การเมืองเรื่องศีลธรรมและกุศล: เมื่อศาสนาและการเมืองต่างมุ่งสร้างสันติภาพ
ChatGPT Image Aug 27, 2025, 03_39_50 PM

การเมืองเรื่องศีลธรรมและกุศล: เมื่อศาสนาและการเมืองต่างมุ่งสร้างสันติภาพ

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

บทความ “การเมืองเรื่องศีลธรรม” เน้นย้ำว่าทั้ง ศาสนาและการเมืองมีเป้าหมายร่วมกันคือการสร้างสันติภาพของมนุษย์ และแท้จริงแล้วมิใช่สิ่งแยกจากกัน หากดำเนินไปด้วยความบริสุทธิ์และอุดมคติ การเมืองก็เป็น “ศีลธรรม” เช่นเดียวกับศาสนา ต้นตอของการเมืองที่เสื่อมทรามไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างของการเมือง แต่เกิดจากการขาดศีลธรรมและความเห็นแก่ตัวของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทุนหรือฝ่ายกรรมกร เมื่อใดก็ตามที่การเมืองกลายเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์หรือคดโกง มันจึงถูกตราหน้าว่าเป็นเรื่องสกปรก

พระพุทธศาสนามองว่าการเมืองที่แท้จริงต้องไม่ใช้อาวุธหรืออาชญา แต่ต้องยืนอยู่บนหลัก ความรัก เมตตา ความยุติธรรม และความไม่เห็นแก่ตัว พระพุทธเจ้าจึงถูกยกย่องว่าเป็น “ยอดนักการเมือง” ผู้สร้างสันติสุขโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง ตรงข้ามกับลัทธิการเมืองที่อ้างเพื่อสันติภาพ แต่ใช้ความโกรธ อาฆาต และการนองเลือดเป็นเครื่องมือ

เมื่อเปรียบเทียบกับอดีต คำว่า “เศรษฐี” ในพุทธกาลหมายถึงผู้ที่แบ่งปัน สร้างโรงทาน ช่วยเหลือสังคม แตกต่างจาก “นายทุน” ในปัจจุบันที่สะสมเพื่อตนเองเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น การแก้ปัญหาการเมืองและสังคมต้องกลับไปยึดหลัก ศีลธรรม–กุศล คือการไม่เห็นแก่ตัว และจัดการด้วยธรรมะ ความถูกต้อง และความยุติธรรม


การเมืองเรื่องศีลธรรม

ศาสนามีความมุ่งหมายเป็นสันติภาพอย่างยิ่งของมนุษย์ การเมืองก็เป็นเรื่องที่มีความมุ่งหมายสันติภาพของมนุษย์ และยังเหมือนกันตรงที่ว่าไม่ต้องใช้อาชญา คือ มุ่งหมายจะไม่ใช้อาชญา ถ้ามุ่งหมายจะใช้อาชญาก็เป็นการเมืองบ้า หรือถ้าไม่มุ่งหมายสันติภาพของโลกก็เป็นการเมืองบ้า

ศาสนาก็เหมือนกันมุ่งหมายสันติภาพของมนุษย์ ทั้งการเมืองและการศาสนามุ่งหมายสันติภาพของมนุษย์ แล้วจะว่าไม่เกี่ยวข้องกันอย่างไร? มุ่งหมายอย่างเดียวกัน พยายามฝึกฝนอย่างเดียวกัน ยังเป็นประโยชน์แก่กันและกัน อย่างน้อยสิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้นก็ช่วยเหลือในด้านจิตใจให้มีความเหมาะสมที่คนเราจะดำเนินหน้าที่ทางการเมือง ซึ่งมีความมุ่งหมายสำคัญว่าต้องไม่ใช้ศาตรา ไม่ใช้อาชญาคืออาวุธ การใช้อาวุธไม่ใช่ความมุ่งหมายการเมืองเว้นแต่จำเป็น หรือการเมืองที่ไม่บริสุทธิ์มันก็ต้องใช้อาวุธ คือใช้อาชญา ถ้าเป็นการเมืองบริสุทธิ์ในความมุ่งหมายเดิมมันก็ใช้วิธีการที่ไม่ต้องนองเลือด อย่างนี้เราเห็นว่าเหมือนกันในความมุ่งหมายที่จะสร้างสันติภาพของมนุษย์

