแหละข้อเท็จจริงแล้วก็ไม่มีใครตาย เพราะว่าเดี๋ยวนี้มันก็มิได้มีคนอยู่ ฉะนั้นมันก็ไม่มีใครตาย ฉะนั้นปัญหาที่ถามว่าตายแล้วเกิดอีกไหม ตายแล้วสูญไปไหม นี่มันไม่มี ปัญหาอย่างนั้นมีไม่ได้” อ้างอิง
  • ถ้าใครมาถามเราว่าตายแล้วเกิดไหม ตายแล้วสูญเลยหรือ เราบอกว่าที่นี่ก็ไม่มีคน ตอบอย่างนักเลง ตอบอย่างหลัก หลักธรรมะสูงสุดในพุทธศาสนา บอกว่าที่นี่ไม่ได้มีคน ฉะนั้นไม่มีใครตายไม่มีใครที่จะเกิดหรือจะสูญไป ตอบอย่างนี้ไม่มีผิด แม้ผู้ตอบเองก็ไม่เข้าใจ ตอบอย่างนี้ไม่มีผิด เพราะว่าคนมันไม่รู้คนมันยังโง่อยู่ ในความรู้สึกของคนมันก็ว่ามีตัวตนตัวกูอยู่ที่นี่ แล้วตัวคนหรือตัวตนหรือตัวกูนี่มันจะต้องตายอย่างที่เราเห็นจับใส่โลงกันอยู่ อ้างอิง
  • รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาดี ก็จะพบไอ้ ความจริงที่ว่ามันไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล มีแต่สังขาร ปรุงแต่งกันไป มีแต่จิตปรุงแต่งด้วยอำนาจของ อวิชชา คิดนึกเข้าใจไปต่างๆ นา ๆ จนโง่ไปว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคล เมื่อไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคล มันก็ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครแก่ ไม่มีใครเจ็บ ไม่มีใครตาย เลยพ้นจากปัญหาเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่รู้สึกว่าเราเกิดมาทนทุกข์ด้วยความเกิด เราแก่ ทนทุกข์ด้วยความแก่ เรามีความเจ็บทนทุกข์ด้วยความเจ็บ คือว่าเอา เอา ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไปให้ธรรมชาติธรรมดา ไปให้สังขารที่ปรุงแต่งอยู่ตามธรรมชาติให้ เป็นความรู้สึกของจิตที่คิดนึกไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีตัวกู ไม่ต้องมีตัวตนของกู มันก็เลยไม่มี ความเกิด แก่ เจ็บ ตายที่ตัวกู หรือพูดให้ถูกมันก็พูดว่าตัวกูมันไม่มี แล้วมันก็ไม่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย น่ะ ของตน อ้างอิง
  • ไม่ใช่สิ่งที่จะยึดถือเป็นตัวเรา-ของเราได้ จิตมันก็วางเฉย ไม่เกิดเป็นตัวกู-ของกูขึ้นมาก็ไม่มีใครตาย เพราะมันไม่มี ตัวกู-ของกู ก็เป็นอันว่าไม่มีใครตาย ถ้าไปยึดมั่น ดี-ชั่ว มันมีอยากดีอยากชั่ว มีตัวผู้อยาก มีตัวกูผู้อยาก ผู้ได้ ผู้ยึดครอง นี้มันก็มีตัวกูแล้วมันก็ต้องตาย อ้างอิง

จากคำสอนสู่พินัยกรรม

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ท่านพุทธทาสต้องการทิ้งไว้ไม่ใช่สรีระให้ผู้คนกราบไหว้บูชา แต่เป็นแก่นธรรมอันเป็นอมตะ คือ “ธรรมะ” ที่ท่านได้มอบให้แล้ว เจตนารมณ์ทั้งหมดนี้ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการในพินัยกรรมซึ่งลงวันที่ 28 มีนาคม 2536 เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่ท่านจะมรณภาพในวันที่ 8 กรกฎาคม ปีเดียวกัน

ลูกศิษย์ – “คือว่าโดยความจริงนี่ลูกศิษย์ลูกหาทุกคนนี่ อยากจะมาเห็นมาในโอกาสนั้นกันทุกคน อย่างน้อยให้ได้มาเห็น”

พุทธทาส – “นั่นมันบ้ามันโง่ เพราะว่าเราไม่ต้องการ ไม่ต้องการ เพราะว่าเราไม่ตาย จะมาเห็นตายอะไรเรา…คุณจะเอาไปทำอะไร ไอ้รูปหรือไอ้รอยเท้าเอาไปทำอะไร สิ่งที่ดีที่สุดที่ให้ไว้แล้วคือธรรมะ มันมีค่าเกินกว่าอะไรๆหมด”

ดูพินัยกรรมฉบับเต็มได้ที่นี่

เรื่องที่เกี่ยวข้อง 

อนุสาวรีย์ที่ไม่มีตัวตน: เจตนารมณ์สุดท้ายของพุทธทาสภิกขุ

Share