กำเนิดสวนโมกข์: จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของท่านพุทธทาส (1)
สิบปีในสวนโมกข์ web ตอน 1

กำเนิดสวนโมกข์: จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของท่านพุทธทาส (1)

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ก่อนจะเป็นสวนโมกข์ — เริ่มเท่าที่มี เพื่อให้การปฏิบัติธรรมเกิดขึ้นจริง

ก่อนจะเป็นสวนโมกข์ที่เรารู้จัก เรื่องราวเริ่มจากจดหมายที่ท่านพุทธทาสกับนายธรรมทาส พานิช เขียนปรึกษากันว่า จะช่วยให้ผู้สนใจได้มีสถานที่ปฏิบัติธรรมกันอย่างไร ตอนนั้นท่านยังศึกษาอยู่ในกรุงเทพฯ และทั้งสองก็มีกำลังไม่มากนัก แต่เมื่อตกลงใจแล้ว ท่านก็เดินทางกลับไชยา หาสถานที่ และมีมิตรสหายสี่ถึงห้าคนช่วยกันจัดเตรียมที่พัก จนได้เข้าอยู่ในเดือนพฤษภาคมของปีเดียวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ ตลอดสองปีแรก ท่านอยู่ที่นี่เพียงลำพังทั้งในและนอกพรรษา กว่าจะมีภิกษุสามเณรจากที่อื่นมาเยี่ยมบ้าง ก็เข้าสู่ปีที่สามแล้ว

เสน่ห์ของเรื่องเล่าตอนนี้อยู่ที่ความคิดเรียบง่ายเบื้องหลังการเริ่มต้น เมื่อมีกำลังน้อย ก็เริ่มทำเท่าที่ทำได้ เผื่อใครเห็นแล้วอยากนำไปทำต่อให้กว้างขวางขึ้น หรือเพียงหันมาสนใจการปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง ท่านก็เห็นว่าคุ้มค่าแล้ว อ่านแล้วเราจึงได้เห็นทั้งบรรยากาศช่วงแรกที่สวนโมกข์ยังแทบไม่มีใครรู้จัก และวิธีคิดของผู้เริ่มต้นที่ไม่ได้รอให้ทุกอย่างพร้อม ความตั้งใจในวันนั้นคือการมีที่ให้ตนเองและเพื่อนผู้สนใจได้ลงมือปฏิบัติจริง ส่วนจะเกิดประโยชน์ต่อไปได้ไกลเพียงใด ก็เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ช่วยกันทำขึ้นตรงนี้


“จากบันทึก ‘สิบปีในสวนโมกข์’ โดย พุทธทาสภิกขุ”

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ระหว่างที่ฉันยังศึกษาอยู่ในกรุงเทพ ฯ ได้มีการติดต่อกับ นายธรรมทาส พานิช โดยทางจดหมายอยู่เสมอ ในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการส่งเสริมปฏิบัติธรรม ตามความสามารถ. ในที่สุดในตอนจะสิ้นปีนั้นเอง เราได้ตกลงกันถึงเรื่องจะจัดสร้างสถานที่ส่งเสริมปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะขึ้นสักแห่งหนึ่ง เพื่อความสะดวกแก่ภิกษุสามเณรผู้ใคร่ในทางนี้ ซึ่งรวมทั้งตัวเองด้วย โดยหวังไปถึงว่า ข้อนั้นจะเป็นการช่วยกันส่งเสริมความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ในยุคซึ่งเราสมมติกันว่าเป็นกึ่งพุทธกาลส่วนหนึ่งด้วย.

เมื่อไม่มีที่ใดที่เหมาะสำหรับพวกเราจะจัดทำยิ่งไปกว่าที่ไชยา เราก็ตกลงกันว่า จำเป็นที่เราจะต้องจัดสร้างที่นี่ ทั้งที่ที่ไชยาไม่มีถ้ำ ไม่มีภูเขาที่งดงามตามธรรมชาติเลย. และเพราะเรามีกำลังน้อย เราจะทำน้อย ๆ เผื่อผู้มีกำลังมาก เห็นตัวอย่างแล้วเกิดพอใจขึ้นมา ก็จะจัดทำกันให้แพร่หลายได้สืบไป หรืออย่างน้อยที่สุดการทำของเราอาจเป็นเครื่องสะดุดตาสะกิดใจ ให้เพื่อนพุทธบริษัทเกิดสนใจในการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม หรือรักการปฏิบัติด้วยตนเองขึ้นมาบ้าง ไม่มากก็น้อย. เราทำตนเป็นเพียงผู้ปลุกเร้าความสนใจ ก็นับว่าได้บุญกุศลเหลือหลายแล้ว. เมื่อตกลงกันดังนี้ ฉันก็ออกเดินทางจากกรุงเทพ ฯ ในตอนสิ้นปี ๒๔๗๔ นั่นเอง.

ฉันพักอยู่ใน วัดใหม่ พุมเรียง อันเป็นวัดที่เคยอยู่มาแต่แรก ราวเดือนเศษก็หาสถานที่ได้ ชนิดที่ในถิ่นนั้น จะหาได้ดีไปกว่านั้นไม่ได้แล้ว พวกเรากันเองที่เป็นมิตรสหาย ๔-๕ คน ช่วยกันไปจัดทำที่พัก กว่าฉันจะได้ย้ายไปอยู่ที่นั่น ก็ตกเดือนพฤษภาคม ซึ่งฉันจำได้แต่เพียงว่า ดูเหมือนจะเป็นวันที่ ๑๒. ต่อมาในเดือนมิถุนายน ประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงการปกครอง. เพราะฉะนั้นปฏิทินของสวนโมกข์จึงเป็นสิ่งที่จะจดจำได้ง่ายที่สุด โดยแฝงไว้ในประโยคสั้น ๆ ว่า “ปีเดียวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง.” ข้อนี้, พวกเราถือว่ามันเป็นนิมิตแห่งการเปลี่ยนยุคใหม่ เพื่อการแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นเท่าที่เราจะพึงทำได้.

ท่านผู้อ่านคงจะประหลาดใจบ้างก็ได้ ในเมื่อจะได้ทราบว่า การกล่าวถึงเรื่องสวนโมกข์ในระยะ ๒ ปีแรกนั้น ก็มีแต่เรื่องเกี่ยวกับฉันเป็นส่วนมาก เพราะตลอดเวลา ๒ ปีแรกนั้น ไม่มีใครอาศัยอยู่ในสวนโมกข์เลย มีแต่ฉันอยู่คนเดียว. ยังไม่มีใครในต่างจังหวัดได้ยินชื่อสวนโมกข์ เพราะเราเพิ่งจัดออกหนังสือพุทธสาสนารายตรีมาศในปีที่สองของการตั้งสวนโมกข์ กว่าจะมีภิกษุสามเณรจากที่อื่นไปเยี่ยมสวนโมกข์บ้าง ก็ตกเข้าในปีที่สาม. ฉันจึงอยู่คนเดียวตลอดเวลา ๒ ปี ทั้งในและนอกพรรษา.


ที่มา: พุทธทาสภิกขุ, สิบปีในสวนโมกขพลาราม, หน้า ๑–๓.

Share