คำสอนว่า “ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน” แปลว่าอะไร? เข้าใจธรรมะก่อนตอบโต้ในโลกออนไลน์
รับรู้ ไม่ปรุงแต่ง วางลง

คำสอนว่า "ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน" แปลว่าอะไร? เข้าใจธรรมะก่อนตอบโต้ในโลกออนไลน์

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

“ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน” หมายถึง รับรู้สิ่งที่ได้ยิน โดยไม่เข้าไปยึดถือจนเกิดความอยาก ความผลักไส หรือความรู้สึกว่า “ตัวฉัน” กำลังถูกกระทบ ไม่ได้หมายถึงฟังไม่รู้เรื่อง หรือทำเป็นไม่สนใจสิ่งที่คนอื่นพูด

คำสอนนี้ปรากฏใน พาหิยสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “เมื่อเห็น จักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟัง จักเป็นสักว่าฟัง” และเชื่อมโยงการรับรู้อย่างนี้กับการสิ้นความยึดถือและที่สุดแห่งทุกข์

ท่านพุทธทาสภิกขุอธิบายประเด็นนี้ไว้ในธรรมบรรยายอบรมนิสิตแพทย์ ปี 2517 โดยข้อความถอดเสียงตอนหนึ่งระบุว่า

“ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน รู้เหมือนกันว่าอะไรเป็นอะไร”

จากนั้นท่านอธิบายต่อถึงการรับรู้ที่ไม่เกิดอุปาทาน หรือความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา ใจความจึงอยู่ที่การไม่เข้าไปยึดถือสิ่งที่รับรู้ มิใช่การทำให้ตัวเองไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น

คำว่า “สักแต่ว่า” จึงมีความหมายลึกกว่าการบอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก แต่หากจะเริ่มทำความเข้าใจจากชีวิตประจำวัน เราอาจเริ่มจากการสังเกตว่า เมื่อได้ยินอะไรสักอย่าง ใจของเราทำอะไรต่อจากนั้น

สมมติมีคนบอกว่า “งานนี้ยังทำได้ไม่ดี” สิ่งที่เราได้ยินคือคำวิจารณ์เกี่ยวกับงานชิ้นหนึ่ง แต่ใจอาจต่อเรื่องทันทีว่า เขาดูถูกเรา เขาคิดว่าเราไม่มีความสามารถ เขาไม่เคยเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราทำ จากคำพูดเกี่ยวกับงานหนึ่งชิ้น จึงกลายเป็นคำตัดสินคุณค่าของตัวเราทั้งหมด

คนพูดอาจเปลี่ยนไปทำเรื่องอื่นแล้ว ส่วนเรายังนั่งโกรธ เสียใจ หรือคิดหาคำตอบที่จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บบ้าง เสียงนั้นจบลงไปแล้ว แต่เรายังนำมันมาพูดซ้ำในใจอีกหลายสิบรอบ

การเริ่มฝึกในชีวิตประจำวันจึงอาจเริ่มจากการแยกให้ออกว่า อะไรคือคำพูดที่ได้ยิน อะไรคือความรู้สึกที่เกิดขึ้น และอะไรคือเรื่องที่ใจเราเติมต่อ

เราอาจเสียใจเมื่อได้ยินคำวิจารณ์ ก็รับรู้ว่าเสียใจ แล้วค่อยพิจารณาว่าสิ่งที่เขาพูดมีส่วนจริงหรือไม่ มีอะไรที่ควรแก้ไข หรือมีเรื่องใดที่ควรชี้แจง เราสามารถรับฟังและใช้ประโยชน์จากคำวิจารณ์ได้ โดยไม่ต้องนำมันมาตัดสินคุณค่าของตัวเราทั้งหมด และไม่จำเป็นต้องยอมรับทุกคำวิจารณ์ว่าเป็นความจริง

สำหรับผู้ที่กำลังฝึก หากโกรธก็รู้ว่าโกรธ หากเสียใจก็รู้ว่าเสียใจ ไม่ต้องแสร้งว่าไม่รู้สึก และไม่ต้องตำหนิตัวเองซ้ำว่า ปฏิบัติธรรมแล้วทำไมยังโกรธอยู่ เมื่อรู้ทันสิ่งที่เกิดขึ้น เราจึงมีโอกาสเลือกว่าจะทำอย่างไรต่อ แทนที่จะปล่อยให้ความรู้สึกชั่วขณะแรกตัดสินทุกอย่างให้เรา