การเมืองไม่ใช่เรื่องสกปรก การเมืองเป็นเรื่องสกปรกเมื่อมันสกปรกกันทีหลัง เมื่อการเมืองมันไม่มีอุดมคติการเมืองกลายเป็นเครื่องมือสำหรับคดโกงอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ทั่วไป มันก็เลยได้สรรพนามใหม่ว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรกที่กำลังมีในโลก และกำลังมีแม้ในประเทศของเรา จึงขอให้เพ่งเล็งไปยังการเมืองที่บริสุทธิ์เพราะไม่มีเรื่องสกปรก ต้องมีความถูกต้องความบริสุทธิ์ ยุติธรรม และมีความหมายเดียวกันกับคำว่าศีลธรรม

ศีลธรรม แปลว่า ธรรมะ เครื่องทำความปกติ สิ่งที่ทำความปกติ

ศีลละ แปลว่า ปกติ

ธรรมะ แปลว่า เหตุก็ได้ การกระทำก็ได้

การเมืองที่บริสุทธิ์ก็เป็นศีลธรรม โดยเหตุที่คำว่าศีลธรรมคำนี้มีความหมายกว้าง หมายถึงอะไรก็ได้ถ้ามันทำไปเพื่อความปรกติสุข หรือปรกติสงบของมนุษย์ก็จัดเป็นศีลธรรมหมด ถ้าว่าการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้องมันก็เป็นไปเพื่อความปกติไม่ใช่เพื่อความวุ่นวาย แต่นี้การเมืองคดโกงมันก็สร้างความวุ่นวายตลอดกาล กลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ เป็นเรื่องสกปรกไปเสีย

การที่เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองกันว่าเป็นสิ่งที่มีเหตุผล จึงขอให้ระลึกไว้ว่าการเมืองเป็นเรื่องของศีลธรรม ถ้าพูดให้มากกว่านั้นก็เป็นเรื่องการกุศล เข้าใจว่าหลายคนไม่เห็นด้วยที่อาตมาจะพูดว่าการเมืองเป็นเรื่องการกุศล เพราะเคยมองกันแต่ในเรื่องสกปรก เรื่องต่อสู้ เรื่องเข่นฆ่า เรื่องอาฆาตมาดร้าย มีคำว่าแก้แค้น มีคำว่าจะเอาให้ตายให้พังทลาย ระหว่างพรรคการเมืองมันมีแต่จะเอาให้พังทลายกันทั้งนั้น ถ้าอย่างนี้ไม่ใช่ศีลธรรม ไม่ใช่การกุศล!! แต่ถ้าทุกคนมุ่งหมายความสงบสุขของเพื่อนมนุษย์ แล้วกระทำกันโดยสติปัญญา ความรัก ความเมตตา สามัคคี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ผ่อนสั้น ผ่อนยาว จนเกิดความปรกติสุขขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องใช้การนองเลือด นั้นคือการเมืองที่บริสุทธิ์ เป็นศีลธรรม และเรียกได้ว่าเป็นการกุศล

นับตั้งแต่มีมนุษย์ขึ้นในโลก ละสภาพจากคนป่ามาเป็นคนมีวิชาความรู้ แล้วเขาก็รู้จักจัด รู้จักทำให้เกิดความสงบสุขในลักษณะนี้ คือเมื่อคนยิ่งมากเข้ามันก็ยิ่งมีปัญหา เพราะความมากคนนั่นเอง!! เกิดเบียดเบียน เกิดขโมย เกิดเอาเปรียบ เกิดอะไรเพราะความมากของคน เขาจึงมีวิธีการอันหนึ่งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอันเกิดจากความมากของคนนี่ก็เชื่อได้ว่ามีมานานแต่โบราณก่อนพุทธกาล เขาเรียกชื่อกันอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่เหมือนที่ใช้กันในวันนี้ว่าการเมือง หรือ politics แต่ขอให้รู้เถอะว่าบรรพบุรุษแต่ครั้งก่อนได้พบปัญหานี้แล้ว จึงคิดแก้ปัญหาเกิดเป็นวิชาขึ้นมาระบบหนึ่งเกิดจากคนมากเข้าที่ต้องอยู่ร่วมกัน เป็นระหว่างพวก ระหว่างประเทศ

