"การเมืองใหม่ที่แท้จริง" ยังไม่เคยมาถึง...เหล้าเก่าในขวดใหม่ ของ "ตัวกู-ของกู"
หลายคนเชื่อว่าเรากำลังอยู่ในยุคสมัยแห่งความตื่นรู้ ยุคที่ผู้คนลุกขึ้นมาท้าทายโครงสร้างอำนาจเก่า ทลายกรอบจารีต และเรียกร้องความเท่าเทียมผ่านอัตลักษณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพศ เชื้อชาติ หรืออุดมการณ์ เราเรียกสิ่งนี้ว่า “การเมืองใหม่” (New Politics) หรือในโลกตะวันตกเรียกว่า Identity Politics
แต่หากเราลองถอยออกมามองให้ทะลุเปลือกนอกของปรากฏการณ์ เราอาจพบความจริงที่น่าตกใจว่า… “การเมืองใหม่ที่ว่านั้น ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง” สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเพียง “เหล้าเก่าในขวดใหม่” เป็นการเล่นละครโรงเดิมที่เปลี่ยนฉากและเครื่องแต่งกาย แต่ตัวเอกที่กำกับบทบาทอยู่เบื้องหลังยังคงเป็นเจ้าเดิม นั่นคือ “ตัวกู-ของกู”
ฉายภาพการเมืองตะวันตก: การซ้อนทับและการย้อนกลับ
เพื่อให้เข้าใจบริบทนี้ชัดเจนขึ้น เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปดูวิวัฒนาการของการเมืองโลกตะวันตก
ยุคที่ 1: การเมืองแห่งอุดมการณ์และชนชั้น (Politics of Ideology & Class)
- รากฐาน: การต่อสู้ระดับ “มหภาค” เน้นความมั่นคงของชาติและปากท้อง (ทุนนิยม vs แรงงาน)
- สถานการณ์ปัจจุบัน: แม้จะดูเหมือนผ่านพ้นไปแล้ว แต่กระแส “ชาตินิยมใหม่” ตอนนี้ได้หวนกลับมา เช่น กระแส MAGA (Make America Great Again) ในสหรัฐฯ หรือฝ่ายขวาในยุโรป ซึ่งเป็นการนำ “ตัวกูของชาติ” กลับมาใช้ตอบโต้ความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่
ยุคที่ 2: การเมืองเรื่องสิทธิพลเมือง (Civil Rights Era)
- รากฐาน: การเรียกร้องความเท่าเทียมทางกฎหมายและกติกาประชาธิปไตย (Rule of Law)
- สถานการณ์ปัจจุบัน: เป็นพื้นฐานที่สังคมตะวันตกยึดถือ แต่กำลังถูกสั่นคลอนเมื่อทั้งฝ่ายซ้ายและขวาเริ่มมองว่า “กติกา” เป็นอุปสรรคต่อ “ชัยชนะ” ของฝ่ายตน
ยุคที่ 3: การเมืองเชิงอัตลักษณ์ (Identity Politics)
- รากฐาน: การต่อสู้ระดับ “จุลภาค” เน้นเรื่องเพศ, เชื้อชาติ และการยอมรับตัวตน (Woke Culture)
- สถานการณ์ปัจจุบัน: เป็นกระแสหลักในสื่อและวัฒนธรรม แต่ก็สร้างแรงต้านมหาศาลจากกลุ่มที่รู้สึกว่าอัตลักษณ์ดั้งเดิมของตนกำลังถูกคุกคาม
แม้ในทางทฤษฎีจะดูเหมือนมีพัฒนาการเป็นลำดับขั้น แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันเรากำลังเห็นการ “ซ้อนทับ” และ “การย้อนกลับ” ของทั้ง 3 ยุคที่ปะทะกัน
กรณีศึกษาการเมืองไทย: ลูกผสมที่ข้ามขั้น
หากหันกลับมามองบริบทการเมืองไทย เราจะพบความซับซ้อนที่แตกต่างออกไป การเมืองไทยไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงหรือแค่เกิดแรงต้านเหมือนตะวันตก แต่อยู่ในสภาวะ “ลูกผสมที่ข้ามขั้น” คือการแบกรับปัญหาเก่าและใหม่ไปพร้อมกันอย่างแยกไม่ออก
