แก่นพุทธศาสน์ ของพุทธทาสภิกขุ สรุป 4 บทว่าด้วยการคลายความยึดมั่น
แก่นพุทธศาสตร์

แก่นพุทธศาสน์ ของพุทธทาสภิกขุ สรุป 4 บทว่าด้วยการคลายความยึดมั่น

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

พุทธทาสภิกขุสรุปหัวใจของพระพุทธศาสนาไว้ในประโยคเดียวว่า “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” (หน้า 1) หลายคนอาจคุ้นกับประโยคนี้ แต่พอนึกถึงของที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง งานที่เรารับผิดชอบ หรือคนที่เรารัก ก็อดถามต่อไม่ได้ว่า แล้วเราจะดูแลสิ่งเหล่านี้อย่างไรโดยไม่ยึดถือ หนังสือ แก่นพุทธศาสน์ ฉบับสมบูรณ์ ชวนให้เราสังเกตช่วงเวลาธรรมดาช่วงหนึ่ง คือเมื่อเราดูแลสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว แต่ใจยังวางมันไม่ลง

ทองอยู่ในห้อง ใจแบกไปถึงอีกซีกโลก

ท่านชวนให้นึกถึงห้องที่มีเพชรพลอยเงินทองอยู่เต็ม เราเก็บทองไว้ได้โดยไม่รู้สึกหนักใจอะไร จนกระทั่งเกิดความรู้สึกว่าทองนี้เป็น ของเรา คราวนี้ต่อให้เดินทางข้ามมหาสมุทรไปอยู่อีกซีกโลก ใจก็ยังเป็นห่วงทองที่อยู่ทางนี้ได้ (หน้า 122–123)

ทองอยู่ที่เดิม แต่คำว่า ของเรา ทำให้มันตามเราไปได้ไกลถึงเพียงนั้น ลองนึกถึงคืนที่เราลุกไปตรวจว่าล็อกประตูดีแล้ว พอกลับถึงเตียงก็ยังนอนเป็นห่วง ตอนที่มือจับลูกบิด เรารู้ว่ามีอะไรให้ทำ ครั้นกลับมานอนลืมตาอยู่ในความมืด ลองถามตัวเองอีกทีว่าเวลานี้ใจยังถืออะไรอยู่ รายละเอียดที่น่าอ่านต่อคือ ท่านยังพูดถึงการจัดหา เก็บรักษา และใช้สอยสิ่งของตามที่ควรทำ (หน้า 123–124) การคลายความยึดมั่นจึงเริ่มฝึกได้ในชีวิตที่เรายังมีข้าวของให้ดูแลและมีงานให้รับผิดชอบนี่เอง

เวลาอ่าน แก่นพุทธศาสน์ บางช่วงเหมือนได้นั่งฟังท่านค่อย ๆ คลี่ข้อสงสัย ในคำนำ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเล่าว่า คณะแพทย์และนักศึกษาแพทย์ที่ศิริราชนิมนต์พุทธทาสภิกขุมาแสดงปาฐกถา ต่อมามีการถอดเสียงปาฐกถาทั้งสามครั้งเป็นตัวหนังสือ แล้วอ่านให้ท่านฟังเพื่อตรวจแก้ก่อนจัดพิมพ์ หนังสือ แก่นพุทธศาสน์ ได้รับรางวัลชนะเลิศหนังสือดีประจำปี พ.ศ. 2508 จากองค์การยูเนสโก

ช่วงที่ท่านอธิบายเรื่อง ความว่าง น่าอ่านช้า ๆ สักหน่อย เพราะท่านพูดทั้งถึงสิ่งทั้งหลายที่ว่างจากตัวตน และถึงใจคนเรายามที่ว่างจากความยึดมั่น สำหรับคนเพิ่งเริ่มอ่าน ความหมายอย่างหลังพอสังเกตได้ในเวลาทำงาน บางขณะเรากำลังใช้ทั้งฝีมือและความคิด ใจอยู่กับสิ่งที่ทำได้เต็มที่ จนไม่มีเรื่องว่า ตัวฉันเป็นอย่างไร เข้ามากวน ภาพหนึ่งที่ท่านใช้เล่าเรื่องนี้อยู่ในบทท้ายของเล่ม

