ปฏิจจสมุปบาทร่วมสมัย: จากกระบวนการเกิดตัวตน สู่แผนที่ออกจากความทุกข์ในมุมพุทธทาสภิกขุ
มีหลักธรรมบางเรื่องที่คนจำนวนมากเคยได้ยินชื่อ แต่พอเปิดตำราแล้วกลับรู้สึกว่าไกลตัวเหลือเกิน
ปฏิจจสมุปบาท ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เรามักพบสูตร 12 ข้อว่า
อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ → นามรูป → สฬายตนะ → ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ → ชรา–มรณะ
อ่านครั้งแรกอาจรู้สึกเหมือนเป็นแผนผังซับซ้อนเกี่ยวกับการเกิด การตาย และการไปเกิดใหม่
แต่พุทธทาสภิกขุเสนอให้เราลองมองปฏิจจสมุปบาทอีกแบบหนึ่ง
ไม่จำเป็นต้องรอพิสูจน์หลังความตาย
ไม่จำเป็นต้องรอชาติหน้า
เพราะมันอาจกำลังเกิดขึ้นในตัวของเรา ที่นี่และเดี๋ยวนี้ และไม่ได้เกิดวันละครั้งด้วย ในวันหนึ่ง “ตัวเรา” อาจเกิดขึ้นแล้วดับไปหลายสิบหลายร้อยครั้ง
ปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นเครื่องมือศึกษาชีวิตด้านใน เพื่อให้เห็นว่า ความรู้สึกว่า “ตัวเรา–ของเรา” ไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา แต่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวตามเหตุปัจจัย
เมื่อมองอย่างนี้ ปฏิจจสมุปบาทจึงไม่ใช่เรื่องอภิปรัชญาที่อยู่ไกลตัว แต่เป็นกระบวนการที่เราสามารถสังเกตได้ในชีวิตประจำวันและนำไปใช้เพื่อดับทุกข์ได้
ปฏิจจสมุปบาทอธิบายอะไร?
คำว่า ปฏิจจสมุปบาท (Paṭiccasamuppāda; Dependent Origination / Dependent Arising) หมายถึงการเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัย
พูดง่าย ๆ คือ
สิ่งหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ
เมื่อเหตุและปัจจัยพร้อม สิ่งนั้นจึงเกิด
เมื่อเหตุและปัจจัยเปลี่ยน สิ่งนั้นก็เปลี่ยนหรือดับลงได้
ในเรื่องของความทุกข์ หลักนี้จึงกำลังบอกเราว่า
ความทุกข์เกิดจากกระบวนการบางอย่างที่ทำงานต่อเนื่องกัน เมื่อเราเห็นกระบวนการนั้น ความทุกข์ก็ไม่ใช่ชะตากรรมตายตัวอีกต่อไป มันมีจุดเริ่ม มีจุดต่อ และมีจุดที่สามารถหยุดได้
ไม่จำเป็นต้องรอชาติหน้า
มีการอธิบายปฏิจจสมุปบาทแบบข้ามภพข้ามชาติอยู่ในพุทธศาสนาด้วย เช่น อวิชชาและสังขารในอดีตเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ นามรูป และชีวิตในภพต่อไป การอธิบายเช่นนั้นมีกรอบความคิดและประเพณีรองรับของมันซึ่ง อ.พุทธทาส ไม่ได้ปฏิเสธ
