จาก “รมณีย์” สู่ “ความเข้าใจที่ถูกต้อง” สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ให้ข้อชี้แนะสวนโมกข์กรุงเทพ ในวาระ 120 ปีพุทธทาส และ 15 ปีสวนโมกข์กรุงเทพ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. คณะพระภิกษุ กรรมการ ภาคี และเจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์กรุงเทพ เข้ากราบสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) เพื่อกราบเรียนรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมาและทิศทางการทำงานในระยะต่อไป เนื่องในวาระ 120 ปีชาตกาลพุทธทาสภิกขุ และ 15 ปีสวนโมกข์กรุงเทพ พร้อมขอรับข้อชี้แนะในการสืบสานงานธรรมให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน
งานที่คณะได้กราบเรียนถวายรายงานมีทั้งการพัฒนางานจดหมายเหตุให้เชื่อมต่อกับระบบ AI โดยให้ความสำคัญกับความถูกต้องและแม่นยำ การสนับสนุนงานของพระภิกษุเพื่อการเรียนรู้สู่ธรรมวาที รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านภาษาบาลี–สันสกฤต ตลอดจนการขยายแนวคิดเรื่อง องค์กร ‘รมณีย์’ ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เคยฝากไว้ในการเข้ากราบเมื่อวาระครบ 12 ปีสวนโมกข์กรุงเทพ
ในการเข้ากราบครั้งนี้ คณะทำงานยังได้ขอความเมตตาจากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์บันทึกวิดีโอคติธรรมและข้อชี้แนะ เพื่อนำไปใช้ประกอบงาน “วันเยี่ยมสวนโมกข์กรุงเทพ” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 24 กันยายน 2569
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้อนุโมทนาการทำงานของหอจดหมายเหตุพุทธทาสที่เติบโตและขยายประโยชน์ออกไปตลอดระยะเวลา 15 ปี พร้อมกล่าวถึงวาระ 120 ปีชาตกาลพุทธทาสภิกขุว่า เป็นโอกาสสำคัญในการสานต่องานเผยแผ่ธรรมที่มุ่งให้เกิด “ปัญญา” แก่ผู้คน
ท่านได้ย้อนให้เห็นพัฒนาการของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงห่วงใยว่าการเรียนรู้ธรรมะของประชาชนในหัวเมืองขณะนั้นยังเน้นเรื่องเล่าและนิทานมากกว่าหลักธรรม จนนำไปสู่การจัดทำ “นวโกวาท” เพื่อเป็นหนังสือธรรมะพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้น
ต่อมา พุทธทาสภิกขุได้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับการอธิบายธรรมให้เน้นการวิเคราะห์และการเข้าถึงเนื้อแท้ของหลักธรรม หรือที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เรียกว่า ธรรมะใน “ระดับปัญญา” โดยเฉพาะการนำหลักสำคัญอย่างอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท สุญญตา และตถตา มาอธิบายให้คนในสังคมร่วมสมัยได้ศึกษาและทำความเข้าใจกันอย่างจริงจัง
จากจุดนี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์จึงฝากโจทย์สำคัญอีกประการหนึ่งแก่คณะทำงาน คือการช่วยกันสร้าง “ความเข้าใจที่ถูกต้อง” เกี่ยวกับคำและเรื่องพื้นฐานในพระพุทธศาสนา
ท่านชี้ว่า คำทางพระพุทธศาสนาหลายคำเมื่อถูกนำมาใช้ในภาษาไทยเป็นเวลานาน ความหมายอาจเปลี่ยนหรือคลาดเคลื่อนไปจากเดิม จนทำให้คนไทยแม้คุ้นเคยกับศัพท์ธรรมะ แต่กลับเข้าใจความหมายไม่ตรงกับที่ใช้ในพระพุทธศาสนา ตัวอย่างเช่น อารมณ์ วาสนา สมมติ เวทนา ทรมาน สังเวช อธิษฐาน นิทาน ตัณหา มานะ ทิฏฐิ สันโดษ ปรารถนา และ ฉันทะ
เพียงคำว่า “นิทาน” ก็ทำให้เห็นปัญหานี้ได้ชัด ในความเข้าใจทั่วไป นิทานมักหมายถึงเรื่องเล่าหรือเรื่องแต่ง แต่คำว่า นิทาน (nidāna) ในภาษาพระไตรปิฎกยังหมายถึง เหตุ ที่มา หรือต้นเหตุปัจจัย และสัมพันธ์อย่างสำคัญกับหลักปฏิจจสมุปบาท ซึ่งว่าด้วยการเกิดขึ้นของสิ่งต่าง ๆ ตามเหตุปัจจัย
เมื่อความหมายของคำตั้งต้นคลาดเคลื่อน ความเข้าใจหลักธรรมที่ต่อเนื่องจากคำนั้นก็อาจคลาดเคลื่อนตามไปด้วย ในทางกลับกัน การกลับมาทำความเข้าใจคำพื้นฐานให้ถูกต้อง ย่อมเป็นประตูสู่ความเข้าใจพระพุทธศาสนาที่ลึกและตรงยิ่งขึ้น
