Time to Say Goodbye (Andrea Bocelli and Sarah Brightman): ทุกการเดินทางไปข้างหน้า มีบางอย่างที่เราต้องกล่าวลา | ธรรมตามจังหวะ
เมื่อได้ยินชื่อเพลง Time to Say Goodbye ครั้งแรก เราน่าจะเข้าใจตรงกันว่าเป็นเพลงเกี่ยวกับการจากลา
ถึงเวลาต้องบอกลา ถึงเวลาที่เราต้องแยกจากกัน เรื่องราวของเราคงมาถึงตอนจบแล้ว
ยิ่งทำนองของเพลงใหญ่โต เศร้า และสง่างามขนาดนั้น เพลงนี้จึงถูกนำไปใช้ในงานอำลา งานรำลึก หรือช่วงเวลาที่ต้องบอกลาใครบางคนอยู่บ่อย ๆ จนความหมายแบบนี้แทบติดอยู่กับเพลงไปแล้ว
แต่ถ้าเราไปดูเนื้อเพลงจริง ๆ กลับพบเรื่องน่าประหลาดใจอย่างหนึ่ง คือ คนสองคนในเพลงไม่ได้กำลังจากกันเลย ตรงกันข้าม พวกเขากำลังจะ ออกเดินทางไปด้วยกันต่างหาก
และนี่อาจทำให้คำว่า Time to Say Goodbye มีความหมายอีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจกว่าเดิมมาก เพราะบางครั้ง การกล่าวลา ไม่ได้หมายความว่าเราต้องจากกัน เราเพียงต้องจากสิ่งที่เคยเป็น เพื่อไปยังสิ่งที่กำลังจะเป็น
ก่อนจะเป็น Time to Say Goodbye เพลงนี้ชื่อ Con te partirò
เพลงต้นฉบับร้องโดย Andrea Bocelli มีชื่อภาษาอิตาเลียนว่า Con te partirò เปิดตัวในปี 1995 ที่เทศกาล Sanremo และอยู่ในอัลบั้ม Bocelli ของเขา (Andrea Bocelli)
คำว่า partirò มาจาก partire ซึ่งหมายถึงการออกเดินทางหรือจากไป ส่วน con te หมายถึง “กับเธอ” ดังนั้น Con te partirò จึงมีความหมายประมาณว่า “ฉันจะออกเดินทางไปกับเธอ” ไม่ใช่ “ฉันจะจากเธอไป”
ต่อมา Sarah Brightman ได้ยินเพลงนี้และนำมาทำใหม่เป็นเพลงคู่กับ Bocelli สำหรับการอำลาสังเวียนของนักมวยเยอรมัน Henry Maske ในปี 1996 มีการเรียบเรียงเพลงใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็น Time to Say Goodbye เพลงได้รับความนิยมอย่างมหาศาลในเยอรมนี ก่อนจะกลายเป็นเพลงสำคัญเพลงหนึ่งของทั้ง Sarah Brightman และ Andrea Bocelli (Sarah Brightman)
ชื่อภาษาอังกฤษใหม่จึงมีที่มาที่สมเหตุสมผลมากในบริบทของงานนั้น เพราะวันนั้นเป็น วันอำลาสังเวียน แต่ชื่อใหม่ก็เปลี่ยนวิธีที่คนทั้งโลกฟังเพลงนี้ไปด้วย จากเพลงเรื่อง “การออกเดินทางไปด้วยกัน” มันค่อย ๆ กลายเป็นเพลงแห่ง “การจากลา” ทั้งที่เนื้อเพลงไม่ได้เปลี่ยนไปในทิศทางนั้นเลย!
จริง ๆ แล้วเขาจะไปไหนกัน?