แต่สำหรับการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน มีข้อจำกัดที่เห็นได้ชัด คือเราไม่สามารถตรวจสอบอดีตชาติหรือชาติหน้าด้วยประสบการณ์ตรงได้ง่าย ๆ และถ้าคิดว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องของ “ทำเหตุชาตินี้ แล้วไปรับผลชาติหน้า” เท่านั้น ธรรมะสำคัญข้อนี้ก็อาจกลายเป็นเรื่องที่เราต้องเชื่อมากกว่าจะนำมาทดลองใช้
พุทธทาสภิกขุจึงเน้นว่า การเกิดที่ปฏิจจสมุปบาทพูดถึง สามารถเกิดขึ้นในจิตใจขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ได้
คนหนึ่งคนสามารถ “เกิด” ได้หลายครั้งในหนึ่งวัน
บางขณะเกิดเป็น
“ฉันผู้โกรธ”
บางขณะเป็น
“ฉันผู้ถูกดูถูก”
บางขณะเป็น
“ฉันผู้ต้องชนะ”
บางขณะเป็น
“ฉันผู้กลัวจะสูญเสีย”
เมื่อมีอารมณ์มากระทบแล้วจิตขาดสติปัญญา เวทนาก็สามารถปรุงต่อเป็นตัณหา กิเลส กรรม วิบาก และความทุกข์ พร้อมกับการเกิดขึ้นของ “ตัวเรา” แบบหนึ่งในขณะนั้นได้
ก่อนเหตุการณ์นั้น “ตัวฉัน” แบบนี้ยังไม่มี แต่เมื่อกระบวนการดำเนินไปจนถึงที่สุด ตัวฉันคนนั้นก็เกิดขึ้น
ภาพกาลจักร ซึ่งอธิบายหลักธรรมหลายอย่าง สำหรับปฏิจสมุปบาท คือ ภาพในวงนอกสุดมี 12 ภาพ
12 ขั้น: “ตัวเรา” ถูกสร้างขึ้นอย่างไร
การอธิบายนี้จะใช้ภาพปริศนาธรรมของทิเบต ชื่อ กาลจักร (The wheel of Life) ช่วยในการทำความเข้าใจ (ภาพนี้มีการจัดแสดงอยู่ที่ทั้งสวนโมกข์ไชยา และ สวนโมกข์กรุงเทพ เป็นภาพปริศนาธรรมที่สำคัญที่พุทธทาสภิกขุใช้ในการสอนธรรมะที่ซับซ้อนและลึกซึ้งให้คนฟังรู้สึกเพลินเพลินและเข้าใจง่าย ตามหลักคิดของโรงมหรสพทางวิญญาณ)
1. อวิชชา — Avijjā / Ignorance
อวิชชาไม่ได้หมายถึงโง่หรือเรียนหนังสือน้อย แต่คือ การไม่รู้ตามความเป็นจริง
เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบ เราไม่เห็นว่ามันเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย แต่รีบเข้าไปตีความด้วยความเคยชิน ความเชื่อ และตัวตน
ในภาพปฏิจจสมุปบาทใช้ คนตาบอดจูงคนตาบอด แทนอวิชชา เพราะไม่เห็นทาง ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น และไม่รู้ว่าจะจัดการกับสิ่งที่มากระทบอย่างไร
สมมติว่ามีคนพูดกับเราว่า
“งานนี้ยังต้องปรับอีกนะ”
ถ้ามีสติปัญญา เราอาจรับรู้เพียงว่าเขากำลังเสนอให้แก้งาน แต่อวิชชาอาจนำไปสู่การตีความในที่สุดว่า
“เขาคิดว่าเราไม่เก่ง”
ในขั้นนี้ความทุกข์ยังไม่เกิดเต็มที่ แต่กระบวนการเริ่มต้นแล้ว เพราะไม่เห็นตามความจริง
2. สังขาร — Saṅkhāra / Volitional Formations
ภาพแทนสังขารคือ คนปั้นหม้อ
ดินก้อนหนึ่งเดิมยังไม่มีรูป แต่คนปั้นหม้อสามารถปั้นมันให้กลายเป็นหม้อแบบต่าง ๆ ได้