- ยุคที่ 1 ยังเป็นกระดูกสันหลัง: ความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่แก้ไม่ตก
- ยุคที่ 2 ยังเป็นแผลสด: หลักนิติธรรมและกติกาประชาธิปไตยที่เป็นธรรม ซึ่งควรจะเป็นเรื่องพื้นฐานที่จบไปแล้ว ก็ยังเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องเรียกร้องรายวัน
- ยุคที่ 3 มาแรงแซงโค้ง: ในขณะที่ปัญหาเก่ายังคาราคาซัง คนรุ่นใหม่ได้รับเอาวัฒนธรรมการเมืองแบบ Identity Politics มาใช้อย่างรวดเร็วผ่าน Social Media การแบ่งแยกฝ่ายจึงละเอียดอ่อนและร้อนแรงขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่อง “รวย-จน” แต่เป็นเรื่อง “ทัศนคติ-ค่านิยม”
ผลที่ตามมาคือ “ตัวกู-ของกู” ทำงานหนักเป็น 3 เท่า เพราะคนไทยยึดมั่นถือมั่นทั้งในระดับชาติ (ยุค 1), ความถูกต้องทางกฎหมาย (ยุค 2), และอัตลักษณ์ความทันสมัย (ยุค 3) ไปพร้อม ๆ กัน ทำให้การวางทิฐิลงเพื่อพูดคุยด้วยปัญญาเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น
จาก “ชาตินิยม” สู่ “อัตลักษณ์นิยม”: การย้ายที่อยู่ของอัตตา และกับดักของความเกลียดชัง
ในบทความเรื่อง “ธรรมะกับการเมือง: การสังเคราะห์พุทธทัศน์ของพุทธทาสภิกขุ” ได้ชี้ให้เห็นรากฐานสำคัญว่า ปัญหาการเมืองที่เรื้อรังเกิดจากการที่มนุษย์แยก “ธรรมะ” ออกจาก “การเมือง” จนเหลือเพียงการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์
หากมองผ่านกรอบนี้ เราจะเห็นว่า การเมืองยุคเก่า (Old Politics) คือการที่ “ตัวกู” ไปยึดโยงกับสิ่งใหญ่โต เช่น ชาติ หรือ ชนชั้น, ใครที่แตะต้องชาติ เท่ากับแตะต้อง “กู” ส่วน การเมืองยุคใหม่ (Identity Politics) ที่เราภูมิใจนักหนา แท้จริงแล้วคือการที่ “ตัวกู” ย้ายที่อยู่จากระดับมหภาค ลงมาสู่ระดับจุลภาค คือ “อัตลักษณ์ส่วนบุคคล” (Identity) ความรู้สึกเจ็บร้อนแทนกลุ่ม ความต้องการการยอมรับ และการแบ่งแยกผู้ที่ไม่เข้าใจว่าเป็นศัตรู
สิทธิที่ถูกต้องต้องมาพร้อมวิธีการที่ถูกต้อง การต่อสู้เพื่อสิทธิที่พึงมีเป็นสิ่งจำเป็น แต่คำถามสำคัญอยู่ที่ “ท่าที” และ “ภาวะจิตใจ” ในการเรียกร้องนั้น หากการเรียกร้องสิทธิ ถูกขับเคลื่อนด้วยกิเลสและความต้องการทำลายล้างมากกว่าความปรารถนาดีที่จะสร้างสังคมใหม่ร่วมกัน การเรียกร้องนั้นย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคม และกลายพันธุ์เป็นปัญหาใหม่ ดังที่เราเห็นกับดักเหล่านี้:
- วัฒนธรรมการแบนและการล่าแม่มด: เราเห็นปรากฏการณ์ที่ผู้คนขุดคุ้ยอดีตหรือจับผิดคำพูดเพียงประโยคเดียวของฝ่ายตรงข้าม (หรือแม้แต่ฝ่ายเดียวกัน) เพื่อ “แขวนประจาน” และทำลายตัวตนทางสังคมของเขา สิ่งนี้สะท้อนสภาวะที่อัตตาพองโตว่า “ฉันคือผู้บริสุทธิ์ ส่วนอีกฝ่ายคือคนบาปที่ต้องถูกกำจัด” มากกว่าจะมองด้วยความเมตตาเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด