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “สันโดษ” ซึ่งมักถูกเข้าใจว่าเป็นการพอใจอยู่กับที่หรือไม่ต้องดิ้นรนทำอะไร แต่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์อธิบายว่า ในทางพระพุทธศาสนา สันโดษเป็นความพอใจในปัจจัยที่ได้มาโดยชอบ ขณะที่ในเรื่องของกุศลธรรมกลับต้อง “ไม่สันโดษ” คือไม่หยุดพัฒนาความดี และไม่ท้อถอยในการเพียรพยายาม
เช่นเดียวกับคำว่า “ฉันทะ” ซึ่งแตกต่างจาก “ตัณหา” ฉันทะคือความอยากทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดดีขึ้น เป็นความชื่นชมและปรารถนาภาวะที่ดีงาม และเป็นจุดเริ่มต้นของความเพียรและการทำงาน ขณะที่ตัณหามีความอยากได้ อยากเป็น หรือผลประโยชน์ของตัวตนเป็นศูนย์กลาง พร้อมกันนี้ ท่านยังได้จำแนกกิเลสชุดปฏิบัติการ คือ ตัณหา (อยากได้ผลประโยชน์) มานะ (อยากเป็นใหญ่ใฝ่อำนาจ) และทิฏฐิ (ยึดมั่นในความเห็น/อุดมการณ์) หรือ ‘ปปัญจธรรม 3’ ว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของความขัดแย้งและสงครามในโลก ขณะที่กุศลธรรมที่แท้จริงต้องเริ่มต้นขับเคลื่อนด้วย ‘ฉันทะ’ ดังพุทธพจน์ที่ว่า ธรรมทั้งปวงมีฉันทะเป็นมูล
ประเด็นเรื่องความเข้าใจที่ถูกต้องนี้เชื่อมโยงกลับมาถึงข้อฝากเดิมของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เรื่อง “รมณีย์” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงสถานที่ที่สวยงามน่าอยู่ แต่หมายถึงสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาชีวิตและจิตใจ ดยครั้งนี้ท่านย้ำว่า หัวใจสำคัญที่สุดอยู่ที่การสร้าง “มนุษยรมณีย์” หรือมนุษย์ที่ร่วมกันสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมและสังคมที่ดีงาม ดั่งเช่นคติในนามพระราชทานของ ‘กรุงเทพมหานคร’ ที่มีคำว่า ‘บุรีรมย์’ และเรื่องราวของมฆมานพที่ร่วมมือกับกัลยาณมิตรสรรค์สร้างบ้านเมืองให้รื่นรมย์และเกื้อกูล
ท่านยังเชื่อม “รมณีย์” เข้ากับสภาพจิตที่มี “ปราโมทย์” คือความปลอดโปร่ง เบาสบาย ผ่องใส และพร้อมสำหรับการทำงาน พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทของ “ฉันทะ” ในฐานะแรงเริ่มต้นที่ทำให้อยากทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น นำไปสู่วิริยะ ความเพียร สติ และปัญญา และท้ายที่สุดคือการดำเนินชีวิตด้วย “ความไม่ประมาท” ซึ่งเปรียบเสมือนรอยเท้าช้างที่ครอบคลุมรอยเท้าสัตว์ทั้งหมด เพราะหากขาดความไม่ประมาท ธรรมะทั้งหลายก็เป็นเพียงชื่อที่หลับอยู่ในตู้ แต่เมื่อมีความไม่ประมาท ธรรมะทุกข้อจึงจะถูกนำออกมาใช้งานในชีวิตจริงได้
จาก “รมณีย์” สู่ “ความเข้าใจที่ถูกต้อง” จึงเป็นข้อฝากสำคัญสำหรับก้าวต่อไปของสวนโมกข์กรุงเทพ ไม่เพียงทำให้ธรรมะเข้าถึงผู้คน แต่รวมถึงการช่วยให้ผู้คนเข้าใจธรรมะอย่างถูกต้อง สร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาชีวิต และพัฒนามนุษย์ที่พร้อมร่วมกันสร้างสังคมให้น่าอยู่และงอกงามยิ่งขึ้น
ในช่วงท้าย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้ให้พรแก่คณะทำงาน ให้เจริญงอกงามด้วยปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข และสมาธิ พร้อมอวยพรให้มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกเมื่อ
คณะทำงานสวนโมกข์กรุงเทพขอกราบสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ที่เมตตาอนุโมทนา ให้ข้อคิด คติธรรม และข้อชี้แนะในการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นแนวทางสำคัญในการสานต่องานของสวนโมกข์กรุงเทพ เพื่อให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสังคมร่วมสมัย ไม่เพียงเข้าถึงผู้คนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น แต่ยังนำไปสู่ความเข้าใจธรรมะที่ถูกต้อง ลึกซึ้ง และสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาชีวิตและสังคมได้อย่างแท้จริง