สังขารก็คล้ายกัน คือ อำนาจปรุงแต่ง ผลักดัน และจัดรูปประสบการณ์
พุทธทาสภิกขุอธิบายภาพนี้ว่าเป็นการปรุงแต่งที่ทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิดรูปขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เราไม่ได้รับโลกอย่างกล้องถ่ายรูป
เรารับโลกพร้อมกับ
ความทรงจำ
นิสัย
ความกลัว
ความคาดหวัง
ประสบการณ์เดิม
และความคิดเกี่ยวกับตัวเอง
คนที่กลัวถูกดูถูกอยู่แล้ว จึงอาจปั้นคำว่า “งานนี้ต้องปรับ” ให้กลายเป็น
“เขากำลังดูถูกฉัน”
3. วิญญาณ — Viññāṇa / Consciousness
วิญญาณในที่นี้ไม่ใช่ดวงวิญญาณที่ออกจากร่าง
แต่หมายถึง การรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
เช่น
จักขุวิญญาณ — การรู้ทางตา
โสตวิญญาณ — การรู้ทางหู
มโนวิญญาณ — การรู้ทางใจ
ภาพใช้ ลิงได้แก้ว
เพราะเมื่อการรับรู้ยังอยู่ภายใต้อวิชชา ก็เหมือนลิงได้ของมีค่าแต่ไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร จึงงุนงงและสับสนต่อสิ่งที่มากระทบ
เราจึงไม่ได้เพียง “ได้ยินเสียง”
แต่การรับรู้นั้นเกิดขึ้นในจิตที่มีอวิชชาและสังขารทำงานอยู่แล้ว
4. นามรูป — Nāma-rūpa / Name-and-Form
ภาพเป็น คนสองคนอยู่ในเรือกลางน้ำ
นามรูปไม่ได้แปลเพียงว่า “ชื่อกับรูปร่าง”
แต่หมายถึงกระบวนการของ กายและใจที่ประกอบกันเป็นประสบการณ์
ในแนวอธิบายของพุทธทาส เมื่อวิญญาณเกิดขึ้น ประสบการณ์เริ่มจัดรูปขึ้นเป็น
กายและใจของเราในเหตุการณ์นั้น
หรือพูดง่าย ๆ ว่า
เริ่มมี “ฉันผู้กำลังเผชิญเรื่องนี้” ก่อตัวขึ้น
เป็นกาย–ใจที่พร้อมจะเข้าไปสัมพันธ์กับเหตุการณ์ และถ้ากระบวนการเดินต่อผิดทาง ก็พร้อมจะกลายเป็นที่ตั้งของความทุกข์
นี่ไม่ได้หมายความว่าร่างกายทางชีววิทยาเพิ่งเกิด
แต่หมายถึง ประสบการณ์กำลังถูกจัดขึ้นโดยมี “เรา” เป็นศูนย์กลาง
5. สฬายตนะ — Saḷāyatana / Six Sense Bases
สฬายตนะคือช่องทางรับรู้ทั้งหก
ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
ภาพใช้ เรือนหกหลัง
จุดที่สำคัญมากคือ ไม่ได้หมายความว่าอยู่ดี ๆ ตาหูเพิ่งเกิดขึ้นในขั้นนี้
พุทธทาสภิกขุอธิบายในความหมายของการทำงานว่า เมื่อมีกายใจในประสบการณ์ครั้งนั้นแล้ว อายตนะที่เกี่ยวข้องก็ เข้ามาทำหน้าที่ในคราวนั้นๆ
ถ้ากำลังฟังคำพูด
หูก็ทำหน้าที่
ถ้ากำลังมอง
ตาก็ทำหน้าที่
ถ้ากำลังคิดถึงคำพูดนั้นซ้ำ ๆ
ใจก็กลายเป็นอายตนะที่กำลังทำงาน
6. ผัสสะ — Phassa / Contact
ภาพคือ คนกอดกัน เพราะผัสสะหมายถึงการมาพบกัน