- การผูกขาดความเจ็บปวด: เกิดตรรกะวิบัติที่ว่า “ถ้าคุณไม่อินกับความเจ็บปวดของฉันคุณคือศัตรู” หรือ “ถ้าคุณไม่ได้มีอัตลักษณ์แบบฉัน คุณไม่มีสิทธิ์พูดเรื่องนี้” (Gatekeeping) สิ่งนี้ทำลายโอกาสในการสนทนาแลกเปลี่ยนและทำให้สังคมแตกเป็นส่วนเสี้ยวที่คุยกันไม่รู้เรื่อง
- การแข่งขันความเป็นเหยื่อ: การแข่งกันว่าใครถูกกดขี่มากกว่ากัน เพื่อช่วงชิงความชอบธรรมในการพูดหรือเรียกร้อง กลายเป็นการใช้ “ความทุกข์” เป็น “อาวุธ” เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง แทนที่จะมุ่งดับทุกข์ร่วมกัน
- การบิดเบือนความจริง: การใช้ข่าวปลอมหรือการเลือกพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวเพื่อโจมตีและด้อยค่าฝ่ายตรงข้าม โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงรอบด้าน สิ่งนี้สะท้อนว่า “ความสะใจ” และ “ชัยชนะของกลุ่ม” สำคัญกว่า “สัจธรรม” ซึ่งขัดแย้งกับหลักการเมืองที่แท้จริงที่ต้องยืนอยู่บนความจริง
พฤติกรรมเหล่านี้ แม้จะดูทันสมัยและใส่ใจสิทธิมนุษยชน แต่โดยเนื้อแท้แล้ว มันยังคงขับเคลื่อนด้วย “อัตตาธิปไตย” (Self-supremacy) คือการเอาความพอใจของตัวตนเป็นใหญ่ และ “โลกาธิปไตย” (World-supremacy) คือการใช้กระแสสังคมเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ไม่ต่างจากการล่าแม่มดในอดีต เพียงแต่เปลี่ยนอาวุธจากก้อนหินมาเป็นแป้นพิมพ์ และเปลี่ยนข้อหาจาก “หมิ่นศาสนา” มาเป็น “ไม่ตื่นรู้ (Woke) พอ”
รูปแบบเปลี่ยนได้ แต่ “สันติ” ไม่เกิด หากรากฐานคือ “ตัวกู”
สิ่งที่น่าชวนคิดที่สุดตามทัศนะของท่านพุทธทาส คือการที่เรามักหลงทางไปกับการเปลี่ยน “รูปแบบ” (Form) ของการเมือง โดยหวังว่าระบบใหม่จะนำมาซึ่งความสุขสมบูรณ์ เราเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ประชาธิปไตย มาสู่คอมมิวนิสต์ หรือมาสู่การเมืองอัตลักษณ์ในปัจจุบัน แต่ตราบใดที่รากฐานยังมาจาก ‘ตัวกู-ของกู’ (Ego) ผลลัพธ์ย่อมไม่ใช่สันติภาพ เพราะย่อมมีการเบียดเบียนกันเกิดขึ้นเสมอ
อ.พุทธทาส ทวงคืนความหมายดั้งเดิมของคำว่า Politics (การเมือง) ว่าแท้จริงแล้ว คือ “หน้าที่” ในการจัดระเบียบสังคมเพื่อให้มนุษย์จำนวนมากอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก ปราศจากการเบียดเบียน
ต่อให้เราเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Identity Politics ที่ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับมนุษย์มากขึ้น แต่หากแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังยังเป็น “โทสะ” (ความโกรธแค้นต่อฝ่ายตรงข้าม) หรือ “มานะ” (ความถือตัวว่ากลุ่มฉันดีกว่า) สังคมก็ไม่อาจพบกับสันติสุขได้ เพราะเรากำลังปลูกต้นไม้พิษด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งตัวตน ผลที่ได้ย่อมเป็นผลไม้พิษแห่งความขัดแย้งเช่นเดิม
พลิกมุมคิดของการเมืองใหม่: จากการเรียกร้อง “สิทธิ” สู่การทำ “หน้าที่”