ถ้าเล่าเนื้อเพลงอย่างตรงไปตรงมา ภาพที่อยู่ในเพลงค่อนข้างโรแมนติกมาก ผู้ร้องมองไปยังขอบฟ้า เมื่ออยู่คนเดียว โลกที่อยู่ตรงหน้าดูเหมือนขาดแสงและชีวิตบางอย่างไป แต่เมื่อมีคนรักอยู่ด้วย สิ่งที่อยู่ไกลออกไปกลับน่าออกเดินทางไปค้นหา
จากนั้นภาพของเพลงก็เปิดกว้างขึ้น มีสถานที่ที่ยังไม่เคยเห็น มีโลกที่ยังไม่เคยไป มีทะเลที่ยังไม่เคยแล่นผ่าน และเขาจะออกเดินทางไปยังสถานที่เหล่านั้น กับเธอ
ภาพสำคัญของเพลงจึงไม่ใช่คนสองคนยืนอยู่คนละฝั่งแล้วโบกมือลากัน แต่เป็นคนสองคน ขึ้นเรือลำเดียวกัน สิ่งที่กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังไม่ใช่ “เธอ” แต่คือ
ที่เดิม
ตรงนี้เองที่ทำให้ชื่อสองชื่อซึ่งดูเหมือนตรงข้ามกัน กลับมาอยู่ด้วยกันได้อย่างประหลาด Con te partirò ฉันจะออกเดินทางไปกับเธอ และ Time to Say Goodbye ถึงเวลาต้องกล่าวลา
อาจเป็นเหตุการณ์เดียวกัน เพราะถ้าเราจะออกเดินทางจริง ๆ เราก็ต้องกล่าวลากับที่ที่เรากำลังยืนอยู่
ทุก departure มี goodbye ซ่อนอยู่
ลองนึกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต วันที่เรียนจบมหาวิทยาลัยอาจเป็นวันที่เราดีใจมาก มีชีวิตใหม่รออยู่ มีงาน มีเงินเดือน มีโลกกว้างข้างหน้า แต่ในวันเดียวกันนั้น เราก็กำลังบอกลาชีวิตนักศึกษา
อาจไม่ได้บอกลาเพื่อน ไม่ได้บอกลาอาจารย์ ไม่ได้บอกลาสถานที่นั้นตลอดไป แต่ชีวิตแบบที่เราเคยมีอยู่ตรงนั้น จบลงแล้ว
หรือวันที่คนสองคนแต่งงานกัน ดูเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นเต็ม ๆ แต่ก็มีการจากลาซ่อนอยู่เหมือนกัน จากชีวิตที่เคยตัดสินใจทุกอย่างคนเดียว จากบ้านเดิม จากกิจวัตรเดิม จากความสัมพันธ์ในรูปแบบเดิม
แม้แต่การมีลูกก็เช่นกัน วันที่เด็กคนหนึ่งเกิดขึ้นมา พ่อแม่ได้ต้อนรับชีวิตใหม่ แต่ชีวิตแบบที่คนสองคนเคยมีอยู่ก่อนหน้านั้นก็ไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมอีก
ทุกการเริ่มต้นจึงมีจุดจบบางอย่างซ่อนอยู่ และทุกจุดจบก็อาจกำลังเปิดพื้นที่ให้บางสิ่งเริ่มต้นขึ้น
อนิจจังไม่ได้มีเฉพาะวันที่อะไรบางอย่างหายไป
เวลาพูดถึง อนิจจัง เรามักนึกถึงภาพที่ค่อนข้างเศร้า เช่น ดอกไม้เหี่ยว คนแก่ ความเจ็บป่วย ความตาย การพลัดพราก ทั้งหมดนั้นเป็นอนิจจังจริง แต่อนิจจังไม่ได้หมายถึงเฉพาะการเสื่อมลงหรือสูญหาย
การเติบโตก็เป็นอนิจจัง เด็กกลายเป็นผู้ใหญ่เพราะเขาไม่สามารถเป็นเด็กคนเดิมตลอดไป ต้นไม้ใหญ่ขึ้นได้เพราะรูปเดิมของมันเปลี่ยนไปทุกวัน ความสัมพันธ์เติบโตได้ เพราะมันไม่ได้หยุดอยู่ในรูปแบบเดียว ชีวิตเดินไปข้างหน้าได้ เพราะสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้ถูกตรึงให้อยู่เหมือนเดิม