เช่น
หู + เสียง + โสตวิญญาณ
หรือ
ตา + รูป + จักขุวิญญาณ
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้มาประจวบกัน จึงเกิดผัสสะ
ดังนั้นผัสสะไม่ใช่เพียงสิ่งภายนอกมากระทบอวัยวะ แต่เป็นการกระทบที่มีการรับรู้เกิดขึ้นด้วย
7. เวทนา — Vedanā / Feeling
ภาพคือ คนถูกลูกศรแทงตา
คำว่าเวทนาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความเจ็บปวด
แต่หมายถึงความรู้สึกพื้นฐานต่อประสบการณ์ว่า
น่าพอใจ
ไม่น่าพอใจ
หรือเป็นกลาง
เช่น
น่าดูหรือไม่น่าดู
น่าฟังหรือไม่น่าฟัง
ชอบหรือไม่ชอบ
จึงเกิดเป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
และตรงนี้สำคัญมาก
เพราะถึงขั้นนี้
เรายังไม่จำเป็นต้องทุกข์
การไม่ชอบคำพูดหนึ่ง
ความเสียใจ
ความกลัว
หรือความพอใจ
ยังเป็นเพียงเวทนา
สิ่งสำคัญคือใจจะทำอะไรต่อจากนั้น
8. ตัณหา — Taṇhā / Craving
ภาพคือ คนดื่มของมึนเมา
ตัณหามีความหมายว่า ความกระหาย
เมื่อเกิดเวทนา จิตไม่ได้หยุดอยู่เพียง
“ชอบ”
แต่อาจเดินต่อไปเป็น
“เอาอีก”
หรือถ้าไม่ชอบ
“เอามันออกไป”
พุทธทาสภิกขุอธิบายความต่อเนื่องนี้ไว้อย่างเห็นภาพว่า เมื่อน่าดูก็อยากดู เมื่อน่าฟังก็อยากฟัง แล้วความอยากนั้นพัฒนาไปเป็นกามตัณหา ภวตัณหา หรือวิภวตัณหา คือ อยากได้ อยากเป็น หรืออยากไม่เป็น
นี่คือจุดสำคัญที่
เวทนา → กลายเป็นตัณหา
9. อุปาทาน — Upādāna / Clinging
ภาพคือ ลิงเกาะต้นไม้และหมายจะเอาผลไม้ทั้งป่า
ตัณหา คือ “อยากได้”
แต่อุปาทานคือ “ต้องได้”
จาก
“อยากให้เขาชอบเรา”
กลายเป็น “เขาต้องชอบเรา”
จาก
“อยากประสบความสำเร็จ”
กลายเป็น “ถ้าฉันไม่สำเร็จ ฉันไม่มีค่า”
จิตจึงเปลี่ยนจากความอยากไปเป็น ความสำคัญมั่นหมายและยึดถืออย่างจริงจัง
ตรงนี้ความรู้สึก “ของกู” เริ่มแข็งแรงขึ้นมาก
10. ภพ — Bhava / Becoming
ภาพคือ หญิงตั้งครรภ์ใกล้คลอด
สิ่งที่ยึดถือไว้กำลังพัฒนาไปเป็น ภาวะของการเป็น
พุทธทาสภิกขุอธิบายว่า เมื่อจิตเข้าไปมั่นหมายสิ่งใด ก็เริ่ม “เป็น” สิ่งนั้นขึ้นมาอย่างจริงจัง
จาก
“มีคนวิจารณ์งาน”
กลายเป็น
“ฉันเป็นคนที่กำลังถูกดูถูก”
ภพของ ผู้ถูกดูถูก ก่อตัวขึ้นแล้ว
เหมือนเด็กในครรภ์ที่เกือบพร้อมจะคลอด
11. ชาติ — Jāti / Birth
ภาพคือ หญิงกำลังคลอดบุตร
ตรงนี้ “ตัวกู” คลอดออกมาเต็มที่
พุทธทาสภิกขุอธิบายว่าเป็นจุดที่จิตเกิดความรู้สึกว่ามี “ตัวฉัน” “ตัวกู” และมีสิ่งต่าง ๆ เป็น “ของฉัน” “ของกู” อย่างสมบูรณ์
จาก
“มีคนพูดบางอย่างกับฉัน”
กลายเป็น
“กูถูกดูถูก!”