การเมือง Identity Politics ปัจจุบัน หมกมุ่นอยู่กับคำว่า “สิทธิ” ฉันควรได้อะไร สังคมต้องให้อะไรฉัน ใครล่วงละเมิดฉัน แต่ข้อเสนอเชิงปฏิรูปการเมืองใหม่ของพุทธทาสภิกขุ ไม่ได้อยู่แค่การนำหลักศีลธรรมสำเร็จรูปมาประยุกต์ใช้กับการเมือง แต่ตั้งอยู่บนการมองการเมืองผ่านธรรมะอย่างเป็นระบบและครอบคลุม แต่ท่านพุทธทาส เสนอว่า การเมืองที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บน “ธรรมะในฐานะหน้าที่” (Duty)
พุทธทาสภิกขุได้แจกแจงนิยามของ “ธรรมะ” ไว้อย่างเป็นลำดับขั้น 4 ประการดังนี้:
- สภาวธรรม: ความหมายพื้นฐานที่สุด หมายถึง ตัวธรรมชาติ หรือ สภาวะของสิ่งทั้งปวงที่มีอยู่ตามที่เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ตั้งแต่ก้อนดิน ต้นไม้ ไปจนถึงมนุษย์ ทั้งหมดล้วนคือตัวธรรมะในความหมายแรก
- กฎของธรรมชาติ: คือกฎเกณฑ์สากลอันเที่ยงตรงที่ควบคุมความเป็นไปของสภาวธรรมทั้งปวง กฎนี้มีอยู่โดยตัวของมันเองและครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง เช่น กฎอิทัปปัจจยตา (กฎแห่งเหตุและผล) ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ทุกอย่างดำเนินไปตามเหตุปัจจัยของมัน
- หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ: นี่คือความหมายที่เป็นแกนกลางและเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีการเมืองของพุทธทาส เมื่อมีกฎของธรรมชาติแล้ว สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย โดยเฉพาะมนุษย์ ย่อมมี “หน้าที่” ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและสอดคล้องกับกฎธรรมชาตินั้น เพื่อความอยู่รอด ความเจริญ และความสงบสุขร่วมกัน การนิยามเช่นนี้ได้เปลี่ยนสถานะของ “การเมือง” จาก “การต่อสู้เพื่ออำนาจ” หรือ “สิทธิที่พึงมี” ไปสู่การเป็น “พันธะหน้าที่” (obligation) ตามธรรมชาติที่ทุกคน ทุกสรรพสิ่ง ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตั้งแต่ต้นไม้ที่ต้องทำหน้าที่สังเคราะห์แสง ไปจนถึงมนุษย์ที่ต้องทำหน้าที่จัดระเบียบสังคมให้สันติ
- ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่: คือผลลัพธ์อันดีงามที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ผลในระดับปัจเจกคือความดับทุกข์ และผลสูงสุดในระดับสังคมคือสันติสุขหรือความสงบเรียบร้อยที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก ปราศจากการเบียดเบียน
จากการวางกรอบนิยามเช่นนี้ พุทธทาสได้จัดวาง “การเมือง” ที่แท้จริงให้อยู่ในธรรมะความหมายที่ 3 นั่นคือ การเมืองคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ การตีความเช่นนี้ได้เปลี่ยนสถานะของการเมืองโดยสิ้นเชิง จากการเป็นสมรภูมิแห่งการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ ไปสู่การเป็น “พันธกิจทางศีลธรรม” ที่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อนำพาสังคมไปสู่ผลลัพธ์ในธรรมะความหมายที่ 4 คือสันติภาพที่ยั่งยืน