ในธรรมบรรยายเรื่อง อบรมนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ หัวข้อธรรมสำหรับนักศึกษา ตอนที่ 1 ท่านพุทธทาสอธิบายว่า เมื่อเห็นสิ่งใด ให้รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร และใช้สติปัญญาพิจารณาว่าควรจัดการอย่างไร โดยไม่ปรุงความยึดถือเป็นตัวตนผู้รักหรือผู้เกลียดขึ้นมา ข้อความถอดเสียงช่วงหนึ่งกล่าวว่า

“ก็ทำไปตามที่ถูกที่ควร หรือถ้าไม่ต้องทำอะไรก็เฉย”

คำอธิบายนี้ช่วยให้เห็นว่า การรับรู้อย่างไม่ยึดถือยังมีพื้นที่ให้กับการคิด การตัดสินใจ และการลงมือทำ เราสามารถดูแลสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ แก้ปัญหาที่ควรแก้ และเลือกวางเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปจัดการได้

ในระดับลึก คำสอนนี้มุ่งถึงการคลายความยึดมั่นในตัวตน ส่วนการหยุดสังเกตใจและไม่รีบตอบโต้ เป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกในชีวิตประจำวัน ยังไม่ควรถือว่าเพียงนิ่งเงียบหรือไม่แสดงอารมณ์ ก็เท่ากับสิ้นความยึดถือแล้ว เพราะภายนอกเราอาจเงียบ ขณะที่ภายในยังโต้เถียงกับใครบางคนอยู่ตลอดเวลา

เมื่อนำแนวทางนี้มาประยุกต์กับโลกออนไลน์ ผู้เขียนเห็นว่าเรามีโอกาสฝึกอยู่แทบทุกครั้งที่เปิดหน้าจอ

เราอาจพบข่าวที่ทำให้โกรธ คลิปที่ทำให้สะเทือนใจ ความเห็นที่ขัดกับความเชื่อ หรือเรื่องราวของใครบางคนที่ดูเหมือนชัดเจนจนพร้อมจะตัดสินทันที ภาพหนึ่งภาพ ข้อความไม่กี่บรรทัด หรือคลิปช่วงสั้น ๆ ก็อาจทำให้เรารู้สึกว่ารู้แล้วว่าใครผิด ใครถูก ใครควรถูกประณาม

แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ เราเห็นว่าเขาพูดอะไร โดยยังไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น เราอ่านข้อความที่มีผู้กล่าวหา โดยยังไม่ทราบว่าอีกฝ่ายอธิบายอย่างไร หรือเราเห็นภาพที่เกิดขึ้นจริง แต่ยังไม่รู้ว่ามาจากเมื่อใดและถูกนำมาใช้ในบริบทใด

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเราเป็นของจริง แต่ความแรงของความรู้สึกไม่ได้ยืนยันว่าเราเข้าใจข้อเท็จจริงครบถ้วนแล้ว

เราอาจโกรธจริง สะเทือนใจจริง และรู้สึกอยากปกป้องใครบางคนจริง แต่ยังเข้าใจเหตุการณ์คลาดเคลื่อนได้ ความจริงใจของเราไม่ได้ทำให้ข้อมูลที่ได้รับมาถูกต้องขึ้นโดยอัตโนมัติ

ตรงนี้เองที่การ “เห็นก็สักแต่ว่าเห็น” และ “ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน” สามารถเป็นเครื่องเตือนใจได้ เรารับรู้ว่าได้พบข้อความนี้ ได้เห็นคลิปนี้ และมีความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้น โดยยังไม่จำเป็นต้องรีบต่อเรื่องให้สมบูรณ์ด้วยข้อสันนิษฐานของเราเอง

บางครั้งสิ่งที่ซื่อตรงที่สุดที่เราจะบอกตัวเองได้คือ “ตอนนี้เรายังไม่รู้มากพอ”