ชาติหรือ “การเกิด” ในความหมายนี้จึงสามารถเกิดได้หลายครั้งในวันเดียว แล้วแต่ว่ามีอะไรเข้ามากระทบ
12. ชรา–มรณะ — Jarāmaraṇa / Aging-and-Death
เมื่อ “ตัวฉัน” เกิดแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือภาระทั้งหมดของตัวฉันนั้น
ฉันเจ็บ
ฉันเสียหน้า
ฉันแพ้
ฉันกำลังสูญเสีย
ฉันกำลังแก่
ฉันกำลังจะเสียของของฉัน
ภาพใช้ คนแก่เดินทาง
เมื่อมีความรู้สึกว่ามีตัวตน ก็จะมี “ฉันผู้แก่ ฉันผู้เจ็บ ฉันผู้ตาย” และมีความเศร้า โศก คับแค้น หนักอกหนักใจตามมา สิ่งที่เริ่มจากสิ่งมากระทบเพียงครั้งเดียวจึงกลายเป็น ความทุกข์
ตัวอย่างของกระบวนการ
มีคนพูดว่า “งานนี้ยังไม่ดีนะ” ถ้าจิตขาดสติปัญญา กระบวนการอาจเดินแบบนี้
อวิชชา
ไม่เห็นว่ามันเป็นเพียงข้อมูลหนึ่ง
↓
สังขาร
ประสบการณ์เดิมและความกลัวถูกดูถูกเริ่มปรุง
↓
วิญญาณ
ได้ยินและรับรู้คำพูด
↓
นามรูป
เกิด “ฉันผู้กำลังถูกพูดถึง” ขึ้นในประสบการณ์
↓
สฬายตนะ
หูและใจเข้ามาทำหน้าที่
↓
ผัสสะ
คำพูดนั้นกลายเป็นประสบการณ์ที่รับรู้ได้
↓
เวทนา
“ไม่ชอบ”
↓
ตัณหา
“ไม่อยากให้เขาพูดแบบนี้”
↓
อุปาทาน
“เขาไม่มีสิทธิ์พูดกับฉันแบบนี้”
↓
ภพ
เกิดภาวะ
“ฉันผู้ถูกดูถูก”
↓
ชาติ
“กูถูกดูถูก!”
↓
ชรา–มรณะ และทุกข์
โกรธ
เสียใจ
อยากเอาคืน
คิดวน
นอนไม่หลับ
กระบวนการทั้งชุดอาจเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที เพราะจิตของเราทำงานไวมาก
หมายเหตุ แม้สูตรจะเขียนเรียงเป็นลำดับ 1 ถึง 12 แต่ในชีวิตจริง องค์ธรรมเหล่านี้ไม่ได้เดินทีละก้าวอย่างช้า ๆ มันเกิดขึ้นแทบจะพร้อมกันในเสี้ยววินาที เริ่มจากการได้ยินเสียงกระทบหู แล้วความเคยชินกับอวิชชาก็เข้าประกบปรุงแต่งทันทีจน “ตัวกู” โผล่ออกมาโดยไม่ทันรู้ตัว
รู้แล้วนำไปใช้ – เราจะตัดวงจรได้ตรงไหน?