คนแจวเรือร้องเพลงได้อย่างไร

ในหน้า 173 พุทธทาสภิกขุเล่าถึงคนแจวเรือจ้างที่พาคนขึ้นล่อง กลางแดดก็แจว กลางฝนก็แจว บางวันเขาแจวไปพลางร้องเพลงไปพลาง ครั้นนึกขึ้นมาว่าชีวิตเราช่างอาภัพ ครอบครัวลำบาก ทำงานเหนื่อยเพียงนี้ก็ไม่มีใครเห็นใจ เขาก็ร้องเพลงไม่ออกเสียแล้ว

เรื่องนี้น่าอ่านตรงที่ท่านให้เราเห็นคนคนเดียวกันในเรือลำเดิม ถ้าบอกเพียงว่าคนแจวเรือเป็นทุกข์เพราะงานหนัก เราคงพยักหน้าแล้วผ่านไป แต่พอได้ยินเขาร้องเพลงมาก่อน เราก็เริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นในใจตอนที่เสียงเพลงเงียบลง แดดร้อนจริง แขนก็เมื่อยจริง ส่วนความน้อยใจเกิดขึ้นอีกจังหวะหนึ่ง เมื่อเขาเริ่มเล่าให้ตัวเองฟังว่าชีวิต ของเรา น่าสงสารเพียงใด

ชวนเปิดอ่านทีละบท

  • ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา (หน้า 1) — เมื่อคำสอนมีมากจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ท่านชวนให้จับหลักที่ความทุกข์และการดับทุกข์ บทนี้อธิบายว่าเหตุใดท่านจึงให้ความสำคัญกับการคลายความยึดมั่น และฝากคำถามที่นำไปใช้เวลาได้ยินคำสอนอื่น ๆ ว่า เรื่องนี้ช่วยให้เราเห็นทุกข์และเหตุของมันตรงไหน
  • ความว่าง (หน้า 49) — ถ้าได้ยินคำว่า จิตว่าง แล้วนึกถึงการนั่งนิ่งจนไม่มีความคิด บทนี้ชวนให้พิจารณาคำว่า ว่าง ให้ละเอียดขึ้น ทั้งในความหมายที่ว่าสิ่งทั้งหลายว่างจากตัวตน และในประสบการณ์ที่ใจว่างจากความยึดว่าเป็นตัวเราหรือของเรา
  • วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง (หน้า 107) — ท่านชวนให้ฝึกในสามโอกาส คือในยามปกติ เมื่อมีสิ่งมากระทบ และในวาระสุดท้ายของชีวิต จุดที่ใกล้ตัวคือการสังเกตใจเมื่อพอใจหรือขัดใจ เราอาจทันเห็นจังหวะที่ความรู้สึกนั้นกำลังกลายเป็นเรื่องว่า ฉันต้องได้ หรือ ฉันยอมไม่ได้
  • ยอดปรารถนาของมนุษย์ (หน้า 143) — ชีวิตที่น่าปรารถนาเป็นอย่างไร หากเรายังต้องทำงานและรับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ ทุกวัน ท่านพิจารณาความปรารถนาที่จะมีชีวิตโดยไม่เป็นทุกข์ ผ่านทั้งการเรียน การทำงาน และการหาเลี้ยงชีพ เรื่องคนแจวเรือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชวนให้เห็นว่า แม้ในงานที่เหนื่อย ใจก็ยังมีช่วงที่เบาและเป็นสุขได้

ถ้าอยากลองอ่านพุทธทาสภิกขุแต่มีเวลาเพียงไม่กี่นาที ลองเปิดไปอ่านเรื่องคนแจวเรือที่หน้า 173 ก่อนก็ได้ แล้วค่อยย้อนมาอ่านประโยคเปิดเล่มอีกครั้ง คราวนี้เราอาจนึกถึงเรื่องของเราเองขึ้นมาได้สักเรื่องว่า ในวันที่ยังต้องแจวเรือต่อ มีอะไรบ้างที่ใจพอจะวางลงได้ระหว่างทาง

Share