ตราบใดที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองยังเน้นการ “ทวงคืน” (เพื่อตัวกู) มากกว่าการ “ทำหน้าที่” (เพื่อธรรมะ) มันก็ยังเป็นการเมืองแบบโลกๆ ที่วนเวียนอยู่ในวัฏสงสารแห่งความขัดแย้ง ต่อให้ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยชนะ แต่ถ้าใช้วิธีการของความเกลียดชังและแบ่งแยก ก็เท่ากับเราได้สร้างเผด็จการทางความคิดกลุ่มใหม่ขึ้นมาแทนที่เท่านั้น
ร่างทรงของธรรมะ: “นักการเมืองโพธิสัตว์” ตัวอย่างของการเมืองใหม่ที่แท้จริง
หากเราต้องการเห็นภาพที่เป็นรูปธรรมว่า การทำหน้าที่เพื่อธรรมะหน้าตาเป็นอย่างไร และใครคือ “คนดี” ที่แท้จริงในทัศนะของพุทธทาส ท่านได้นำเสนอโมเดลของ “นักการเมืองโพธิสัตว์” ซึ่งถือเป็นนิยามของนักการเมืองชั้นเลิศในอุดมคติ ที่จะมาล้างบางวงจรอุบาทว์ของการเมืองแบบเดิมๆ ด้วยคุณสมบัติ 5 ประการ:
- ทำเพื่อผู้อื่นเป็นที่ตั้ง: นิยามที่สั้นและชัดเจนที่สุดคือ “นักการเมืองที่ทำเพื่อผู้อื่น” โดยยึดอุดมคติของพระโพธิสัตว์ที่ถือเอาประโยชน์ของ “ผู้อื่นก่อนตน” เป็นสำคัญ ไม่ใช่เข้าสู่การเมืองเพื่อกอบโกยหรือปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุน
- ภาวะสูญสิ้นตัวตน (หายใจเป็นประโยชน์ของผู้อื่น): นักการเมืองประเภทนี้จะ “ไม่มีตัวตัวเอง” หรือมีลักษณะที่ “หายใจเป็นประโยชน์ของผู้อื่น” อยู่ตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าออกคือการครุ่นคิดว่าจะดับทุกข์ให้ประชาชนได้อย่างไร ไม่ใช่การคิดว่าจะรักษาเก้าอี้อย่างไร
- เป็นผู้ที่ถูกสร้างโดยธรรมะ: นักการเมืองโพธิสัตว์ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งหรือคะแนนเสียงตามปกติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ “ธรรมะสร้างขึ้น” โดยใช้ความถูกต้องและความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมะเป็นรากฐานในการเข้าสู่ตำแหน่งและการทำหน้าที่
- เป็นปูชนียบุคคล: ไม่ใช่เพียงผู้ใช้อำนาจบริหาร แต่คือนักการเมืองที่เป็นที่เคารพสักการะได้สนิทใจ (ปูชนียบุคคล) ซึ่งแตกต่างจากนักการเมืองทั่วไปที่มักทำเพื่อประโยชน์ของกิเลสหรือความต้องการส่วนตน
- มุ่งสร้าง “ธัมมิกสังคมนิยม”: อุดมคติของโพธิสัตว์ในการเมืองจะนำไปสู่ระบบที่เรียกว่า “ธัมมิกสังคมนิยม” หรือระบบที่จัดระเบียบสังคมให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมและสงบสุขตามกฎธรรมชาติ ไม่ใช่สังคมที่ใครมือยาวสาวได้สาวเอา
สรุปสั้นๆ นักการเมืองโพธิสัตว์ คือนักการเมืองที่ “ละทิ้งตัวตน” จนหมดสิ้น แล้วอุทิศทุกลมหายใจเพื่อแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์สุขให้แก่เพื่อนมนุษย์ โดยมีธรรมะเป็นเครื่องนำทาง ไม่ใช่เพื่อลาภ ยศ หรืออำนาจส่วนตัว นี่คือมาตรฐานของการเมืองใหม่ที่แท้จริงที่เราควรแสวงหา