ประโยชน์ของปฏิจจสมุปบาทไม่ได้อยู่แค่การรู้ว่า ความทุกข์เกิดอย่างไร แต่อยู่ตรงที่เราเริ่มเห็นว่า มันไม่จำเป็นต้องเดินจนสุดสายทุกครั้ง และนี่คือการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
1. ดักที่ผัสสะ: เปลี่ยน “อวิชชา” ให้เป็น “วิชชา” ด้วยสติและปัญญา
นี่คือการตัดวงจรที่ต้นตอที่สุด ทันทีที่มีเสียงมากระทบหู ถ้ามี สติ ระลึกทัน และมี ปัญญา รู้เท่าทันตามจริง ผัสสะนั้นจะไม่ถูกความไม่รู้ (อวิชชา) เข้าครอบงำ
เราจะฟังแบบ “สักแต่ว่าได้ยิน” รับรู้เนื้อหาของข้อมูลตามความเป็นจริง โดยไม่รีบปรุงแต่งต่อว่า “เขาว่าฉัน” “เขาเกลียดฉัน” หรือ “ฉันกำลังเสียหน้า” กระบวนการสร้างตัวกูก็ยังไม่จำเป็นต้องเดินต่อ
คำว่า “สักแต่ว่าได้ยิน” ไม่ได้หมายความว่าไม่เข้าใจคำพูด ทำตัวเฉยชาหรือมึนงง แต่หมายถึง จิตรู้ชัดในเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา
2. เวทนาเกิดได้ แต่อย่าให้ไหลต่อเป็นตัณหา
นี่อาจเป็นจุดที่นำมาใช้ได้ง่ายที่สุด
เราอาจรู้สึก “ไม่ชอบ” ได้ ไม่เป็นไร
เวทนาเกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้ามีสติรู้ว่า
นี่คือความไม่พอใจที่กำลังเกิด
โดยไม่เดินต่อไปเป็น
“ฉันต้องทำให้มันหายไป”
“ฉันต้องเอาชนะ”
“เขาต้องขอโทษ”
วงจรก็สามารถขาดตรงนี้ได้
เวทนาไม่จำเป็นต้องกลายเป็นตัณหา
พุทธศาสนาจึงไม่ใช่การฝึกให้เป็นคนไม่มีความรู้สึก แต่คือการฝึกให้ รู้สึกได้ โดยไม่ถูกความรู้สึกผลักให้เกิดความอยากและการยึดต่อ
3. แม้ตัณหาเกิดแล้ว ก็ยังไม่จำเป็นต้องเป็นอุปาทาน
บางครั้งเราไม่ทันตรงเวทนา
ความอยากเกิดเสียแล้ว
“อยากให้เขายอมรับเรา”
ก็ยังไม่สาย…เราสามารถเห็นว่า
“ตอนนี้มีความอยากให้เขายอมรับเกิดขึ้น”
โดยไม่เปลี่ยนเป็น
“ฉันต้องได้รับการยอมรับจากเขา”
สองประโยคนี้ดูต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ประโยคหลังมี “ตัวกู” เข้าไปยึดแล้ว…ตรงนี้เองที่ตัณหากำลังเปลี่ยนเป็นอุปาทาน
จากเรื่องที่ต้องเชื่อ สู่เรื่องที่ทดลองได้
คุณูปการที่สำคัญของพุทธทาสภิกขุ คือ การทำให้ปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็นหลักธรรมที่มีความลึกซึ้งเข้าใจยากและไม่ค่อยมีการสอนกันในวัดทั่วๆ ไปได้กลับมาเป็นธรรมะที่ใช้ได้จริงและตรวจสอบกับชีวิตได้
หากอธิบายเพียงว่า
อดีตชาติเป็นเหตุ
ชาตินี้เป็นผล
แล้วชาตินี้สร้างเหตุไปให้ชาติหน้า
เราย่อมตรวจสอบกระบวนการนั้นด้วยประสบการณ์ตรงได้ยาก
แต่เมื่อถามว่า
“ตัวกูกำลังเกิดขึ้นอย่างไรในขณะนี้?”
