ธรรมะกับการเมือง? 4 ข้อคิดสุดท้าทายจากพุทธทาสภิกขุ ที่จะเปลี่ยนมุมมองคุณ
อ.จ พุทธทาส (343)

ธรรมะกับการเมือง? 4 ข้อคิดสุดท้าทายจากพุทธทาสภิกขุ ที่จะเปลี่ยนมุมมองคุณ

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์
    ในความรับรู้ของคนส่วนใหญ่ “ธรรมะ” หรือ “ศาสนา” มักถูกมองว่าเป็นของสูงที่ควรแยกออกจาก “การเมือง” ซึ่งเป็นเรื่องทางโลกที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์และความขัดแย้ง เรามักได้ยินเสมอว่าไม่ควรนำสองสิ่งนี้มาปะปนกัน เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอาจนำไปสู่ความแตกแยกได้ง่าย
    แต่ทว่าพุทธทาสภิกขุหนึ่งในนักคิดคนสำคัญแห่งยุคสมัย กลับมองในมุมที่สวนทางอย่างสิ้นเชิง ท่านชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ธรรมะกับการเมืองไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกัน แต่ยังเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ และเมื่อเข้าใจถึงแก่นแท้แล้ว ทั้งสองสิ่งคือเรื่องเดียวกัน
    นี่คือ 4 แนวคิดที่ท้าทายความเชื่อดั้งเดิมจากหนังสือ “ธรรมะกับการเมือง” ที่จะทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนความหมายของการเมืองในมุมมองใหม่อย่างถึงราก

ประเด็นที่ 1: การเมืองที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องสกปรก แต่คือหน้าที่สร้างสันติสุข

    ท่านพุทธทาสเริ่มต้นด้วยการสั่นคลอนรากฐานความเข้าใจเดิมๆ ของเราเกี่ยวกับ “การเมือง” โดยยอมรับว่าภาพจำเชิงลบที่ผู้คนมีต่อการเมืองนั้นเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ได้พบเห็นระบบอันบกพร่อง แต่ท่านชี้ว่านั่นไม่ใช่ความหมายที่แท้จริง ท่านจึงได้ทวงคืนความหมายดั้งเดิมอันบริสุทธิ์ของคำว่า politics หรือ การเมือง กลับมาสู่จุดที่ควรจะเป็น นั่นคือ “การทำให้คนอยู่มาก ๆ นั้นอยู่กันด้วยสันติสุข” ปราศจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน นี่จึงไม่ใช่เรื่องของอำนาจหรือผลประโยชน์ แต่เป็นหน้าที่อันสูงส่งและบริสุทธิ์
   ส่วนการเมืองที่ผู้คนทั่วไปมองว่าเป็นเรื่องสกปรก เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี โกงกิน และทำเพื่อพวกพ้องนั้น ท่านพุทธทาสเรียกว่า “การเมืองที่ไม่มีธรรมะ” มันคือการเมืองที่ถูกครอบงำด้วยกิเลสและมุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวการเมือง แต่อยู่ที่การขาดธรรมะของผู้ที่ทำการเมืองต่างหาก 
   หากการเมืองคือหน้าที่อันสูงส่งเพื่อสร้างสันติสุขแล้ว สังคมที่จัดวางอยู่บนหลักการนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? ท่านพุทธทาสให้คำตอบด้วยคำที่อาจทำให้หลายคนประหลาดใจ นั่นคือ “สังคมนิยม”

ประเด็นที่ 2: สังคมในอุดมคติคือ “สังคมนิยม” ที่มีความเป็นธรรมะ

   เมื่อได้ยินคำว่า “สังคมนิยม” หลายคนอาจนึกถึงลัทธิการเมืองที่เฉพาะเจาะจง แต่ท่านพุทธทาสได้นิยามคำนี้ขึ้นมาใหม่ในบริบทของธรรมะอย่างสิ้นเชิง “สังคมนิยม” ในทัศนะของท่านไม่ได้หมายถึงระบบการปกครอง แต่คือสภาวะที่ทุกคนในสังคมช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม โดยมีรากฐานทางปรัชญาที่ลึกซึ้งว่า มนุษย์ทุกคนล้วนเป็น “ลูกของพระเจ้า” ซึ่งหมายถึงลูกของกฎธรรมชาติเดียวกัน การมีจุดกำเนิดร่วมกันนี้เองที่ทำให้ทุกคนเสมอภาคและเชื่อมโยงกันโดยเนื้อแท้ จึงเป็นเหตุผลให้การเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติ
   สังคมนิยมแบบพุทธทาส คือระบบที่ทุกคนมองเห็นประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นสำคัญ ไม่ใช่เพื่อตัวกู-ของกู เป็นการเมืองที่ทำให้คนทั้งโลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขโดยปราศจากปัญหา โดยไม่มีการใช้อำนาจหรืออาวุธมาบีบบังคับเบียดเบียนกัน แนวคิดนี้จึงท้าทายความเข้าใจเดิมๆ ของเราอย่างยิ่ง โดยชี้ให้เห็นว่าแก่นแท้ของสังคมในอุดมคตินั้น คือการอยู่ร่วมกันอย่างมีเมตตากรุณาอันเกิดจากความเข้าใจในความจริงของธรรมชาตินั่นเอง
   สังคมในอุดมคติที่ตั้งอยู่บนความเกื้อกูลนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกและผู้นำต่างยึดมั่นในหลักการที่สูงส่งกว่าความปรารถนาส่วนตน ซึ่งท่านพุทธทาสได้ระบุถึงอำนาจสูงสุดนั้นไว้ในนามของ ‘พระเจ้า’