เดี๋ยวนี้จะเห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องระหว่างประเทศเสียมากกว่า ภายในประเทศก็เป็นระหว่างพวกระหว่างพรรค หรือระหว่างกลุ่มคนนั่นเอง อาตมาจึงรู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องศีลธรรม เป็นเรื่องที่ถ้าทำไปโดยบริสุทธิ์แล้วก็เป็นกุศลชนิดหนึ่ง ดังนั้น จึงยินดีในการมาของท่านที่เรียกว่านักศึกษาการเมือง โดยถือว่าภิกษุสงฆ์ทั้งหมดก็มีหน้าที่เหมือนนักการเมือง คือสร้างสันติสุข สันติภาพให้แก่สังคมโดยไม่ต้องใช้อาชญา ก็เลยพูดไปเสียว่า ยอดนักการเมืองคือพระพุทธเจ้า

491511943 1094147806072524 239349335078551176 n

บางคนคิดในใจว่าบ้าแล้ว บ้าแล้ว!! ท่านทั้งหลายลองสอดส่อง พิจารณาดูเถอะว่า ใครบ้างที่หวังสันติภาพ สันติสุขของมนุษย์โดยไม่ต้องใช้อาชญา และทำมาอย่างยิ่ง อย่างสูงสุดมีใครบ้างนอกที่ทำได้ดีกว่าพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า

“การเกิดขึ้นของตถาคตในโลกนี้ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนทั้งเทวดาและมนุษย์ ศาสนาทั้งธรรมวินัยของตถาคตมีอยู่ในโลกนี้เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน ทั้งเทวดาและมนุษย์ ขอให้พวกเธอทั้งหลายช่วยกันรักษาพระธรรมวินัยแห่งศาสนานี้ไว้ให้คงอยู่ เพื่อประโยชน์แก่มหาชนทั้งเทวดาและมนุษย์”

ในคำตรัสของท่านถ้ามองคำว่าเทวดาและมนุษย์ ในความหมายตรง ๆ ตามตัวหนังสือแล้วจะเห็นว่าการเมืองของท่านยิ่งกว่าการเมืองของปัจจุบันนี้ ซึ่งหมายถึงแต่มนุษย์ ส่วนท่านกวาดหมดทั้งเทวดาและมนุษย์ มันต้องอยู่กันอย่างเป็นสุข

เทวดา ตีความหมายตามภาษาธรรมในคัมภีร์เขียนไว้ว่า คือบุคคลที่ไม่รู้จักเหงื่อ ไม่เคยพบเหงื่อ ถ้าเทวดาตนไหนมีเหงื่อจะต้องจุติ (ตาย) ทันที หมดจากความเป็นเทวดาทันที เทวดาเขาวัดกันด้วยเหงื่อ ส่วนมนุษย์คือผู้ที่ยังต้องคลุกคลีกับเหงื่อ เดี๋ยวนี้เราพอจะมองเห็นว่าคนในโลกที่พอจะเทียบได้กับเทวดาคือไม่รู้จักเหงื่อก็คือพวกคนมั่งมี พวกนายทุน ซึ่งเขาสะสมทรัพย์ก็เพื่อประโยชน์ที่จะได้ไม่ต้องมีเหงื่อ ส่วนพวกกรรมกรก็คือพวกที่รู้จักเหงื่อ สงครามยืดเยื้อยาวนานมาจากกลุ่มคนที่ถือลัทธินายทุน และลัทธิกรรมกร ที่ออกมาเป็นปัญหาคอมมิวนิสต์ที่ไหนก็ตาม ก็เป็นปัญหาของพวกที่ยังรู้จักเหงื่อ จึงเห็นว่าการเมืองก็มีลักษณะเดียวๆ กันมาจนบัดนี้