เราทดลองได้ทันที
ครั้งหนึ่ง มีคนตำหนิเรา
ลองปล่อยให้กระบวนการทำงานตามเคย แล้วสังเกตว่า
ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา → อุปาทาน → ตัวกู → ทุกข์
เกิดขึ้นหรือไม่
อีกครั้งหนึ่ง ลองมีสติทันตรงเวทนา
“ไม่ชอบ”
แต่ไม่ต่อว่า
“ฉันต้องเอาคืน”
แล้วดูว่า ความทุกข์เท่าเดิมหรือไม่
อีกครั้งหนึ่ง ลองฟังคำพูด
สักแต่ว่าได้ยิน
แล้วสังเกตว่า “ตัวฉันผู้ถูกกระทำ” ก่อตัวขึ้นหรือไม่
นี่ทำให้ปฏิจจสมุปบาทมีลักษณะเป็น “วิทยาศาสตร์” ในความหมายของการตรวจสอบด้วยประสบการณ์ มากขึ้น
ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้เครื่องวัดในห้องปฏิบัติการ
แต่เป็นการ
สังเกต
ตั้งข้อสังเกต
ทดลอง
เปลี่ยนเงื่อนไข
แล้วดูผลด้วยตัวเอง
ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับคุณสมบัติของพระธรรมที่เราสวดสรรเสริญกันว่า
สันทิฏฐิโก – เห็นได้ด้วยตนเอง
อกาลิโก – ไม่จำกัดกาล
เอหิปัสสิโก – เชิญให้มาดู
โอปนยิโก – ควรน้อมเข้ามาหาตัว
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ – ผู้รู้พึงรู้ได้เฉพาะตน
ไม่ต้องรอให้ใครบอกว่าได้ผลหรือไม่
ลองดูเองได้
มีผัสสะ แล้วรู้เฉย ๆ
เกิดเวทนา แล้วไม่ปรุงต่อเป็นตัณหา
มีตัณหาแล้วเห็นมัน ก่อนที่จะยึดเป็น “ของฉัน”
แล้วดูว่า ทุกข์เกิดเท่าเดิมหรือไม่
“การเกิด” ที่เกิดขึ้นวันละหลายครั้ง
เมื่อเข้าใจอย่างนี้ ปฏิจจสมุปบาทก็ยังเป็นเรื่องของ “การเกิด” จริง ๆ
เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการออกจากครรภ์เพียงอย่างเดียว
มันคือการเกิดของ
ฉันผู้โกรธ
ฉันผู้กลัว
ฉันผู้ถูกดูถูก
ฉันผู้ต้องชนะ
ฉันผู้สูญเสีย
ฉันผู้ต้องมีสิ่งนั้น
วันหนึ่งคนคนเดียวจึงอาจ “เกิด” ได้มากมาย
และเมื่อ ตัวกู เกิด
ของกู ก็เกิดตาม
เมื่อมีของกู
ก็มีสิ่งที่อาจเสียไปจากกู
และเมื่อมันเปลี่ยนไปหรือหายไป
ผู้ที่เข้าไปยึดมันว่าเป็นของตนก็ย่อมทุกข์
พุทธทาสภิกขุชี้ให้เห็นว่า ขณะที่ไม่มีความรู้สึกว่า “ตัวเรา–ของเรา” จิตก็ไม่ได้ถูกขังอยู่ในวงจรแห่งความทุกข์นั้น และในชีวิตหนึ่งวัน เราอาจสลับไปมาระหว่างช่วงที่ “ตัวกู” เกิดขึ้นกับช่วงที่จิตว่างจากตัวกูอยู่เสมอ
ครั้งต่อไปเมื่อโลกมากระทบตา หู หรือใจ ลองฝึกสติดูว่าเราจะเห็นได้เร็วแค่ไหนว่า
ตอนนี้ “ตัวกู” กำลังจะเกิดแล้ว
และเมื่อเห็นทัน เราอาจค้นพบด้วยตัวเองว่า
ทุกครั้งที่มีผัสสะ ไม่จำเป็นต้องมีทุกข์
ทุกครั้งที่มีเวทนา ไม่จำเป็นต้องมีตัณหา
และทุกครั้งที่มีตัณหา ก็ไม่จำเป็นต้องมี “ตัวกู” เกิดขึ้นมารับทุกข์เสมอไป
และนี่คือคุณูปการอย่างยิ่งของ อ.พุทธทาส ที่ทำให้หลักธรรมอายุสองพันกว่าปี กลับมาเป็นสิ่งที่เรายังสามารถ สันทิฏฐิโก (เห็นได้ด้วยตนเอง) ที่นี่ และเดี๋ยวนี้!