ในระบอบนี้ เราไม่ได้มองว่า “คนเห็นต่าง” คือศัตรูที่ต้องกำจัดแต่มองว่าเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ที่อาจจะกำลังหลงผิด หรือมีเหตุปัจจัยให้คิดเช่นนั้น หน้าที่ของเราไม่ใช่การด่าทอ แต่คือการใช้ปัญญาและเมตตาธรรมในการอยู่ร่วมกัน
กระจกส่องนักการเมือง: “สภา” ที่แท้จริง และการเมืองของ “สัตบุรุษ”
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนสำหรับผู้เล่นในสนามการเมือง ไม่ว่าจะเป็นผู้แทน หรือชนชั้นปกครอง ท่านพุทธทาสได้ฝากหลักคิดที่ท้าทายความเชื่อเดิมไว้อย่างลึกซึ้งในหนังสือ ธรรมะกับการเมือง โดยยกพุทธภาษิตที่ว่า
“ที่ใดไม่มีสัตบุรุษ ที่นั่นไม่เรียกว่าสภา”
ท่านกำลังบอกว่า ต่อให้มีชื่อว่าสภา มีโครงสร้างโอ่อ่า และมีกฎหมายรองรับ แต่หากที่ประชุมนั้นเต็มไปด้วยการยกหูชูหางตนเอง การปกป้องผลประโยชน์ และมุ่งทำลายฝ่ายตรงข้าม สถานที่นั้นย่อมเป็นเพียง “สังเวียนชิงอำนาจ” ที่แอบอ้างชื่อของการเมืองเท่านั้น เพราะสภาที่แท้จริงเกิดขึ้นจาก “คุณภาพของมนุษย์” ข้างใน ไม่ใช่เปลือกอาคารข้างนอก
แต่ภาพที่เราเห็นมานาน ทำให้คนจำนวนมากมักนึกว่าการเมืองต้องสกปรก ต้องมีเล่ห์เหลี่ยม จึงแยก “ธรรมะ” ออกจาก “การเมือง” แต่พุทธทาสยืนยันว่า “การเมืองคือธรรมะ”
- ร่างกาย มีกฎธรรมชาติต้องกินต้องนอน เมื่อทำหน้าที่ถูกต้อง ร่างกายก็เป็นสุข
- สังคม ก็มีกฎธรรมชาติที่ต้องอยู่ร่วมกัน การเมืองคือ “หน้าที่” ในการบริหารความแตกต่างด้วยความเป็นธรรม ไม่ใช่การแข่งเพื่อเอาชนะ
เมื่อการเมืองคือหน้าที่เพื่อสร้างสันติสุข ผู้ที่เหมาะสมจะทำหน้าที่นี้จึงต้องเป็น “สัตบุรุษ” เท่านั้น
ทางสองแพร่ง: การเมืองของสัตบุรุษ vs อสัตบุรุษ
ท่านพุทธทาสชี้ว่าการเมืองไม่มีพื้นที่สีเทา มีเพียง 2 แบบเท่านั้น:
- การเมืองของอสัตบุรุษ (การเมืองเก่า/คนพาล): คือการ “โกง” เจตนารมณ์ของการเมือง เปลี่ยนเครื่องมือสร้างสันติให้เป็นเครื่องมือสนองตัณหา มุ่งเน้นวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง แบ่ง “พวกเรา-พวกเขา” จนสังคมแตกร้าว—นี่คือภาพสะท้อนของการเมืองอัตลักษณ์ในปัจจุบันที่มุ่งเน้นชัยชนะมากกว่าภราดรภาพ
- การเมืองของสัตบุรุษ (การเมืองใหม่ที่แท้จริง): คือการเมืองที่ยึด “ธรรมเป็นแกนกลาง” ไม่ใช่ชัยชนะ พูดเท่าที่จำเป็นเพื่อความถูกต้อง และมองฝ่ายตรงข้ามเป็นเพื่อนร่วมสังคม
กับดักวาทกรรม “คนดี”
คำว่า “คนดี” ที่พุทธทาสหมายถึง ไม่ใช่คนสร้างภาพลักษณ์ดูดี หรือพูดจาไพเราะ แต่คือ “ผู้ที่เห็นแก่ตัวน้อยที่สุด” หรือผู้มีเจตจำนงเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนอย่างแท้จริง หากชัยชนะทางการเมืองต้องแลกมาด้วยการสูญเสียภราดรภาพ และทำให้สังคมแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ ชัยชนะนั้นจะมีความหมายอะไร?