เมื่อมองอย่างนี้ ความไม่เที่ยงไม่ได้เป็นเพียง “ข่าวร้าย” ของชีวิต มันเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ การเดินทางเป็นไปได้ ถ้าทุกอย่างเที่ยงแท้ ไม่เปลี่ยนแปลง เราก็คงไม่มีวันโต ไม่มีวันเรียนรู้ ไม่มีวันเริ่มต้นใหม่ ไม่มีวันออกเดินทางไปไหนเลย
แม้คนเดิมยังอยู่ ความสัมพันธ์เดิมก็ไม่ได้อยู่
และนี่อาจเป็นส่วนที่ Time to Say Goodbye สะกิดใจที่สุด เพราะบางครั้ง คนไม่ได้จากเราไปไหน แต่เราก็ต้องกล่าวลากับความสัมพันธ์ในรูปเดิมอยู่ดี
ลูกยังเป็นลูกคนเดิม แต่วันหนึ่งเราไม่สามารถดูแลเขาเหมือนตอนอายุห้าขวบได้อีกแล้ว พ่อแม่ยังเป็นพ่อแม่คนเดิม แต่เมื่อเราโตขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับท่านย่อมไม่เหมือนตอนที่เรายังต้องจับมือข้ามถนน คู่รักอาจอยู่ด้วยกันมาสามสิบปี แต่คนที่ตื่นขึ้นมาข้างกันในวันนี้ ไม่ใช่คนสองคนเดียวกับเมื่อสามสิบปีก่อนเสียทีเดียว
ร่างกายเปลี่ยน
ความคิดเปลี่ยน
ความฝันเปลี่ยน
หน้าที่เปลี่ยน
สิ่งที่แต่ละคนต้องการจากชีวิตก็เปลี่ยน
หากเราพยายามรักษาความสัมพันธ์ด้วยการบังคับให้ทุกอย่าง เหมือนเดิม เราอาจกำลังทำตรงกันข้ามกับการรักษามัน เพราะบางความสัมพันธ์อยู่ต่อได้ ก็เพราะคนสองคนยอมให้มันเปลี่ยน
เราไม่ได้กล่าวลากัน แต่กล่าวลากับรูปแบบเดิมของเรา แล้วออกเดินทางต่อไปด้วยกัน
Con te partirò.
สิ่งที่ทำให้การจากลายาก อาจไม่ใช่การจาก แต่คือความอยากให้เหมือนเดิม
ในทางพุทธ ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงที่สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยน ธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายคือเปลี่ยนอยู่แล้ว แต่ใจของเรามักสร้างเงื่อนไขอีกข้อหนึ่งขึ้นมา
ขอให้มันเปลี่ยนได้ แต่อย่าเปลี่ยนจากแบบที่ฉันชอบ
ลูกโตได้ แต่อย่าโตจนไม่ต้องการฉัน
คนรักเปลี่ยนได้ แต่อย่าเปลี่ยนจากคนที่ฉันเคยรัก
ฉันแก่ได้ แต่ขอให้ร่างกายเหมือนตอนหนุ่มสาว
โลกเปลี่ยนได้ แต่ร้านเดิม บ้านเดิม เมืองเดิม เพลงเดิม ขอให้ยังให้ความรู้สึกแบบเดิมแก่ฉัน
ตรงนี้เองที่ อุปาทาน หรือ ความยึดมั่นถือมั่น เริ่มทำงาน
เราไม่ได้เพียงรักสิ่งหนึ่ง เราอยากให้สิ่งนั้น อยู่ในรูปที่เรารัก แต่ไม่มีอะไรรับปากกับเราได้เช่นนั้น แม้คนคนนั้นจะยังอยู่ตรงหน้า แม้บ้านหลังนั้นยังอยู่ แม้เราเปิดเพลงเดิมได้อีกครั้ง ประสบการณ์ก็ไม่ใช่อันเดิมแล้ว เพราะตัวเราเองก็เปลี่ยนไปด้วย