ประเด็นที่ 3: “พระเจ้า” ของนักการเมือง คือกฎแห่งธรรมชาติ

   ณ จุดนี้เอง ที่เราต้องดำดิ่งลงสู่แก่นแกนทางปรัชญาที่ท้าทายที่สุดของท่าน ท่านพุทธทาสอธิบายว่า “พระเจ้า” ในความหมายสูงสุดสำหรับนักการเมืองนั้น ไม่ใช่เทพเจ้าหรือตัวตนที่มีอำนาจดลบันดาล แต่หมายถึงสิ่งที่เป็นสัจธรรมสูงสุด นั่นคือ “กฎของธรรมชาติ” หรือที่ในทางพุทธเรียกว่า “อิทัปปัจจยตา” นี่คือกฎแห่งเหตุปัจจยตา หลักการที่ว่า ‘เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนั้นย่อมมี เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนั้นย่อมดับ’ ซึ่งหมายความว่าไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทุกสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงกันผ่านโครงข่ายแห่งเหตุและผล
   จากมุมมองนี้ นักการเมืองที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือผู้ที่เข้าใจกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินี้อย่างถ่องแท้ และดำเนินนโยบายหรือทำหน้าที่ของตนให้สอดคล้องกับกฎนั้น พวกเขาไม่ได้ทำตามอำเภอใจ แต่ทำหน้าที่เป็นเสมือน “ผู้รับใช้พระเจ้า” เพื่อให้โลกดำเนินไปอย่างถูกต้องและสงบสุข กฎธรรมชาตินี้คือพลังอำนาจสูงสุดที่ทำหน้าที่ ‘สร้าง’ สรรพสิ่งและเงื่อนไขทั้งปวงขึ้นมา ‘ควบคุม’ ให้มันดำรงอยู่ และท้ายที่สุดก็นำไปสู่การ ‘ทำลาย’ หรือสลายไปตามเหตุปัจจัย
   พระเจ้าคือกฎของธรรมชาติ ผู้สร้าง ผู้ควบคุม และผู้ทำลาย

ประเด็นที่ 4: บทสรุปสูงสุด “การเมืองคือธรรมะ”

   หลังจากที่ได้นิยามการเมืองใหม่ในฐานะหน้าที่ (ประเด็นที่ 1) วาดภาพสังคมอุดมคติที่ตั้งอยู่บนหลักการนั้น (ประเด็นที่ 2) และชี้ถึงกฎสูงสุดที่ควบคุมทุกสิ่ง (ประเด็นที่ 3) ท่านพุทธทาสจึงนำเส้นด้ายทั้งหมดมาถักทอเป็นข้อสรุปที่ทรงพลังที่สุดว่า “การเมืองคือธรรมะ”
   เพื่อจะเข้าใจสิ่งนี้อย่างถ่องแท้ ท่านพุทธทาสได้แจกแจง ‘ธรรมะ’ ออกเป็น 4 ชั้นความหมาย: เริ่มจาก 
ตัวสภาวธรรม (ธรรมชาติ) ตามมาด้วย 
กฎของธรรมชาติ ที่ควบคุมสภาวะนั้นอย่างไม่เปลี่ยนแปลง จากนั้นคือ 
หน้าที่ ที่เราต้องประพฤติตามกฎนั้น และสุดท้ายคือ 
ผล อันสงบสุขที่เกิดจากการทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์
   ท่านพุทธทาสได้วาง ‘การเมือง’ ไว้อย่างแม่นยำในชั้นความหมายที่สามอันเป็นหัวใจของการปฏิบัติ: การเมืองคือ ‘หน้าที่’ ในการจัดระเบียบสังคมให้สอดคล้องกับกฎธรรมชาติ เพื่อบรรลุถึงผลในชั้นที่สี่ นั่นคือสันติสุขนั่นเอง ดังนั้น การพยายามแยกธรรมะออกจากการเมืองจึงเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด และเป็นต้นตอของปัญหาทั้งปวงที่เราเผชิญอยู่ในโลกปัจจุบัน เพราะมันคือการพยายามแยก “หน้าที่” ออกจาก “กฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง” นั่นเอง

บทสรุปส่งท้าย: แล้วเราจะสร้างการเมืองที่มีธรรมะได้อย่างไร?

   ข้อคิดจากท่านพุทธทาสทลายกำแพงระหว่างโลกทางธรรมและโลกทางการเมืองลงอย่างสิ้นเชิง และมอบมุมมองให้เราเห็นว่า การเมืองที่บริสุทธิ์ไม่ใช่เรื่องของอำนาจ แต่เป็นเรื่องของ “หน้าที่” อันศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการนำพาสังคมไปสู่ความสงบสุข การเมืองจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ทุกคนที่ต้องอยู่ร่วมกัน
   คำถามสุดท้ายที่ท่านพุทธทาสทิ้งไว้ให้เราขบคิดจึงไม่ใช่คำถามสำหรับนักการเมืองในสภาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคำถามสำหรับเราทุกคน: “จะเกิดอะไรขึ้น หากเราทุกคนเริ่มมองบทบาทของตัวเองในสังคม ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ในฐานะ ‘นักการเมือง’ ที่มีหน้าที่ต้องประพฤติตนตามธรรมะ เพื่อสร้างประโยชน์สุขให้แก่ส่วนรวม?” คำตอบของคำถามนั้นไม่ใช่เพียงทฤษฎีทางการเมือง แต่คือจุดเริ่มต้นของโลกที่หน้าที่สอดคล้องกับธรรมชาติ และสันติสุขไม่ได้เป็นเพียงความฝันอันห่างไกล แต่คือความเป็นจริงที่สามารถสร้างขึ้นได้

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Share