“ธรรมาธิปไตย”: การเมืองใหม่ที่โลกยังไม่เคยเห็น
ในที่สุดแล้ว ข้อเสนอทางการเมืองที่ถือว่า “ใหม่” และท้าทายที่สุดของท่านพุทธทาส คือรูปแบบการปกครองที่เรียกว่า “ธรรมาธิปไตย” ระบอบนี้ไม่ใช่เพียงชื่อเรียกทางศาสนา แต่คือโครงสร้างทางการเมืองที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งของ “ตัวกู-ของกู” อย่างถึงราก และมีความแตกต่างจากประชาธิปไตยที่เราคุ้นเคย (ที่ยังขาดธรรมะ) ใน 4 ประเด็นสำคัญ:
1. อำนาจสูงสุดในการปกครอง: กิเลส vs ธรรมะ
- ประชาธิปไตยปัจจุบัน: มักตกเป็นเครื่องมือของ “กิเลสส่วนรวม” เดินตามความต้องการของมนุษย์ที่ยังมีความโลภ หากคนในระบบขาดธรรมะ ระบอบนี้จะกลายเป็น “ประชาธิปไตยแบบกอบโกย” ที่ใช้อำนาจของหมู่คนพาล
- ธรรมาธิปไตย: ยึดถือ “กฎแห่งธรรม” (ความถูกต้องตามธรรมชาติ) เป็นอำนาจสูงสุด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากที่อาจเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว แต่ขึ้นอยู่กับความถูกต้องเพื่อให้เกิดความรอดและความสงบสุขของมหาชน
2. เป้าหมายสูงสุด: ประโยชน์พวกพ้อง vs ประโยชน์สุขมหาชน
- ประชาธิปไตยปัจจุบัน: มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ “เอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตน” หรือทำเพื่อพรรคเพื่อพวก ขับเคลื่อนด้วยตัณหาและวัตถุ
- ธรรมาธิปไตย: มีอุดมการณ์เดียวกับพระโพธิสัตว์ คือทำเพื่อ “ประโยชน์และความสุขของมหาชนทั้งหลาย” มุ่งจัดระเบียบสังคมให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้โดยปราศจากปัญหาและไม่ต้องใช้อาชญาบังคับ
3. คุณภาพของคน: ปุถุชน vs สัตตบุรุษ
- ประชาธิปไตยปัจจุบัน: มักล้มเหลวเพราะ “คนไม่รู้จักการเมืองที่แท้จริง” และระบบการศึกษาผลิตคนที่เห็นแก่ตัว (การศึกษาหมาหางด้วน) เมื่อสภาเต็มไปด้วยคนที่ต่อรองผลประโยชน์ ที่นั่นจึงไม่ใช่ “สภา” ในทางธรรม
- ธรรมาธิปไตย: ต้องขับเคลื่อนโดย “สัตตบุรุษ” (ผู้รักและแสวงหาความสงบ) หรือนักการเมืองที่ธรรมะสร้างขึ้น ระบบนี้จะเกิดได้เมื่อประชาชนมีสัมมาทิฏฐิ
4. ความสัมพันธ์: การแข่งขัน vs ความเมตตา
- ประชาธิปไตยปัจจุบัน: ขาดเมตตาต่อกัน มองกันเป็นคู่แข่งทางการค้าหรือศัตรูทางการเมือง
- ธรรมาธิปไตย: ถือว่าทุกคนเป็น “เพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย” จึงไม่มีการเบียดเบียนหรือเอาเปรียบกัน เป็น “เมตตาธิปไตย” ที่เกื้อกูลกันตามกฎธรรมชาติ