มีเรื่องที่ต้องดูลึกกันไป คือทั้งเทวดาและมนุษย์ล้วนแต่ยังมีปัญหาเทวดาก็ยังมีกิเลสเท่ากับมนุษย์แหละ มีความโลภ โกรธ หลง เท่ากับมนุษย์ ไม่ใช่ว่ารวยแล้ว เป็นเทวดาแล้วจะหมดกิเลส ไม่มีหลักเกณฑ์อย่างนั้น แล้วมีปัญหาที่ตรงกันอย่างยิ่งคือความเห็นแก่ตัวทั้งเทวดาและมนุษย์เช่นสมัยนี้

นายทุนก็เห็นแก่ตัว กรรมกรก็เห็นแก่ตัว กิเลสมันเหมือนกันก็รบกันได้ไม่สิ้นสุด เพราะต่างฝ่ายต่างมีความเห็นแก่ตัวมันเป็นข้าศึกร่วมกันที่นั่น เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เพราะเกิดมีนายทุนที่เห็นแก่ตัว มันจึงเกิดคอมมิวนิสต์หรือกรรมกรผู้ยื้อแย่ง การต่อสู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดด้วยเหตุที่ขาดธรรมะคือความไม่เห็นแก่ผู้อื่นด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ถ้าเป็นในสมัยโบราณ โดยเฉพาะพุทธกาลปัญหาอย่างนี้ไม่มี เพราะคำว่า เศรษฐี ในสมัยพุทธกาลไม่ใช่คนร่ำรวยที่เห็นแก่ตัว แต่เป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุด จะเลี้ยงดูคนที่ไม่มีที่พึ่งเป็นบริวาร ช่วยกันทำงาน แล้วนำผลงานมาตั้งเป็นกองทุนเรียกว่าโรงทาน ยิ่งมีโรงทานมากยิ่งเป็นเศรษฐีมาก เศรษฐีจึงเป็นผู้ที่สะสมประโยชน์ไว้ช่วยผู้อื่นด้วยโรงทาน หรือสร้างวัด ดูได้จากอดีตว่าวัดมีเศรษฐีเป็นผู้สร้างโดยส่วนมาก ส่วนคนยากจนในสมัยพุทธกาลก็เป็นคนที่ยอมรับสภาพโดยถือว่าบุญ กรรมเป็นผู้จัดให้เราต้องเป็นอย่างนี้ ให้ต้องอยู่กับเหงื่อ แล้วทำหน้าที่ของคนยากจน ไม่มีโอกาสที่จะไปยื้อแย่งกับคนมั่งมี เพราะมีแต่เศรษฐีที่คอยช่วยคนยากจน ขอให้รู้จักความแตกต่างระหว่างคำว่า นายทุนและกรรมกร และคำว่า เศรษฐีกับคนยากจน ซึ่งไม่เหมือนกัน

ในสมัยก่อนไม่มีคนแบบนายทุนที่มุ่งแต่จะขูดรีด ในสมัยนี้ก็ไม่มีคนแบบเศรษฐีที่จะเก็บเงินไว้สร้างโรงทาน สร้างวัด สร้างสาธารณประโยชน์ ขอให้เรามองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาในโลกว่า พอมาถึงสมัยหนึ่ง คนพวกหนึ่งเขารวบรวมกำลังทรัพย์ไว้ให้ได้มากเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว กำไรที่ได้มาก็จะสมทบขึ้น ให้มีทุนมากขึ้นเพื่อจะผูกขาด กอบโกยมากขึ้น เรียกว่า ลัทธินายทุน ไม่ใช่คำเดียวกับ คำว่า เศรษฐีในพระบาลี หรือพุทธศาสนา

เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาไม่ได้เป็นข้าศึกของสันติสุข ของโลก เหมือนกับที่ลัทธิสังคมนิยมบางแขนงเขากล่าวหาว่า ศาสนาเป็นยาเสพติด เขาหลับตาพูด เพราะเขาไม่รู้จักพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเครื่องกำจัดยาเสพติดไม่ใช่ตัวยาเสพติด ศาสนาอื่นใดที่ทำให้คนงมงายนั้นแหละคือยาเสพติด เราจะต้องมองเห็นความเข้าใจผิด ความขัดแย้งเหล่านี้ให้ดี จึงจะมีหนทางแก้ปัญหาเหล่านี้ได้โดยสันติวิธี

ที่พูดว่าพระพุทธเจ้าเป็นยอดนักการเมือง เพราะท่านมุ่งหมาย อุทิศ เสียสละทุกอย่างทุกประการ เพื่อให้โลกนี้มีสันติสุข สันติภาพของโลก พวกลัทธิคอมมิวนิสต์เขาก็ประกาศเหมือนกันว่าเพื่อสันติภาพของมนุษย์ ข้อนี้เราเถียงกันไม่ได้ ไม่มีอะไรมาตัดสิน เขาก็มีสิทธิ์โฆษณาและพิสูจน์ว่าลัทธิของเขาเพื่อสันติสุข สันติภาพแก่โลก แต่วิธีการที่จะจัดให้มีสันติภาพระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์กับพุทธศาสนามันต่างกันลิบ

คำว่า เสรีประชาธิปไตย ก็ต้องดูเหมือนกันเพราะมันยังเป็นนายทุนอยู่ และยังไม่อาจกำจัดสิ่งเลวร้ายในหมู่มนุษย์ได้ ถ้าประชาธิปไตยยังเป็นฝ่ายนายทุน มันก็ยังไม่สามารถจะปัดเป่าสิ่งเลวร้ายในโลกนี้ได้ ถ้าเสรีประชาธิปไตย เต็มไปด้วยเศรษฐี ทำอะไรเพื่อโรงทาน เพื่อมนุษย์ผู้อื่น เพื่อโลก มันจะแก้ปัญหานี้ได้ เราเห็นได้ชัดว่ามันต่างกันระหว่างพวกคอมมิวนิสต์ที่เขาจะจัดโลกด้วยกำลัง ด้วยความอาฆาตของเขา บีบคั้นให้เกิดสันติภาพ

ส่วนพุทธบริษัทต้องการจะจัดโลกด้วยความรัก และเมตตาเป็นเครื่องมือ ในเมื่อพวกหนึ่งใช้ความโกรธแค้น อาฆาต เป็นหลักใหญ่เพื่อจะเยื้อแย้งความไม่เสมอภาคในทางปัจจัยแห่งความสุข ซึ่งเป็นไปเพื่อสงคราม แต่ผู้ที่ทำสงครามเขาก็พูดว่าทำไปเพื่อสันติภาพ เราจึงยังพูดกันไม่เข้าใจ

ดังนั้น องค์การโลกจึงไม่สามารถจะบังคับคดีอะไรได้ ไม่สามารถทำความเข้าใจกันได้ในระหว่างคน ๒ ฝ่ายที่ต้องการจะจัดโลกให้มีสันติภาพเหมือนกัน แต่วิธีการต่างกัน

โดยพวกหนึ่งจัดตามแบบของเศรษฐีด้วยความรัก เมตตา แต่อีกพวกหนึ่งจัดด้วยอำนาจความเห็นแก่ตัว นายทุนก็เห็นแก่ตัว คอมมิวนิสต์ก็เห็นแก่ตัว รวมกันแล้วก็ไม่อาจจัดให้โลกนี้มีสันติภาพได้ ต้นเหตุของปัญหามาจากความเห็นแก่ตัวของคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถ้าทุกฝ่ายไม่เห็นแก่ตัว ปัญหาก็เกิดขึ้นไม่ได้ โลกนี้ก็มีสันติภาพ การจัดให้โลกมีสันติภาพต้องจัดด้วยธรรมะ ความถูกต้อง ความยุติธรรม ความไม่เห็นแก่ตัว คือ มนุษย์จะต้องมีจิตใจสูงพอที่จะไม่เห็นแก่ตัว

พุทธทาสภิกขุ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Share