ประโยคนี้เปิดโอกาสให้เราหาข้อมูลเพิ่ม ฟังคำอธิบาย หรือปรับความเข้าใจเมื่อมีหลักฐานใหม่ การยอมรับว่ายังไม่รู้จึงเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราจะพูดออกไป โดยเฉพาะเมื่อคำพูดนั้นอาจกระทบชีวิตและชื่อเสียงของคนอื่น

เราไม่จำเป็นต้องมีความเห็นต่อทุกเรื่องที่ผ่านตา และไม่จำเป็นต้องมีปฏิกิริยาโต้ตอบทุกสิ่งที่มากระทบใจ

เราอ่านโพสต์หนึ่งแล้วผ่านไปได้ เห็นความเห็นที่ไม่ตรงกับเราแล้วไม่เข้าไปโต้เถียงก็ได้ หรือเลือกพักเรื่องที่ทำให้โกรธไว้ก่อน จนกว่าจะพร้อมพิจารณาอย่างรอบคอบ การพบเห็นเรื่องหนึ่งไม่ได้ทำให้เรามีหน้าที่ต้องออกคำตัดสินต่อเรื่องนั้นทันที

บางครั้งแรงผลักให้เราอยากตอบไม่ได้มาจากความจำเป็นของเรื่องเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีความอยากพิสูจน์ว่าเราถูก อยากให้คนอื่นเห็นว่าเรารู้ หรือทนไม่ได้ที่มีคนพูดขัดกับสิ่งที่เราเชื่ออยู่ด้วย จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จึงกลายเป็นการปกป้องตัวเอง จนการยอมรับข้อมูลใหม่รู้สึกเหมือนการยอมแพ้

การหยุดสักนิดช่วยให้เราได้ถามตัวเองว่า เรากำลังตอบเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพื่อช่วยแก้ปัญหา หรือเพราะอยากเอาชนะความรู้สึกที่กำลังค้างอยู่ในใจ

แน่นอนว่า บางเรื่องควรส่งเสียง บางความเสียหายควรได้รับการแก้ไข และบางคนกำลังต้องการความช่วยเหลือ การไม่ยึดถือไม่ได้แปลว่าต้องนิ่งเฉย เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างจึงจะเริ่มทำสิ่งที่เหมาะสมได้ แต่ควรรู้ว่าตนเองรู้อะไร ยังไม่รู้อะไร และแสดงออกให้พอดีกับหลักฐานที่มี

เราอาจขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยยังไม่กล่าวหาว่าใครผิด ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยไม่ต้องร่วมขยายความเกลียดชัง หรือโต้แย้งข้อมูลที่ผิดอย่างชัดเจน โดยไม่เหยียดหยามคนที่เชื่อข้อมูลนั้น

ก่อนแสดงความคิดเห็นหรือกดแชร์ เราจึงอาจหยุดถามตัวเองสั้น ๆ ว่า สิ่งนี้ตรวจสอบแล้วหรือยัง เรากำลังเติมอะไรลงไปจากความเชื่อของเรา และสิ่งที่จะพูดช่วยให้เรื่องชัดเจนขึ้นหรือเพียงทำให้อารมณ์รุนแรงขึ้น

การหยุดเช่นนี้ช่วยให้การตอบสนองของเรามีทั้งสติและความรับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ใจไม่ต้องแบกทุกความขัดแย้งบนหน้าจอมาเป็นเรื่องของตัวเอง

เสียงบางเสียงจบไปแล้ว เราอาจไม่ต้องนำมันมาเปิดซ้ำในใจอีกทั้งวัน โพสต์บางโพสต์ผ่านตาไปแล้ว เราอาจไม่ต้องตามเข้าไปอยู่ในทุกวงโต้เถียง และเรื่องบางเรื่องที่ยังไม่รู้ความจริงรอบด้าน เราก็อนุญาตให้ตัวเองรอได้

ได้ยินแล้วรู้ว่าได้ยิน เห็นแล้วรู้ว่าเห็น รู้ทันว่าใจรู้สึกอย่างไร จากนั้นจึงค่อยเลือกว่าจะทำอะไรต่อ

บางครั้งการเลือกนั้นคือการพูดอย่างชัดเจน บางครั้งคือการลงมือช่วยเหลือ และบางครั้งก็คือการวางโทรศัพท์ลง โดยยังไม่ต้องตัดสินใคร

อ้างอิง

Share