ประชาธิปไตยที่ขาดธรรมะก็เปรียบเสมือน “เรือที่พายไปตามใจคนในเรือ” หากทุกคนเห็นแก่ตัว เรือย่อมล่ม พายวนจนหลงทางไปสู่หายนะ ส่วน ธรรมาธิปไตย เปรียบเสมือน “เรือที่เดินตามเข็มทิศ” (คือความถูกต้องทางธรรม) โดยมีลูกเรือที่รู้หน้าที่ ช่วยกันประคองเรือให้ไปถึงจุดหมายคือสันติสุขของทุกคนอย่างปลอดภัย
รุ่งอรุณของการเมืองใหม่…เมื่อไม่มี “ตัวกู”
อ. พุทธทาสกล่าวว่า “พระเจ้าคือยอดสุดของนักการเมือง” ซึ่งเป็นเชิงเปรียบเทียบ หมายถึง กฎธรรมชาติที่ยุติธรรมและครอบคลุมทุกสิ่ง
ปัญหาของ Identity Politics ในปัจจุบัน คือมนุษย์พยายามจะ “เล่นบทพระเจ้า” เสียเอง เราตั้งตนเป็นผู้พิพากษาทางศีลธรรม ตัดสินความถูกผิดของผู้อื่นด้วยมาตรฐานที่คับแคบของกลุ่มตน และลงทัณฑ์ผู้คนราวกับเราเป็นเจ้าของความจริงสูงสุด
“การเมืองใหม่” จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อเราเลิกพยายามเป็นพระเจ้า แล้วกลับมาเป็นมนุษย์ที่ถ่อมตน ยอมรับว่าเราต่างเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของธรรมชาติที่มี “หน้าที่” ต้องดูแลกันและกัน
ตราบใดที่การปฏิวัติยังเกิดขึ้นแค่บนท้องถนนหรือบนหน้าจอ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นที่ “หัวใจ” เพื่อโค่นล้มระบอบ “ตัวกู-ของกู” สิ่งที่เราเรียกว่า โลกใหม่ ก็จะเป็นเพียงภาพลวงตาที่เราสร้างขึ้น เพื่อปลอบใจตัวเองในกรงขังแห่งทิฐิเดิมๆ เท่านั้น
ดังนั้น ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสนามการเมือง จึงมิใช่การโค่นล้มฝ่ายตรงข้ามให้ราบคาบ แต่คือการที่มนุษย์สามารถโค่นล้มกำแพงแห่งอัตตาในใจตนเองลงได้ เพื่อให้ ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่แท้จริง ได้ฉายแสงออกมาแทนที่… และนั่นคือรุ่งอรุณของการเมืองใหม่ที่เราเฝ้ารอ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- How to เลือก “คนดี” สู่สภา
- การเมืองของสัตบุรุษ กับ การเมืองของอสัตบุรุษ
- เลิกสมาทานความเชื่อที่ว่า “ธรรมะ” ต้องแยกจาก “การเมือง
- การเมืองเรื่องศีลธรรมและกุศล: เมื่อศาสนาและการเมืองต่างมุ่งสร้างสันติภาพ
- ธรรมะกับการเมือง? 4 ข้อคิดสุดท้าทายจากพุทธทาสภิกขุ ที่จะเปลี่ยนมุมมองคุณไปตลอดกาล
- ธรรมะกับการเมือง: การสังเคราะห์พุทธทัศน์ของพุทธทาสภิกขุว่าด้วยจริยศาสตร์และการปกครอง