การปล่อยไม่ได้หมายถึงการลืม
คำว่า “ปล่อยวาง” จึงอาจถูกเข้าใจผิดได้ง่าย ราวกับว่าถ้ารู้อนิจจังแล้ว เราควรเลิกรัก เลิกผูกพัน หรือไม่ต้องเสียดายอะไร
แต่การรู้ว่าสิ่งหนึ่งไม่เที่ยง ไม่ได้ทำให้สิ่งนั้นไม่มีค่า กลับกันด้วยซ้ำ
เราอาจดูพระอาทิตย์ตกเพราะรู้ว่ามันอยู่ตรงหน้าเพียงครู่เดียว
เราถ่ายรูปกับเพื่อนในวันรับปริญญา เพราะรู้ว่าพรุ่งนี้ทุกคนจะแยกย้ายกันไป
เรากอดสุนัขของเรา เพราะรู้ว่าเวลาของมันกับเราไม่ได้ไม่มีที่สิ้นสุด
ความไม่เที่ยงไม่ได้ลดคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ มันทำให้เราเห็นคุณค่าของมันชัดขึ้น
การปล่อยจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึง “ฉันไม่ต้องการสิ่งนี้อีกแล้ว” แต่อาจหมายถึง “ฉันรักสิ่งนี้ได้ โดยไม่เรียกร้องให้มันอยู่ในรูปเดิมตลอดไป”
เราออกเดินทางไปโดยไม่ต้องลบที่เดิมทิ้ง
การกล่าวลากับช่วงหนึ่งของชีวิตก็เช่นกัน เราไม่จำเป็นต้องทำเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น คนที่ย้ายออกจากบ้านเกิดไม่ได้ต้องลืมบ้าน คนที่เรียนจบไม่ได้ต้องตัดขาดจากมหาวิทยาลัย คนที่ก้าวออกจากความสัมพันธ์หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องประกาศว่าทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นไม่มีความหมาย
การเดินทางต่อไม่ได้ต้องการให้เราทำลายอดีต เพียงแต่อดีตไม่สามารถเป็น ที่อยู่อาศัยของปัจจุบัน ได้ตลอดไป เราเก็บมันไว้เป็นความทรงจำได้ แต่เท้าของเรายังต้องยืนอยู่ตรงนี้ และถ้าถึงเวลาต้องเดิน ก็ต้องยกเท้าขึ้นจากพื้นเดิมก่อน
Time to Say Goodbye อาจไม่ใช่เพลงเกี่ยวกับการจบลงเลย
พอกลับมาฟังเพลงนี้อีกครั้ง ชื่อภาษาอังกฤษอาจไม่เศร้าเหมือนเดิม Time to Say Goodbye อาจไม่ได้หมายถึง “ถึงเวลาที่ฉันต้องจากเธอ” แต่อาจหมายถึง “ถึงเวลาแล้วที่เราต้องจากที่นี่”
สถานที่เดิม ชีวิตแบบเดิม บทบาทเดิม ความสัมพันธ์ในรูปเดิม หรือแม้แต่ตัวเราในแบบที่เคยเป็น แล้วออกเดินทาง
บางครั้งคนที่เรารักอาจไปกับเรา บางครั้งเขาอาจไม่ได้ไป บางครั้งเราเองก็ยังไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ตรงไหน แต่ตราบใดที่ชีวิตยังดำเนินอยู่ การเดินทางก็ยังเกิดขึ้น และนั่นอาจเป็นอีกวิธีหนึ่งในการเข้าใจ อนิจจัง ไม่ใช่เพียงว่า ทุกสิ่งต้องจากเราไป แต่คือ ทุกสิ่งกำลังเดินทาง…รวมถึงตัวเราด้วย